[size=150]4.
ทางเดินภายในมหาวิทยาลับมินเนโซต้าเช้าวันนี้ช่างสดใสเหลือเกินสำหรับฮาซาน เสียงนกร้องตามปรกติฟังดูไพเราะราวกับเสียงดนตรีจากสวรรค์ ใบไม้ร่วงกราวลงมาบนพื้นราวกับมีนางฟ้ามาโปรยเป็นพรหมให้เขาก้าวเดิน ทุกอย่างเหมือนกับทุกๆเช้า แต่วันนี้บรรยากาศกลับโรแมนติกได้อย่างน่าประหลาด
ความสุขสมกับคนรักเปลี่ยนแปลงโลกได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ ชายหนุ่มนึกไปถึงหญิงสาวในอ้อมกอดเมื่อคืนนี้แล้วก็อดยิ้มไม่ได้ ความรักของเขามาถึงปลายทางแล้ว ทุกสี่ห้องหัวใจของเขาถูกทักษอรครอบครองจนเขาคิดว่าคงไม่มีทางที่จะรักใครได้อย่างหล่อนอีกแน่นอน
ฮาซานเดินทอดน่องไปเรื่อยๆอย่างไม่เร่งร้อน จนสายตาของเขาไปสะดุดกับแผ่นหลังอันคุ้นเคยของหญิงสาวนางหนึ่ง ไม่ผิดแน่ นั่นคือแผ่นหลังที่เขาเคยจูบ เคยลูบไล้
แต่เขาก็ออกจะแปลกใจไม่ได้ว่า ทำไมหล่อนถึงได้มาถึงมหาวิทยาลัยก่อนเขาได้ พลังของหล่อนช่างเหลือเฟือจริงๆ หลังจากร่วมรักกับเขาอย่างบ้าคลั่ง หล่อนกลับมีแรงตื่นขึ้นมาเรียนแต่เช้าอีกหรือนี่
ความแปลกใจของฮาซานเทียบไม่ได้กับความเสน่หาที่เขามีต่อหล่อน คำถามทุกคำถามถูกลบหายไปด้วยแรงปรารถนาที่จะได้สัมผัสหล่อนอีกครั้ง นั่นทำให้เขารีบรุดเดินไปหาหล่อนทันที
“มิสทักษอร” เขาร้องเรียก
หญิงสาวสะดุ้งและหันมาตามเสียง โอ้! คุณพระช่วย เป็นเขาอีกแล้ว ชายผู้ละลายความเชื่อมั่นของหล่อนให้มลายหายไป ร่างของทักษอรสั่นเทิ้มไปด้วยความประหม่า ยิ่งเขาเดินเข้ามาใกล้มากขึ้นเท่าไร จิตใจของหล่อนก็ไม่อยู่กับเนื้อกับตัวมากขึ้นทุกที
ในที่สุดฮาซานก็มายืนอยู่ต่อหน้าทักษอร เขาช่างเป็นผู้ชายที่สูงใหญ่และบึกบึนจนหล่อนต้องแหงนมองคอตั้งบ่า รู้สึกว่าตัวเองแบกรับความกดดันจนร่างกายหดเล็กลงไปทุกทีที่ดวงตาสีเหล็กนั้นจ้องมองมา
วงแขนของฮาซานเริ่มเคลื่อนตัวมาจะโอบล้อมหล่อน ทักษอรสะดุ้งโหยงแล้วผละถอยห่างออกอย่างรวดเร็ว
ฮาซานรู้สึกงุนงงเล็กน้อย แต่ก็คิดได้ว่าหล่อนคงจะอายกับการแสดงความรักในสถานที่สาธารณเช่นนี้
ทักษอรจ้องมองเขาด้วยแววตาตื่นจนฮาซานเองก็รู้สึกได้
“คุณเป็นอะไรหรือเปล่า”
แต่หญิงสาวกลับไม่ตอบเขา สิ่งเดียวที่หล่อนคิดได้ตอนนี้ก็คือ ‘วิ่ง’ เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้ว ทักษอรจึงวิ่งหนีเตลิดไปอย่างไม่คิดชีวิต
“มิสทักษอร” ฮาซานได้แต่ร้องเรียก ไขว่คว้า แต่ก็ไม่ทันเพราะหล่อนวิ่งหายลับไปจากสายตาของเขาไปอย่างรวดเร็ว “เป็นอะไรของเขานะ เมื่อคืนก็ยังดีๆอยู่นี่นา” ฮาซานมีอันต้องเกาแกรกๆหัวด้วยความงุนงงกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของคนรัก
* * * * * * * * * *
“อะไรนะ นี่เธอกำลังบอกฉันว่า พ่อเทพบุตรของเธอมาทักเธอ แต่เธอวิ่งหนีเขาอย่างนั้นเหรอ” เสียงอาซามิแหวขึ้น
“โธ่เอ๊ย ก็มันเขินนี่นา” ใบหน้าของทักษอรแดงก่ำด้วยบ่มเลือดสาว
อาซามิหัวเราะออกมากับคำตอบของเพื่อนสาว
“หัวเราะอะไร” ทักษอรค้อนขวับ
“แหม...ก็มันอดขำไม่ได้นี่ ฉันล่ะอยากเห็นหน้าเธอตอนอยู่ต่อหน้าเขาจริงๆ” อาซามิพูดพลางหัวเราะไปพลางอย่างขบขัน
“บ้า” หญิงสาวตบไหล่เพื่อนชาวญี่ปุ่นอย่างแรง
“นี่เธอจะบ้าหรือเปล่าเนี่ย โอกาสอย่างนี้จะไปหาที่ไหนได้อีก แล้วนี่ถ้าเขาเกิดคิดว่าเธอรังเกียจเขา แล้วไม่เข้ามาหาเธออีก เธอจะว่าไงกันจ๊ะ”
“ไม่รู้สิ อยู่ต่อหน้าเขาทีไร เป็นได้ขาสั่นทำอะไรไม่ถูกทุกทีเลย”
“เฮ้อ...ไม่น่าเชื่อนะ คนอย่างทักษอรจะเป็นอย่างนั้นไปได้” อาซามิทำหน้าล้อเลียนท่าทางเขินๆของเพื่อนสาว “แต่นี่...พูดก็พูดนะ ฉันว่าลองเขาเข้ามาจู่โจมเธอก่อนแบบนี้ล่ะก็ ฉันว่าเขาต้องชอบเธอมากแน่ๆเลย ก็เธอมันน่าเคี้ยวใช่ย่อยซะที่ไหนล่ะ”
“ดูพูดเข้า” ทักษอรมองค้อนเข้าให้
“ไม่รู้สิ” อาซามิส่ายศีรษะ “ทำไมเธอไม่ลองทำใจกล้าพูดคุยกับเขาสักครั้งล่ะ”
“ฉันไม่กล้าหรอก”
“เออ...ฉันก็เพิ่งรู้นะว่ามีเรื่องที่เธอไม่กล้าทำด้วย” อาซามิอดเหน็บไม่ได้ “แต่นี่มันก็เทอมสุดท้ายของเขาแล้วนะ ถ้าเธอไม่ลองคุยกับเขาสักครั้งหนึ่ง เดี๋ยวเขากลับประเทศไป เธอก็จะมาเสียใจภายหลังไม่ได้นะจะบอกให้”
ทักษอรมองเพื่อนอย่างลังเล จิตใจก็นึกเสียดายที่วิ่งหนีเขาในตอนนั้น อาซามิพูดถูกทีเดียว โอกาสของหล่อนเหลืออยู่อีกไม่กี่เดือนแล้ว เพราะปลายปีนี้เขาก็จะจบการศึกษาแล้ว หลังจากนั้นเขาก็คงจะกลับไปประเทศของเขา และหล่อนก็คงจะไม่ได้เจอเขาอีกเลยแน่นอน
กอลิยาห์น่ะห่างไกลจากอเมริกาคนละซีกโลกเลยทีเดียว ยิ่งถ้าหล่อนจบการศึกษาแล้วกลับประเทศไทยไปล่ะก็ โอกาสที่หล่อนจะได้พบกับเขาอีกก็มีอันต้องดับศูนย์ลงอย่างแน่นอน
หญิงสาวจึงตั้งปณิธานเอาไว้อย่างแน่วแน่ว่า ถ้าหากได้พบกับเขาอีกครั้งหนึ่ง หล่อนจะรวบรวมความกล้าที่มีอยู่ทั้งหมดพูดคุยกับเขาสักครั้งให้ได้
* * * * * * * * * *
บรรยากาศของทางเดินในมหาวิทยาลัยในตอนเย็นช่างแตกต่างจากเมื่อเช้านี้เหลือเกิน ทั้งๆที่เป็นทางเดินเส้นเดิม ใบไม้ร่วงกราวเหมือนเดิม นกร้องเหมือนเดิม แต่จิตใจของฮาซานกลับรู้สึกสับสนไม่ชื่นบานเหมือนเมื่อเช้านี้
มันเกิดอะไรขึ้นระหว่างเขากับทักษอรกันแน่ ก็ในเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาหล่อนก็เพิ่งจะเริงรักกับเขาอย่างชนิดที่เรียกได้ว่าลืมเหนื่อย แต่เพียงจากกันไม่กี่ชั่วโมงหล่อนกลับทำราวกับว่าไม่เคยรู้จักเขามาก่อนอย่างนั้นแหละ
ชายหนุ่มครุ่นคิดหาเหตุผลตลอดทางระหว่างเดินกลับบ้าน ว่าเหตุใด เพียงชั่วข้ามคืน หล่อนถึงเปลี่ยนไปได้ราวกับเป็นคนละคนขนาดนั้น แต่เขาก็ไม่พบกับคำตอบที่แท้จริง จะมีก็แต่เพียงทางเดียวเท่านั้นที่จะรู้ได้ นั่นก็คือเขาจะต้องสอบถามจากปากของหล่อนเองเท่านั้น
ฮาซานเดินคิดสับสนไปมาจนเพลิน และมารู้สึกตัวอีกทีก็กลับมาอยู่ที่หน้าบ้านพักของตัวเองเสียแล้ว ชายหนุ่มรู้ได้ทันทีว่าเพื่อนต่างศักดิ์ของเขากลับมาจากการเลี้ยงฉลองในค่ำคืนอันยาวนานแล้ว เพราะเหล่าองครักษ์นั้นเพ่นพ่านอยู่เต็มบ้านไปหมด
เหล่าองครักษ์โค้งคำนับเขาในฐานะพระสหาย เขายิ้มให้แล้วเดินต่อเข้าไปในบ้านก่อนจะทรุดตัวลงนั่งที่ชุดรับแขกหน้าโทรทัศน์
“อ้าว กลับมาแล้วเหรอ” เจ้าชายอัคคาร์ตรัสถามขึ้นหลังจากทรงพระดำเนินเปลือยท่อนบนมาจากห้องครัวพร้อมกาแฟหอมกรุ่นในมือ
“พ่ะย่ะค่ะ”
“วันนี้ชั้นเรียนเป็นอย่างไรบ้าง” ทรงประทับนั่งอย่างผ่อนคลายข้างๆเขา ท่าทางดูอิดโรย คงเป็นเพราะราตรีอันแสนสุขนั่นเอง
“วันนี้เนื้อหาแน่นมาก ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องการปกครองที่พระองค์ควรรู้ น่าเสียดายที่พระองค์ทรงพลาดชั้นเรียนในวันนี้”
“หึหึ...แต่ฉันกลับไม่คิดอย่างนั้น” ทรงพระสรวลในลำพระศอ “ถ้าวันนี้ฉันไปเรียนสิ เป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง”
ฮาซานขมวดคิ้ว “ทรงหมายความว่าอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”
แต่ยังไม่ทันทีเจ้าชายหนุ่มจะตรัสตอบ คำถามของฮาซานก็ได้รับการเฉลยออกมาอย่างชัดเจน เมื่อเขาได้ยินเสียงคุ้นหูดังแว่วมาจากห้องบรรทมของเจ้าชาย “เสด็จพี่เพคะ”
“นั่นไงล่ะ เรื่องน่าเสียดายที่ฉันพูดถึง” ทรงชี้พระดรรชนีไปยังห้องของพระองค์เองด้วยพระพักตร์ยิ้มแย้มแจ่มใส “ว่าไงจ๊ะ ที่รัก”
‘ที่รัก’ อย่างนั้นเหรอ มันเป็นสรรพนามที่ทำให้ฮาซานอดรู้สึกแปลกใจไม่ได้ เจ้าชายอัคคาร์ไม่เคยเรียกใครอย่างสนิทสนมเช่นนั้นมาก่อน หล่อนเป็นใครกัน...
ไม่นานเจ้าของเสียงอันเป็นที่ค้างคาใจของฮาซานก็ปรากฏตัวขึ้น ทิชากรเปิดประตูห้องบรรทมออกมาโอบกอดพระวรกายของเจ้าชายอัคคาร์อย่างสนิทสนม หล่อนไม่ได้สวมอะไรเลยนอกจากผ้าขนหนูผืนเดียวเท่านั้น แทบจะไม่ต้องเดาเลยว่าหล่อนเข้าไปทำอะไรในห้องบรรทม
ทรงประทับพระโอษฐ์กับรับฝีปากงามของหล่อนเนิ่นนาน ก่อนจะเอ่ยถามออกไปด้วยพระสุรเสียงอ่อนโยน “มีอะไรหรือจ๊ะที่รัก”
“คิดถึงน่ะเพคะ” หญิงสาวออดอ้อนกอดซบราวกับว่าไม่มีฮาซานอยู่ในห้องนี้
“ขอคุยธุระกับเพื่อนสักครู่ เธอเข้าไปรอในห้องก่อนเถอะ เสร็จแล้วฉันจะตามเข้าไปนะจ้ะ”
“เร็วๆนะเพคะ” ทิชากรก้มลงจุมพิตพระองค์อีกครั้ง แม้แต่หางตา หล่อนก็ไม่เหลือบแลมาทางฮาซานแม้แต่นิดเดียว
“อ้อเดี๋ยว...” เจ้าชายหนุ่มทรงหยุดมือหล่อนเอาไว้ “รู้จักกับเพื่อนของฉันเสียหน่อยสิ” ทรงผายมือไปยังฮาซานที่กำลังนั่งตะลึงอยู่ “นี่ ฮาซาน แห่งกอลิยาห์”
“สวัสดีค่ะ” หล่อนยกมือไหว้เขาอย่างอ่อนช้อย “แหมรูปหล่อเหมือนที่พระองค์ทรงบรรยายเอาไว้เลยนะเพคะ”
คำพูดของหล่อนยิ่งทำให้ฮาซานตกตะลึง เขากลายเป็นคนแปลกหน้าไปสำหรับหล่อนเสียแล้ว ทั้งๆที่เมื่อคืนนี้ เขายังนอนกกกอดหล่อนอยู่เลย
เป็นเพราะเหตุนี้เองหรอกหรือ ที่เมื่อเช้านี้เมื่อหล่อนเห็นเขา จึงแกล้งทำเป็นไม่รู้จักแล้ววิ่งหนีไป เป็นเพราะหล่อนปันใจไปให้เจ้าชายอัคคาร์แล้วอย่างนั้นล่ะหรือ
“นี่ทิชากร นายคงเคยเห็นหล่อนแล้ว” ทรงแนะนำหล่อน
แต่ฮาซานก็ไม่ได้สนใจชื่อที่แตกต่างกันนั้น ด้วยเหตุว่าเขากำลังสับสนกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วชนิดที่เรียกได้ว่ายังไม่ทันได้ตั้งตัวเลยทีเดียว
“ถ้าอย่างนั้นหม่อมฉันเข้าไปรอในห้องนะเพคะ” ทิชากรเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ายวน ก่อนจะยุรยาตรกลับเข้าสู่ห้องบรรทมโดยไม่มองฮาซานเลยสักนิด
นี่มันอะไรกัน หล่อนทำราวกับว่าเขาไม่มีตัวตนอยู่ในห้องแคบๆนี้อย่างนั้นแหละ
“ถึงกับตะลึงเชียวเหรอ” ทรงตบไหล่พระสหาย “คนอื่นฉันยอมนายได้ แต่คนนี้ไม่ได้นะโว้ย”
“เอ่อ...พระองค์ไปพบหล่อนได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”
“ก็ให้คนสืบหาอยู่หลายวันทีเดียวล่ะ ไอ้พวกนั้นก็ไม่ได้เรื่อง หายังไงก็ไม่เจอเสียที” ทรงส่ายพระเศียร “แต่แล้วอยู่ๆหล่อนก็มาหาฉันถึงหน้าประตูบ้าน”
“หมายความว่าหล่อนมาหาพระองค์ที่นี่อย่างนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ”
นั่นหมายความว่า เรื่องระหว่างเขากับหล่อนนั้นเป็นเพียงแค่ฉากบังหน้า ที่แท้หล่อนก็เพียงต้องการใช้เขาเป็นสะพานเพื่อค้นหาที่ประทับของเจ้าชายอัคคาร์เท่านั้น นี่มันอะไรกัน เขากลายเป็นเพียงทางเดินเพื่อให้หล่อนเหยียบย่ำไปสู่สิ่งที่หล่อนปรารถนาอย่างนั้นหรือนี่
“ใช่สิ” ทรงพยักพระพักตร์ “เชื่อไหมตอนให้หน้าเธอ ฉันแทบจะหายเมาค้างเป็นปลิดทิ้งเลย”
“แล้วหล่อนมาด้วยเหตุผลอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ก็เหตุผลของเด็กสาวๆทั่วไปที่ต้องการเข้าถึงตัวฉัน แต่ฉันก็โอเคนะ เพราะว่าหล่อนสวยพอที่จะให้เข้าพบได้ แต่นายเชื่อไหมล่ะ” ทรงเอี้ยวพระวรกายมาใกล้พระสหายก่อนจะกระซิบบอก “หล่อนน่ะมีทีเด็ดจนนายคาดไม่ถึงเชียวล่ะ”
ทำไมจะคาดไม่ถึงล่ะ ฮาซานสัมผัสหล่อนอย่างทะลุปุโปร่งก่อนพระองค์เสียอีก
“ทรงโปรดหล่อนหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“แน่นอน” เจ้าชายตรัสด้วยสีพระพักตร์ยิ้มแย้ม “และคิดว่าออกจะชอบมากเสียด้วยสิ ไม่แน่นะ ฉันอาจจะแต่งงานกับหล่อนก็ได้”
“แต่หล่อนอาจจะไม่ใช่สาวบริสุทธิ์”
“ฉันรู้” ทรงตรัสอย่างไม่แยแส “และฉันคิดว่าหล่อนมีประสบการณ์ที่จะทำให้ฉันมีความสุขได้มากกว่าเด็กสาวๆไร้เดียงสาหลายๆคนที่ผ่านมาเสียอีก”
“แต่ทรงต้องไม่ลืมนะว่า พระองค์จะทรงเป็นสุลต่านองค์ต่อไปจากเสด็จพ่อของพระองค์ในอนาคต”
“นั่นก็ยิ่งทำให้เรื่องนี้มันง่ายขึ้นไม่ใช่เหรอ ฉันเพียงแต่เก็บหล่อนไว้จนกว่าฉันจะได้เป็นสุลต่าน และเมื่อถึงวันนั้นถ้าฉันจะจัดการเปลี่ยนกฎบางข้อเสียมันก็ไม่ใช่เรื่องยาก เท่านี้ฉันก็จะได้ครองคู่กับหล่อนสมใจแล้ว”
“แต่...” เขาพยายามทัดทาน เพียงแต่มีเสียงหนึ่งดังแทรกมา
“เสด็จพี่เพคะ ทรงธุระเสร็จหรือยังเพคะ หม่อมฉันทนคิดถึงไม่ไหวแล้วนะ” เสียงของหล่อนแว่วมาจากในห้องขัดจังหวะการสนทนาของทั้งคู่ มันช่างเป็นเสียงที่บาดลึกในจิตใจของฮาซานจนเขาแทบจะทนไม่ได้
“เสร็จแล้วจ้ะ” ทรงมีพระดำรัสตอบ ก่อนจะหันมายิ้มกับพระสหาย “ฟังดูสิ เสียงนั้นทำให้ฉันไม่อยากจากเธอไปไหนด้วยซ้ำ”
“ทรงดำริชอบแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ” ฮาซานถามย้ำ
เจ้าชายหนุ่มไม่ตรัสตอบ ทรงลุกขึ้นประทับยืน “ฉันต้องไปแล้วล่ะ”
“พ่ะย่ะค่ะ” ฮาซานตอบรับ เขาได้แต่มองตามพระขนองไปจนพระองค์เปิดประตูห้องบรรทมออก ชายหนุ่มมองลอดช่องประตูเข้าไป เรือนร่างอันน่าเย้ายวนนั้นกำลังรอคอยอยู่บนแท่นบรรทม มันทำให้เขาแทบจะอดรนทนไม่ได้ ความรู้สึกกำหนัดผสมกับความแค้นเคืองและความน้อยเนื้อต่ำใจประดังประเดมาที่เขาจนแทบจะระเบิดออกมา แต่เขาก็ได้แต่เก็บงำความรู้สึกนั้นไว้ในใจแต่เพียงผู้เดียวเมื่อพระองค์ทรงปิดประตูลง
* * * * * * * * * *
ทิชากรเปิดประตูห้องบรรทมออกมาในกลางดึกวันนั้น หล่อนรู้สึกกระหายน้ำเหลือเกิน หลังจากสูญเสียน้ำและพลังงานไปกับการปรนเปรอเจ้าชายอัคคาร์ หล่อนเดินคลำทางตรงไปยังห้องครัวผ่านห้องโถงที่มืดสนิท แต่ยังไม่ทันที่จะผ่านไปถึงห้องครัว แสงไฟก็สว่างวาบขึ้นจนหล่อนตกใจ
“ฮาซาน” หล่อนเรียกชื่อเขาเมื่อเห็นมัดกล้ามอันกำยำของเขาลอยเด่นอยู่ไม่ห่าง รูปร่างภายใต้เสื้อกล้ามของเขาทำเอาทิชากรถึงกับกลืนน้ำลาย
“อ้อ...จำผมได้แล้วหรือ” ชายหนุ่มมองหล่อนด้วยความรู้สึกหลากหลาย ชุดที่หล่อนสวมใส่อยู่ตอนนี้ทำให้เขาเกิดอารมณ์โหยหาขึ้นมา หล่อนอยู่ในเสื้อกล้ามของเจ้าชายอัคคาร์ ซึ่งก็ใหญ่กว่าตัวหล่อนจนเปิดเผยส่วนเว้าส่วนโค้งได้อย่างน่าเย้ายวน แต่อีกใจหนึ่งก็รู้สึกแค้นเคืองที่ถูกหล่อนหลอกใช้ “ทำไมถึงทำกับผมแบบนี้”
“ฉันทำอะไร” หล่อนทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
“คุณยอมพลีกายให้ผมเพื่อต้องการรู้ว่าเจ้าชายทรงประทับอยู่ที่ไหน แล้วคุณก็ตลบหลังผมด้วยการพลีกายให้พระองค์ แถมยังแสร้งทำเป็นไม่รู้จักผมอีก”
“เรื่องของนายกับฉันน่ะ มั
