Welcome
Welcome to <strong>mookfah</strong>.

You are currently viewing our boards as a guest, which gives you limited access to view most discussions and access our other features. By joining our free community, you will have access to post topics, communicate privately with other members (PM), respond to polls, upload content, and access many other special features. Registration is fast, simple, and absolutely free, so please, <a href="/profile.php?mode=register">join our community today</a>!

ลิขิตรักลำน้ำไนล์ บทที่ 5 ธิดาแห่งไอซิส (ตอนที่ 1)

นิยายรักโรแมนติกแฟนตาซี จากมัลลิกา

ลิขิตรักลำน้ำไนล์ บทที่ 5 ธิดาแห่งไอซิส (ตอนที่ 1)

Postby มัลลิกา on Fri Sep 07, 2007 10:54 am

ลิขิตรักลำน้ำไนล์

บทที่ 5

ธิดาแห่งไอซิส

ตอนที่ 1


ท้องฟ้าเหนือแผ่นดินไอยคุปต์ในคืนข้างแรมมืดมิดราวกับถูกคลุมด้วยกำมะหยี่สีดำผืนใหญ่ ดวงจันทร์ที่เคยนวลผ่องลับหายไปจากฟากฟ้ายามราตรี แล้วแทนที่ด้วยแสงระยิบระยับของดวงดาราหลายแสนหลายล้านดวง ที่เบื้องล่างแม่น้ำไนล์เอ่อล้นฝั่ง สายน้ำสีน้ำเงินไหลเอื่อยนำพาความอุดมสมบูรณ์มากำนัลแด่แม่พระธรณี


เหนือฝั่งน้ำเบื้องทิศตะวันออกพระราชวังสีทองอร่ามตั้งตระหง่านท้าทายสายลม แม้จะเป็นเพียงที่ประทับชั่วคราวที่องค์ผู้เป็นสมมติเทพใช้พำนักในฤดูน้ำหลาก เมื่อเสด็จมาควบคุมการสร้างพีระมิดประจำพระองค์ แต่พระราชวังอมันตราก็ยังคงงดงามตระการตาไม่แพ้พระราชวังหลวงที่เมืองธีบส์ ด้วยถูกก่อสร้างตามความเชื่อและสถาปัตยกรรมแบบไอยคุปต์โบราณ


พระราชวังแห่งนี้ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำไนล์ด้านทิศตะวันออกตามความเชื่อของชาวไอยคุปต์ ที่เชื่อว่าทิศตะวันออกเป็นทิศของคนเป็น ในขณะที่ทิศตะวันตกเป็นทิศของคนตาย จึงเป็นที่ตั้งของพีระมิดและสุสาน ตัวพระราชวังมีลักษณะเป็นกลุ่มอาคารขนาดใหญ่สีทองอร่าม ล้อมรอบด้วยกำแพงหินแข็งแรงสูงใหญ่


เบื้องหลังกำแพงวังประกอบด้วยพระตำหนักน้อยใหญ่หลายสิบหลัง แต่ละหลังสร้างจากไม้ หินแกรนิต และทองคำ พระตำหนักตรงกลางหลังใหญ่ที่สุดเป็นที่ประทับขององค์ฟาโรห์ ถัดออกมาเป็นที่พักของบรรดานางสนมกำนัลใน และราชองครักษ์คนสนิท ส่วนรอบๆ กำแพงพระราชวังเป็นที่พักของเหล่าข้าราชบริพารที่ตามเสด็จ


หลังกำแพงพระราชวัง เหล่าทหารรักษาวังเดินตรวจตราไปตามทางเดินที่สว่างเรืองจากแสงคบไฟซึ่งปักไว้ตามจุดต่างๆ เริ่มจากประตูวังเรื่อยไปถึงพระตำหนักที่ประทับขององค์ฟาโรห์ รอบพระตำหนักเหล่าทหารรักษาพระองค์ยืนยามสงบนิ่งอยู่ตามจุดสำคัญต่างๆ เพื่ออารักษ์ขาผู้เป็นเจ้าเหนือหัว ซึ่งกำลังบรรทมหลับใหลอย่างเป็นสุข


ภายในพระตำหนักที่สร้างอย่างงดงามด้วยไม้และทองคำบริสุทธิ์ พระวรกายสูงสง่าเปล่าเปลือยของฟาโรห์องค์ปัจจุบันบรรทมอยู่บนพระแท่นเคียงข้างพระสนมคนโปรด


สายลมเย็นที่พัดมาจากแม่น้ำไนล์กระทบผิวเนื้อเปลือยเปล่าของพระสนมผิวผ่องที่ทรงได้มาจากฮิตไทท์บ้านเกิดของเสด็จแม่ ส่งผลให้ร่างบางสะท้านน้อยๆ แล้วเบียดซุกเข้ากับพระอุระอุ่นยิ่งขึ้น


ฟาโรห์เมนโนฟิสทรงครางเบาๆ แล้วขยับพระพาหากอดกระชับอีกฝ่ายแน่นเข้าด้วยสัญชาตญาณ ก่อนที่พระองค์จะเสด็จเข้าสู่นิทรารมย์แสนสุขอีกครั้ง หลังจากที่ทรงตรากตรำกำศึกรักมาเกือบค่อนคืน


~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~


ริมฝั่งแม่น้ำไนล์ที่ปกคลุมด้วยผืนหญ้าเขียวขจี พระวรกายสูงโปร่งในเครื่องทรงที่ทอจากผ้าลินินเนื้อดี ประทับยืนรับสายลมเย็นอยู่เหนือตลิ่งที่มีต้นปาปิรุสขึ้นเบียดเสียดหนาแน่น พระพักตร์ขาวคมคาย พระเนตรเรียวคมกริบหรี่ลงด้วยความแปลกพระทัย


พระเกศาสีน้ำตาลไหม้ยาวละพระปฤษฎางค์ปลิวไปตามแรงลมยามวรกายสูงสง่าเหลียวมองรอบองค์ แม่น้ำไนล์ล้นฝั่งสวยจับตายิ่งนัก หากแต่พระองค์มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ก็ในเมื่อทรงบรรทมอยู่ในพระตำหนักเคียงข้างพระสนมคนโปรดมิใช่หรือ


‘ฝัน เราฝันไปนี่เอง’


ฟาโรห์หนุ่มทรงครุ่นคิดในใจ แล้วถอนพระปัสสาสะออกมาเบาๆ ก่อนจะหันพระวรกายกลับไปอย่างรวดเร็ว เมื่อทรงได้ยินเสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้นที่เบื้องพระปฤษฎางค์ และสิ่งที่เห็นก็ทำให้พระเนตรสีน้ำเงินเข้มลึกล้ำเบิ่งค้างด้วยความประหลาดพระทัย ที่เบื้องหน้านั้นสตรีสาวรูปร่างบอบบางในเครื่องแต่งกายแปลกตายืนจ้องมองพระองค์อยู่


นางเป็นหญิงสาวร่างเล็กบอบบาง ผิวขาวอมเหลืองนวลเนียนลออตา ผมยาวสลวยสีดำสนิทละแผ่นหลัง ดวงหน้ารูปไข่ดูสวยหวาน หน้าผากมนได้รูปสวย จมูกโด่งเล็ก ริมฝีปากอิ่มสีชมพูระเรื่อ สองแก้มปลั่งแต้มด้วยรอยบุ๋มเล็กๆ น่ารัก


คิ้วเรียวสวยพาดอยู่เหนือดวงตากลมโตเจิดจรัส ดวงตาที่พราวระยับสวยงามยิ่งกว่าดวงดาราในคืนข้างแรมเหนือแผ่นดินไอยคุปต์ นางกำลังแย้มยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ทำให้พระองค์แทบหยุดหายใจ


“เจ้าอีกแล้วหรือ เจ้าเป็นใครกันแน่...” ฟาโรห์หนุ่มตรัสถามแล้วสาวพระบาทเข้าไปหา


“เราถามทำไมไม่ตอบ” ทรงถามอีกครั้งเมื่อเห็นว่าหญิงประหลาดยังไม่ยอมเอ่ยปากกล่าววาจาใดๆ นางเพียงแต่ยิ้มเยือนด้วยดวงตาพราวระยับ


ฟาโรห์เมนโนฟิสสาวพระบาทเร็วขึ้น ปรารถนาเหลือเกินที่จะเอื้อมพระหัตถ์ไปคว้าร่างบางมาเขย่าเพื่อเค้นคำตอบว่านางคือใคร แต่ไม่ว่าจะดำเนินเร็วขนาดไหน หญิงสาวผู้นั้นก็เหมือนจะขยับหนีออกไปอีกเรื่อยๆ และตอนนี้นางกำลังจะหันหลังจากไปแล้ว


“อย่าเพิ่งไปสิ” ฟาโรห์หนุ่มตรัสห้ามแล้วทรงถลันเข้าไปหา แต่ช้าไปเสียแล้วร่างนั้นเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว สิ่งที่พระองค์คว้าได้มีเพียงอากาศธาตุและลมหอมหอบหนึ่งเท่านั้น...


~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~


บนพระแท่นทองคำกว้างใหญ่ วรองค์สูงสง่าสะดุ้งสุดตัว ก่อนจะลุกขึ้นประทับนั่งหอบหายใจด้วยความเหนื่อยอ่อน พระเสโทหลั่งไหลออกมาเต็มพระพักตร์และพระวรกายทั้งๆ ที่อากาศก็เย็นสบาย


“ทรงเป็นอะไรเพคะฝ่าบาท” พระสนมคนโปรดเอ่ยถาม หลังจากสะดุ้งตื่นเพราะการขยับตัวอย่างรวดเร็วขององค์ภูวนาถที่ตนอิงแอบอยู่


“ไม่ เจ้านอนต่อเถอะ” ทรงตรัสอย่างนุ่มนวลแล้วประคองพระสนมคนโปรดลงนอนอีกครั้ง ก่อนจะลุกขึ้นจากพระแท่นคว้าเครื่องทรงมาสวมใส่แล้วเสด็จไปประทับยืนเบื้องหน้าพระบัญชร ดวงเนตรสีน้ำเงินเข้มทอดมองไปยังแม่น้ำไนล์มืดมิดเบื้องนอก


“เจ้าเป็นใครกันแน่ นางผู้มีดวงตาดุจดั่งดวงดาราบนฟากฟ้า” พระสุรเสียงนุ่มพึมพำเบาๆ ทรงฝันเห็นนางประหลาดผู้นั้นอีกแล้ว ตั้งแต่ทรงเริ่มเป็นหนุ่มแตกพานก็ทรงฝันถึงนางมาโดยตลอด ทรงมองหานางตามที่ต่างๆ แต่ไม่เคยสักครั้งที่จะพบเห็นสตรีที่มีลักษณะเยี่ยงนางในฝันผู้นั้นเลยสักคน


“เฮ้อ...” ฟาโรห์เมนโนฟิสทรงถอนพระปัสสาสะเบาๆ แล้วเงยพระพักตร์ขึ้นมองท้องฟ้ามืดมิดเหนือพระราชวัง ท้องฟ้าราตรีนี้งดงามยิ่งนักดวงดาวน้อยใหญ่ส่องแสงกะพริบวิบวาวทั่วแผ่นฟ้าสีนิล


แต่อยู่ๆ ที่ขอบด้านทิศตะวันออกพลันปรากฏแสงเจิดจ้าขึ้น ก่อนจะพุ่งผ่านผืนฟ้าเหนือพระตำหนักไปยังทิศที่ตั้งของพีระมิดที่อยู่เบื้องทิศตะวันตก


“ดาวตก!!” พระสุรเสียงนุ่มพึมพำเบาๆ ด้วยความแปลกพระทัย ก่อนพระวรกายสูงจะทรุดฮวบลงเกาะขอบพระบัญชร เมื่อทรงรู้สึกเจ็บปวดในพระอุระอย่างเฉียบพลัน


ฟาโรห์หนุ่มขบพระทนต์แน่นปิดกั้นเสียงร้องขององค์เองด้วยพระทัยเข้มแข็ง แต่ในที่สุดก็มิอาจทนต่อไปได้ เมื่อความเจ็บปวดเหมือนพระหทัยถูกบีบด้วยคีมเหล็กทวีขึ้นเรื่อยๆ


“โอ๊ย...” ฟาโรห์หนุ่มทรงหลุดเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดออกมาแผ่วเบา วรกายสูงสง่าทรุดลงเกาะขอบพระบัญชรแน่น ดวงเนตรสีน้ำเงินเข้มจ้องมองไปยังที่ตั้งของพีระมิดประจำพระองค์ ความรู้สึกลึกๆ ภายในบอกให้ทรงรู้ว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นที่พีระมิดของพระองค์


ฟาโรห์เมนโนฟิสซวนเซลุกขึ้นยืนด้วยพระชานุสั่นเทา ก่อนจะเสด็จผลุนผลันออกไปจากห้องบรรทมราวกับพายุหอบหนึ่ง


~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~


ความมืดมิดที่เคยแผ่ร่มเงาปกคลุมแผ่นฟ้า ค่อยๆ เลือนหายไป แล้วแทนที่ด้วยแสงทองขององค์สุริยเทพ แสงอำพันสาดส่องไปทั่วพื้นพิภพนำพาความอบอุ่นเข้าแทนที่ความหนาวเหน็บของยามราตรี ที่เบื้องล่างท่ามกลางผืนทรายเวิ้งว้าง พีระมิดสีทองอร่ามตาตั้งตระหง่านรับแสงแรกแห่งรุ่งอรุณอย่างสง่างาม


คติความเชื่อเรื่องการสร้างพีระมิดเพื่อใช้เป็นสุสานสำหรับกษัตริย์ในดินแดนไอยคุปต์ เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการเรืองอำนาจขององค์ฟาโรห์ ยิ่งฟาโรห์พระองค์นั้นมีอำนาจมากเท่าไร พีระมิดของพระองค์ก็จะยิ่งใหญ่ตามไปด้วย


พระราชดำรัสขององค์ฟาโรห์คือประกาศิต รับสั่งให้อยู่ต้องอยู่ หากรับสั่งให้ตายบุคคลนั้นก็มิอาจอยู่ ทรงเป็นผู้ปกครองสูงสุดในแผ่นดิน ทรงเป็นบุตรแห่งเทพเจ้าโอซิริส และทรงเป็นสมมุติเทพในร่างของมนุษย์


การรับใช้ฟาโรห์ก็คือการรับใช้เทพเจ้า ซึ่งจะนำความสมบูรณ์พูนสุขมาสู้บุคคลผู้นั้น การสร้างพีระมิดถวายองค์ฟาโรห์ก็คือหนึ่งในการรับใช้ที่ชาวไอยคุปต์ทำเพื่อองค์สมมุติเทพของพวกเขา


การสร้างพีระมิดหนึ่งหลังต้องทุ่มเททั้งกำลังคนและกำลังทรัพย์มหาศาล และกว่าจะแล้วเสร็จต้องใช้เวลาก่อสร้างร่วมสิบปี


ดังนั้นเมื่อฟาโรห์ขึ้นครองราชย์ก็จะทรงสั่งให้ก่อสร้างพีระมิดประจำพระองค์ไปพร้อมๆ กันเลย เพื่อตระเตรียมไว้ใช้ในยามที่ทรงเดินทางสู่ดินแดนหลังความตาย


พีระมิดที่พบในดินแดนไอคุปต์ส่วนใหญ่สร้างในยุคจักรวรรดิเก่าและยุคจักรวรรดิกลาง ซึ่งเป็นยุคที่ฟาโรห์เรืองอำนาจสูงสุด พีระมิดทุกแห่งจะสร้างขึ้นตามขอบทะเลทราย


ตรงแนวชายฝั่งด้านตะวันตกของแม่ไนล์ ลึกเข้าไปในแผ่นดินประมาณแปดร้อยถึงหนึ่งพันเมตร และมักจะสร้างอยู่ใกล้กับเมืองเมมฟิส เมืองหลวงเก่าของอียิปต์โบราณ กินบริเวณตั้งแต่เขตเมืองไมดุมไปถึงเมืองอะบูโรช


พีระมิดเมนโนฟิสแห่งนี้ก็เช่นกัน มันถูกสร้างขึ้นตรงบริเวณด้านใต้ของเมืองดาชูร์ ซึ่งเป็นอาณาเขตที่ราชวงศ์ที่สิบสองแห่งยุคจักรวรรดิกลางนิยมสร้างพีระมิดประจำพระองค์ขึ้นในบริเวณนี้ ฟาโรห์เมนโนฟิสขึ้นครองราชย์ตั้งแต่พระชนมายุสิบสี่พรรษา


ทรงรับสั่งให้ก่อสร้างพีระมิดประจำพระองค์ตั้งแต่ปีแรกที่ทรงครองราชย์ ปัจจุบันทรงครองราชย์มาแล้วสิบปี พีระมิดของพระองค์นั้นใกล้จะก่อสร้างเสร็จแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนของตบแต่งภายในเท่านั้น


บนทางเดินที่ทอดมาจากหมู่บ้านของช่างก่อสร้างพีระมิด ชายวัยกลางคนร่างสูงก้าวเท้ายาวๆ ตรงไปยังพีระมิดสูงใหญ่ที่เห็นเบื้องหน้าด้วยท่าทางเร่งรีบ เขาเป็นหัวหน้าคนงานก่อสร้างพีระมิดประจำพระองค์ของฟาโรห์องค์ปัจจุบัน


“ท่านฟาซัสจะไปไหนแต่เช้าขอรับ” ทหารยามที่รับหน้าที่ดูแลรอบพีระมิดเอ่ยถามด้วยความสงสัย เมื่อเห็นนายช่างใหญ่เดินตรงมายังปากทางเข้าพีระมิดที่ตนรักษาการณ์อยู่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด


“ข้านอนไม่หลับเลยมาตรวจดูงานสักหน่อย คงไม่มีปัญหาอะไรนะ” ฟาซัสเอ่ยเสียงเรียบพร้อมกับยิ้มน้อยๆ ที่มุมปาก


“อ๋อ...เชิญเลยขอรับ” ทหารคนเดิมรีบขยับออกพ้นทาง ฟาซัสเป็นนายช่างใหญ่ที่ควบคุมการสร้างพีระมิด และเป็นที่โปรดปรานขององค์ฟาโรห์ เขาจึงได้รับสิทธิ์ให้เข้านอกออกในพีระมิดแห่งนี้ได้โดยมิต้องถูกตรวจค้น


“ขอบใจนะ” ชายสูงวัยกล่าวแล้วรีบเดินเข้าไปข้างใน โดยไม่ลืมคว้าคบไฟที่เสียบอยู่ปากทางเข้าติดมือไปด้วย


ทางเดินภายในพีระมิดค่อนข้างมืดสลัว ผนังทั้งสองด้านยังคงว่างเปล่า ซึ่งอีกสองสามวันเขาจะคุมช่างแกะสลักเข้ามาจารึกคาถาโบราณและวาดภาพเทพเจ้าลงบนผนังทั้งสองด้าน แต่ตอนนี้เขาต้องรีบไปทำภารกิจสำคัญที่ได้รับมอบหมายให้แล้วเสร็จเสียก่อน


ฟาซัสก้าวเท้าเร็วขึ้นเมื่อนึกถึงเรื่องที่ลูกสาวเล่าให้ฟังเมื่อเช้ามืด ไอซาลูกสาวของเขามีความสามารถพิเศษติดตัวมาตั้งแต่เกิด เธอเป็นคนทรงที่สามารถติดต่อกับทวยเทพที่ปกปักดินแดนไอยคุปต์ได้ เมื่อก่อนฟ้าสางเธอวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหาเขา พร้อมกับรบเร้าแกมบังคับให้รีบมาที่นี่


“ท่านพ่อ ท่านพ่อตื่นเร็วเจ้าค่ะ” ไอซาร้องเรียกพร้อมกับเขย่าตัวผู้เป็นพ่อแรงๆ


“อะไรของเจ้าอีกล่ะไอซา” ผู้เป็นพ่อบ่นพึมพำแต่ยังคงหลับตาอย่างง่วงงุน


“เลิกง่วงได้แล้วท่านพ่อ มีเรื่องสำคัญมาก เมื่อครู่นี้เทพีไอซิสเสด็จมาหาข้า พระนางมีพระบัญชาให้ท่านพ่อทำงานถวาย”


ฟาซัสลืมตาขึ้นทันทีเมื่อได้ยินพระนามเทพีไอซิส ชายสูงวัยขยับตัวขึ้นนั่งบนเตียง “เจ้าว่ากระไรนะไอซา เทพีไอซิสมีบัญชาถึงพ่ออย่างนั้นหรือ”


“เจ้าค่ะ เมื่อครู่นี้พระนางมาเข้าฝันข้า สั่งให้ข้ามาบอกให้ท่านพ่อรีบไปที่พีระมิดขององค์ฟาโรห์เดี๋ยวนี้”


“เดี๋ยวนี้เลยเหรอ ไปทำไมกัน” ผู้เป็นพ่อเอ่ยถามด้วยสีหน้างุนงงกว่าเดิม


“ไม่รู้เจ้าค่ะ ไม่มีเวลาแล้ว พระนางบอกให้ท่านรีบไปเดี๋ยวนี้ ไปที่ห้องราชันย์นะเจ้าคะ” ผู้เป็นลูกเอ่ยพร้อมกับฉุดดึงผู้เป็นพ่อให้ลุกขึ้นจากเตียง


“เอ้าๆ ก็ได้ ไม่ต้องดึงเดี๋ยวพ่อตกเตียงพอดี” ผู้เป็นพ่อบ่นเบาๆ แต่ก็ยอมลุกจากเตียง คว้าเสื้อคลุมมาสวมแล้วเดินออกไปจากบ้านพัก


ฟาซัสสลัดภาพเหตุการณ์เมื่อเช้าออกไปจากห้วงคิด ชายสูงวัยถอนใจเบาๆ แล้วก้าวเท้าให้เร็วยิ่งขึ้น ก่อนจะหลุดเสียงอุทานด้วยความประหลาดใจออกมาเบาๆ เมื่อเห็นบางสิ่งบางอย่างกองอยู่กลางห้องราชันย์ ซึ่งเป็นห้องที่ใหญ่และอยู่ลึกที่สุดในพีระมิดแห่งนี้


“นั่นอะไรกัน” เขายกคบไฟขึ้นสูงพลางขยับเข้าไปหาเจ้าสิ่งนั้น “ผู้หญิงเหรอ” ชายสูงวัยพึมพำเบาๆ เมื่อเห็นร่างที่นอนเหยียดยาวอยู่บนพื้นหินชัดตา เขาทรุดลงนั่งข้างๆ พลางมองสำรวจหญิงสาวตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ


ผู้หญิงคนนี้สวยมาก ผิวขาวผ่อง หน้าหวาน รูปร่างบอบบาง ใส่เสื้อผ้าแปลกๆ ดูแล้วไม่น่าจะใช่ชาวไอยคุปต์ แล้วเจ้าหล่อนมาอยู่ในห้องราชันย์ได้อย่างไร ก็ในเมื่อที่นี่จัดเวรยามไว้อย่างแน่นหนา ไม่มีทางที่เจ้าหล่อนจะผ่านทหารยามที่เฝ้าอยู่ปากทางเข้ามาได้โดยไม่ถูกพบเห็น


“ฟาซัส...”


เสียงเรียงขานอันแสนไพเราะดึงให้ชายสูงวัยหันไปมอง และสิ่งที่เห็นก็ทำให้เขาลืมเลือนความสงสัยเมื่อครู่ไปหมด นางเป็นหญิงสาวแสนสวยสวมใส่เครื่องทรงที่ทอจากทองคำ


ไม่มีใครอีกแล้วที่จะแย้มยิ้มได้งดงามและเปี่ยมพระเมตตาเช่นนี้ นอกจากเทพีแห่งไนล์ เทพีแห่งความรักและความเมตตาของชาวไอยคุปต์


“เทพีไอซิส…” ฟาซัสพึมพำเสียงแผ่วพร้อมกับก
มัลลิกา
 
Posts: 11
Joined: Mon Jun 11, 2007 5:52 am

Return to ลิขิตรักลำน้ำไนล์

Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 0 guests

cron