Welcome
Welcome to <strong>mookfah</strong>.

You are currently viewing our boards as a guest, which gives you limited access to view most discussions and access our other features. By joining our free community, you will have access to post topics, communicate privately with other members (PM), respond to polls, upload content, and access many other special features. Registration is fast, simple, and absolutely free, so please, <a href="/profile.php?mode=register">join our community today</a>!

บทนำ และบทที่ 1

...ร้อนแรงบาดจิต....ในทะเลทรายร้อนระอุ
จาก ซ่อนกลิ่น

บทนำ และบทที่ 1

Postby ซ่อนกลิ่ on Thu Jun 07, 2007 6:25 am

[size=18]บทนำ

มหาวิทยาลัยมินเนโซต้า สหรัฐอเมริกา ค.ศ. 2002

ทักษอร เตชภณ ก้าวขึ้นสู่แท่นยิงธนูด้วยแววตาที่มุ่งมั่น หล่อนกวาดตามองไปรอบๆจากสนามหญ้าอันเขียวขจีไปจนกระทั่งถึงสายตานับร้อยคู่ที่เฝ้ามองอยู่บนอัฒจันทร์ สายตาที่มองมาอย่างชื่นชมเหล่านั้นทำให้หล่อนรู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก ที่สามารถทำให้พวกฝรั่งมังค่ารู้ว่าคนเอเชียหัวดำนั้นก็มีพิษสงแค่ไหน

หญิงสาวหันกลับมาที่สนามหญ้าอีกครั้ง หล่อนใช้มือแตะที่แก้มเบาๆ สีของธงไตรรงค์ทำให้ฮึกเหิมได้เป็นอย่างดี สีน้ำเงิน ขาว แดง ถูกเพ้นท์เป็นแนวพาดจากโหนกแก้มสูงข้างหนึ่งผ่านจมูกเล็กโด่งของหล่อนไปสู่โหนกแก้มอีกด้านหนึ่งเพื่อเป็นสัญลักษณ์บอกให้รู้ว่าหล่อนมาจากไหน

ถึงแม้การแข่งขันยิงธนูในวันนี้จะเป็นเพียงกีฬามหาวิทยาลัยแห่งสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่มันก็เป็นการเริ่มต้นที่ดีที่จะประกาศให้โลกรู้ว่า คนไทยก็เป็นที่หนึ่งได้เหมือนกันแม้จะอยู่ในแผ่นดินอื่น และตอนนี้ก็เหลืออีกเพียงแค่ธนูเดียวเท่านั้น หล่อนก็จะทำได้

ทักษอร สูดลมหายใจเข้าปอดเต็มที่ ก่อนจะจัดระเบียบร่างกายอย่างสวยงามและถูกต้อง แล้วขึ้นสายและเล็งไปยังเป้าที่ห่างออกไปเจ็ดสิบเมตรด้วยสายตาที่แน่วแน่

ตอนนี้ นอกจากจุดสีเหลืองตรงกลางเป้าที่ห่างออกไปเจ็ดสิบเมตรแล้ว หญิงสาวก็มองไม่เห็นอะไรอีกเลย สมาธิของโรบินฮู้ดสาวพุ่งตรงไปยังจุดนั้นจนรอบๆข้างมืดมิดไปหมด ทั้งสายตานับร้อยคู่ ทั้งสนามหญ้าเขียวขจี ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนอันตรธานหายไปกับความมืดมิดจนหมดสิ้น จะเหลือก็แต่เพียงตัวของหล่อนและเป้าหมายเท่านั้น

นิ้วเรียวงามปล่อยปลายศร ลูกธนูที่เป็นลวดลายธงชาติไทยพุ่งแหวกอากาศไปอย่างรวดเร็ว และยังไม่ทันที่ผู้ชมอันแน่นขนัดจะหายใจเอาอากาศที่เพิ่งสูดเข้าสู่ปอดออกมา ลูกธนูก็พุ่งเข้าปักกลางวงกลมสีเหลืองราวกับมีเทวดาจับไปวาง

เสียงเฮดังลั่นสนามกึกก้องไปหมด ทักษอรคือแชมป์กีฬายิงธนูของกีฬามหาวิทยาลัยในปีนี้ด้วยคะแนนเต็ม ทำสถิติที่ยังไม่เคยมีนักกีฬาหญิงคนไหนทำได้มาก่อน

หญิงสาวลดคันธนูลงพร้อมกับรอยยิ้ม ก่อนจะหันมายกมือพนมขึ้นกราบขอบคุณผู้ชมที่อยู่ในสนามรอบด้านอย่างสวยงามและอ่อนช้อย

“โอ้อัลลอหฺ” เสียงหนึ่งในหมู่ผู้ชมร้องเรียกพระเจ้าของเขาอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง

“นี่มันอะไรกันนี่” ชายหนุ่มแทบจะไม่อยากละสายตาจากใบหน้าอันงามราวกับนางฟ้าจุติจากสวรรค์ลงมา ผิวหน้าของหล่อนผ่องใสดั่งตุ๊กตากระเบื้อง ผมที่ย้อมเป็นสีน้ำตาลตามสมัยนิยมนั้นดูสลวยดั่งเกลียวไหม ยามที่รอยยิ้มของหล่อนผุดขึ้นบนใบหน้า ก็เหมือนมันจะสามารถทำให้โลกทั้งโลกของ ฮาซาน อาดิล อะมานี เชื้อพระวงศ์หนุ่มจากราชอาณาจักรกอลิยาห์หยุดหมุนไปเสียให้ได้




1.

เสียงกรี๊ดของสาวๆมหาวิทยาลับมินเนโซต้าดังกึกก้องเมื่อเจ้าชายอัคคาร์ รัชทายาทแห่งราชอาณาจักรอัสบายาห์ทรงพระราชดำเนินไปตามทางเดินที่ทอดยาวไปสู่อาคารเรียนของคณะรัฐศาสตร์

เนื่องด้วยทรงเป็นเจ้าชายที่งามพร้อมไปด้วยรูปโฉมและมั่งคั่งไปด้วยทรัพย์สิน ประเทศของพระองค์นั้นมีรายได้จากการผลิตน้ำมันได้ถึงวันละสองล้านบาร์เรล และยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่ติดอันดับของโลกอีกต่างหาก จึงไม่แปลกเลยที่บรรดาสาวๆทุกคนต่างใฝ่ฝันที่จะได้ข้ามทวีปไปเป็นชายาของพระองค์

เจ้าชายหนุ่มทรงพระราชดำเนินเคียงข้างมากับพระสหายคนสนิทที่มีใบหน้าคมคายและงดงามไม่แพ้กัน แต่พระองค์ก็ดูจะเสียเปรียบในเรื่องรูปร่างไม่น้อย เพราะเขาคนนั้นมีรูปร่างสูงใหญ่ที่อุดมไปด้วยมัดกล้าม ผิวสีเข้มประกอบกับดวงตาสีเหล็กของเขาก็ทำให้สาวๆที่ได้พบเห็นหลงรักได้ไม่ยาก เขาผู้นั้นมีนามว่า ฮาซาน อาดิล อะมานี เชื้อพระวงศ์ปลายแถวของราชอาณาจักรกอลิยาห์ ประเทศเพื่อนบ้านของเจ้าชายอัคคาร์นั่นเอง

แต่ด้วยกอลิยาห์เป็นประเทศในกลุ่มตะวันออกกลางที่จัดได้ว่าเป็นประเทศกำลังพัฒนาและไม่ได้ร่ำรวยเท่าอัสบายาห์ พื้นที่แปดสิบเปอร์เซ็นต์ของประเทศก็เป็นทะเลทรายที่แห้งแล้งกันดาร ประชากรส่วนใหญ่ยังเป็นชนเผ่าเร่ร่อนและยากจน ทำให้กอลิยาห์เป็นลูกไล่ของอัสบายาห์มาโดยตลอด

ความเสียเปรียบนี้เองก็ส่งผลมาถึงฮาซานด้วย เขาถูกรัศมีความเป็นรัชทายาทของเจ้าชายอัคคาร์บดบังจนไม่เป็นที่น่าสนใจอย่างที่ควรจะเป็น ทุกคนต่างจับจ้องไปที่เจ้าชายหนุ่มจนหลงลืมเขาไปเสียสนิทใจ

และในท่ามกลางสายตาหญิงสาวหลากชาติหลากภาษาที่จับจ้องไปยังรัชทายาทหนุ่มอยู่นั้นเอง ก็ยังมีสายตาอีกคู่หนึ่งที่ซุ่มดูอยู่ไม่ห่างด้วยความหลงใหลที่แตกต่าง



“อร มานั่งทำอะไรตรงนี้” สาวญี่ปุ่นเอ่ยทักสาวชาวไทยที่นั่งทำลับๆล่อๆอยู่หลังพุ่มไม้ไม่ห่างจากเส้นทางที่เจ้าชายอัคคาร์และพระสหายทรงพระราชดำเนินผ่าน

“ชูวส์” ผู้ที่ถูกทักยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากเพื่อส่งสัญญาณให้เพื่อนชาวญี่ปุ่นเงียบเสียง

“อะไรกันยะ ทักษอร นี่แอบกรี๊ดเจ้าชายอัคคาร์ด้วยเหมือนกันเหรอ”

“อย่าเสียงดังไปสิ มันไม่ใช่อย่างที่เธอเข้าใจหรอกนะอาซามิ เดี๋ยวพระองค์ก็ทรงได้ยินหรอก” ทักษอรรีบลุกขึ้นไปปิดปากเพื่อนสาวเอาไว้

“อู้” อาซามิดิ้นรนอย่างหนักเพื่อจะได้หลุดพันจากการพันธนาการของเพื่อน แล้วหล่อนก็ทำสำเร็จ เนื่องจากมีเรือนร่างอวบอ้วนกว่าทักษอรถึงสองเท่าตัวนั่นเอง

“อะไรกัน มาปิดปากคนอย่างอาซามิไม่ได้หรอกนะ” สาวญี่ปุ่นร้องบอก สายตาจ้องมองไปยังเพื่อนสาวด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ หล่อนแสยะยิ้มออกมาก่อนที่จะหันกลับไปยังขบวนเสด็จแล้วร้องตะโกนโหวกเหวกขึ้น

“ทางนี้ค่ะ เจ้าชาย” อาซามิตะโกนลากเสียงยาว เสียงของหล่อนก้องกังวานกลบทุกเสียงกรี๊ด ด้วยพลังเสียงที่ฝึกฝนมาจากชมรมนักร้องโอเปร่า จากนั้นก็ทรุดตัวหลบเข้าหลังพุ่มไม้ไปในทันที

ตอนนี้สายตาทุกสายตาหันขวับมาตามเสียงเรียกอันกังวานนั้น และพวกเขาก็ได้พบกับร่างของทักษอรที่ยืนตะลึงอยู่ ไม่เว้นแม้แต่เจ้าชายอัคคาร์ และฮาซาน

ทักษอรแทบจะเป็นลมล้มทั้งยืน เมื่อบัดนี้ผู้คนต่างหันมามองหล่อนด้วยสายตาที่ต่างกันไป พวกสาวๆนั้นเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองที่หล่อนดึงความสนใจของเจ้าชายไปได้ แต่สายตาที่ทำให้ทักษอรตัวสั่นอยู่ในขณะนี้ก็คือ สายตาของชายคนที่หล่อนแอบมองอยู่ต่างหาก

หญิงสาวไม่รู้ได้เลยว่าสายตาคู่นั้นมีความหมายว่าอะไร เขากำลังหัวเราะเยาะหล่อนอยู่หรือเปล่า หรือว่าเขากำลังคิดว่าหล่อนก็เป็นเหมือนผู้หญิงทั่วๆไปที่หลงใหลในตัวเจ้าชายเพราะความหล่อรวย

ความมั่นใจตัวเองที่มีอยู่เต็มเปี่ยมในทุกขณะกลับกลายมาเป็นความประหม่าเมื่อเห็นสายตาสีเหล็กคู่นั้น มันเหมือนดั่งเปลวเพลิงแผดเผา ร่างกายแทบจะหลอมละลายไปเพราะสายตาคู่นั้นเสียให้ได้



แล้วตอนนี้หล่อนจะทำอะไรได้อีกเล่า ฉะนั้นทันทีที่ตั้งสติได้ สิ่งแรกที่ทักษอรทำได้ดีที่สุดในตอนนี้ก็คือ ‘วิ่ง’



อาซามิมองเพื่อนสาววิ่งหางจุกตูดไปด้วยความขบขัน มันเป็นการแกล้งอำกันเล่นที่เกิดขึ้นบ่อยๆระหว่างหล่อนกับทักษอรตั้งแต่ที่ทั้งคู่เริ่มสนิทสนมกัน และครั้งนี้มันก็เป็นชัยชนะของญี่ปุ่นอีกครั้งหนึ่ง

* * * * * * * * * *

หลังจากออกจากห้องเรียนกฎหมาย ทักษอรแทบจะรอไม่ได้เลยที่จะจัดการกับเพื่อนสาวชาวญี่ปุ่นที่ทำให้หล่อนอับอายถึงขนาดนั้น

“อาซามิ” หล่อนตะโกนก้องเมื่อเห็นเพื่อนสาวกำลังปิดล็อกเกอร์ของตัวเอง

สาวญี่ปุ่นหันมามองตามเสียงเรียกด้วยความตกใจ หล่อนมองดูท่าทางขึงขังของเพื่อนด้วยความหวาดหวั่น และก่อนที่ทักษอรจะทันขยับตัว อาซามิก็รีบวิ่งหนีไปในทางตรงกันข้ามกับจุดที่เพื่อนสาวชาวไทยยืนจังก้าอยู่

แต่ด้วยร่างที่อวบอ้วนก็ทำให้อาซามิไม่ได้คล่องตัวไปกว่าทักษอรที่รูปร่างเพรียวบางเลย เมื่อสาวไทยผู้เสียหน้าวิ่งมาถึงระยะเหมาะ หล่อนก็ล้มตัวลงสไลด์ขัดขาของอาซามิราวกับนักฟุตบอลทีมชาติไทย หญิงสาวร่างอ้วนล้มคะมำลงทันที ใบหน้าฟาดกับพื้นปาเก้เสียงดังสนั่น

“โอ้ย...อะไรกันเนี่ย” อาซามิลุกขึ้นนั่งกุมใบหน้าตัวเองด้วยความเจ็บปวด

“อะไรเหรอ ก็โทษฐานที่เธอแกล้งฉันเมื่อกลางวันนี้น่ะสิ” ทักษอรลุกยืนเท้าสะเอวตอบอย่างสะใจ

“โธ่ ฉันหวังดีต่างหาก ก็เห็นเธอแอบด้อมๆมองๆเจ้าชายอยู่ไม่ใช่เหรอ” อาซามิเงยหน้ามอง ใบหน้าของหล่อนแดงก่ำด้วยแรงกระแทก พร้อมกับหยาดน้ำใสปริ่มอยู่ที่ปลายตา

“ฉันไม่ได้แอบมองเจ้าชายเสียหน่อย”

“อย่ามาทำไก๋เลย บอกใครๆก็ไม่เชื่อหรอก ก็ซุ่มดูซะจริงๆจังๆขนาดนั้น”

“ฉันมองพระสหายต่างหาก...อุ๊บ” หญิงสาวรีบปิดปากทันทีที่รู้สึกตัวว่าเผลอพูดความลับที่เก็บงำมานานออกไปแล้ว

“พระสหายเหรอ” อาซามิทำตาเจ้าเล่ห์มองเพื่อนสาว เอาล่ะสิ ความลับของสาวงามนามทักษอร จะปล่อยให้หลุดมือไปก็เสียชื่ออาซามิแย่ล่ะสิ

“เอ่อ...มะ...ไม่มีอะไรหรอก” ทักษอรหน้าแดงก่ำ แล้วรีบหันหลังให้ก่อนจะจ้ำเท้าเดินหนีไปอย่างรวดเร็วราวติดปีก

“ดะ...เดี๋ยวสิ” อาซามิร้องเรียกพร้อมๆกับพยายามพาร่างอันอวบอุ้ยอ้ายลุกขึ้นตามไป



ในที่สุดอาซามิก็ตามทักษอรมาทันที่ริมสระน้ำของมหาวิทยาลัย หล่อนจัดการกระชากไหล่ของเพื่อนสาวให้หันกลับมาทันที และมันก็เป็นไปอย่างง่ายดายราวกับว่าทักษอรเป็นสิ่งของไร้น้ำหนัก

“โอ๊ย...อะไรกัน” ทักษอรหันมาโวย “เจ็บนะ”

“ก็...” อาซามิหอบแฮกๆ ก่อนจะเรียบเรียงคำพูดออกมาจนได้ “ยังพูดกันไม่รู้เรื่องเลย”

“เรื่องอะไร ไม่เห็นรู้เรื่อง” สาวไทยทำไม่รู้ไม่ชี้

“ก็เมื่อตะกี้ที่เธอพูดว่าพระสหายยังไงเล่า”

“ไม่รู้ จำไม่ได้” ทักษอรสะบัดหน้าหนี

“นี่เธออย่าบอกฉันนะว่า เธอหลงรักพ่อรูปหล่อคนนั้นเหมือนกัน” อาซามิร้องถาม

“เหมือนกัน” ทักษอรหันมามองและทวนคำด้วยความเอะใจ “เธอหมายความว่าอย่างไร”

“แหม ก็คนอย่างฉันน่ะ ไม่ใฝ่สูงเหมือนคนอื่นๆเค้าหรอกนะ” อาซามิทำท่าเพ้อฝัน “แค่พ่อรูปหล่อนั่นสนใจฉันสักนิด ฉันก็มีความสุขแล้ว”

“นี่เธอก็ชอบฮาซานเหมือนกันเหรอ” ทักษอรถามออกไปด้วยหลงกลเพื่อนสาวเสียแล้ว

“เหมือนกัน” อาซามิทวนคำ

“เอ่อ...ก็...หมายถึงว่าเธอชอบฮาซานเค้าเหรอ”

“แหม ยอมรับมาเถอะน่า เราเป็นเพื่อนสนิทกันนะ” อาซามิเห็นช่องทางเสียแล้ว และหล่อนก็ไม่ปล่อยให้มันหลุดมือไปง่ายๆแน่ๆ “เธอไม่ไว้ใจฉันเหรอไงกันจ๊ะ”

“เอ่อ...ก็...แหม...” ทักษอรบิดกายไปมาด้วยความเขินอาย

“ใช่ไหม เธอชอบฮาซานใช่ไหม”

หญิงสาวพยักหน้าแทนคำตอบ

“นั่นปะไร” อาซามิตบมือฉาดด้วยตรงอย่างที่ใจคิด

“แล้วเธอล่ะ” ทักษอรถามเขินๆ

“ฉันไม่เกี่ยวเสียหน่อย เดี๋ยวเคนโด้มันงอนตายเลยถ้ารู้ว่าไปกรี๊ดผู้ชายคนอื่น” อาซามิปฏิเสธพร้อมดึงซองขนมออกมาจากกระเป๋าเรียนทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กับสิ่งที่เคยพูดไป

“อ้าว...ตะกี้เธอบอกว่าเธอก็ชอบฮาซานเหมือนกัน” ทักษอรถามอย่างงงๆ

“เหอๆ จะล่อเสือออกจากถ้ำเสือ” อาซามิล้วงมันฝรั่งออกมา “ก็ต้องใช้ลูกเสือสิ” แล้วจัดการยัดมันเข้าปาก ก่อนจะหัวเราะด้วยความสะใจพร้อมกับเคี้ยวขนมอย่างอร่อย

“อาซามิ” ทักษอรร้องตะโกนด้วยความที่เสียรู้

หญิงสาวผู้ถูกเรียกนึกขึ้นได้ หล่อนถลึงตาโตด้วยความตกใจ ด้วยรู้ฤทธิ์เวลาเพื่อนสาวโกรธดี แต่หล่อนก็ไม่ไวพอสำหรับที่จะหลบฝ่าเท้าของทักษอรได้ ร่างอวบอ้วนของหล่อนมีอันต้องกระเด็นตกลงไปในสระอย่างไม่ทันตั้งตัว

* * * * * * * * * *

ดวงตะวันเริ่มทอแสงสีทองอยู่ที่ริมขอบฟ้าระหว่างที่เจ้าชายอัคคาร์ทรงรถกลับสู่บ้านพัก เฟอร์รารี่สีแดงเพลิงทะยานพุ่งไปข้างหน้าสมกับราคาอันแพงระยับของมัน

ใบหน้างามของหญิงสาวที่ตะโกนเรียกพระองค์อย่างโดดเด่นผุดขึ้นมา หล่อนทำให้พระองค์อดที่จะแย้มสรวลออกมาไม่ได้ และนั่นก็ทำให้พระสหายหนุ่มรู้สึกสะกิดใจ

“วันนี้กระหม่อมรู้สึกว่า พระองค์ทรงอารมณ์ดี มีเหตุอันใดพอจะแบ่งปันให้กระหม่อมได้เป็นสุขร่วมไปกับพระองค์ได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

“หึหึ” ทรงพระสรวลในลำคอ “นายไม่เห็นหญิงชาวเอเชียคนนั้นเหรอ”

“คนไหนหรือพ่ะย่ะค่ะ” ฮาซานถามด้วยความสงสัย

“ก็คนที่ตะโกนเรียกฉันเมื่อกลางวันไงล่ะ”

“อ๋อ...” ฮาซานนึกขึ้นมาได้ทันที และภาพนั้นก็สร้างรอยยิ้มให้ผุดขึ้นบนใบหน้าของเขาด้วยเช่นเดียวกัน

“นายว่าหล่อนสวยไหม” ทรงตรัสถาม

“เอ่อ...สวยมั้งพ่ะย่ะค่ะ” ฮาซานตอบเลี่ยงไป ด้วยไม่ต้องการให้ทรงทราบว่าเขาเองก็แอบหลงรักหล่อนมานานแล้ว ตั้งแต่งานกีฬามหาวิทยาลัยเมื่อปลายปีที่ผ่านมา

“คนอะไรสวยจริงๆ ตาก็โต หน้าขาวเหมือนกับตุ๊กตากระเบื้อง ผมก็ยาวสลวยเหมือนเกลียวไหม รูปร่างราวกับนางฟ้านางสวรรค์จุติมา” ทรงพร่ำพรรณนาด้วยพระเนตรชวนฝัน

“เอ่อ...พระองค์ทรงโปรดหล่อนหรือพ่ะย่ะค่ะ”

“แน่นอนสิ”

เป็นคำตอบที่ทำให้ฮาซานรู้สึกกลัดกลุ้มใจไม่น้อย ถ้าเปรียบเป็นการแข่งรถ เขาก็แพ้ตั้งแต่ยังไม่ทันออกจากจุดสตาร์ท เมื่อเป็นที่รู้ๆกันอยู่ว่าผู้หญิงส่วนใหญ่คลั่งไคล้เจ้าชายอัคคาร์จนมองข้ามเขาไปเพียงใด และที่สำคัญ หล่อนก็ยังเป็นหนึ่งในหญิงพวกนั้นเสียด้วย

แต่มันก็ยังไม่หนักใจเท่ากับข้อที่ว่า ตั้งแต่เป็นพระสหายสนิทมา ไม่เคยมีหญิงใดที่พระองค์ถึงกับเอ่ยพระโอษฐ์ว่าทรงโปรดเช่นนี้มาก่อนเลย

“ฉันไม่เคยเห็นผู้หญิงที่ไหนสวยอย่างนี้มาก่อน นายรู้ไหมว่าหล่อนเป็นใคร”

“เอ่อ...ไม่รู้จักพ่ะย่ะค่ะ”

“ไม่เป็นไร นั่นไม่ใช่ปัญหา เดี๋ยวฉันให้พวกมหาดเล็กไปสืบก็น่าจะได้เรื่อง” ทรงตรัสด้วยรอยแย้มสรวลฉาบไปทั่วพระพักตร์
Last edited by ซ่อนกลิ่ on Thu Jun 07, 2007 6:35 am, edited 1 time in total.
ซ่อนกลิ่
 
Posts: 20
Joined: Thu Jun 07, 2007 6:22 am

Postby ซ่อนกลิ่ on Thu Jun 07, 2007 6:34 am

“พ่ะย่ะค่ะ” ฮาซานตอบกลับด้วยใบหน้าที่หม่นหมอง ซึ่งแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับพระพักตร์อันเปี่ยมไปด้วยรอยแย้มสรวลของเจ้าชายอัคคาร์

* * * * * * * * * *

หลายวันต่อมา รถเฟอร์รารี่สีแดงเพลิงโลดแล่นอยู่บนถนนภายในมหาวิทยาลัยมินเนโซต้าอีกครั้ง หากแต่ว่าวันนี้มันไม่ได้วิ่งด้วยความเร็วเช่นเดิม

นั่นเป็นเพราะว่าคนที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยไม่ใช่เจ้าชายหนุ่มเจ้าของรถแต่งอย่างใด แต่เขาคือฮาซาน พระสหายหนุ่มผู้มีใบหน้าคมคายนั่นเอง ชายหนุ่มต้องขับราชรถของเจ้าชายอัคคาร์มามหาวิทยาลัยก็ด้วยเหตุว่าเจ้าชายหนุ่มทรงพระประชวร จึงทรงโปรดให้เขานำราชรถมาใช้เพื่อเดินทางมาเรียนได้

ตอนแรกฮาซานก็บ่ายเบี่ยงด้วยเห็นว่าการเดินทางโดยรถประจำทางก็สะดวกดี อีกทั้งการเดินจากหน้ามหาวิทยาลัยไปถึงคณะรัฐศาสตร์ก็เป็นการออกกำลังไปในตัวด้วย แต่เขาก็กลับถูกพระราชบัณฑูรอันเด็ดขาดบังคับให้ขับรถคันงามคันนี้มาจนได้

ชายหนุ่มขับรถเฟอร์รารี่ชั้นเยี่ยมราคาแพงอย่างไม่คุ้นมือ เขาออกจะตัวใหญ่กว่าเจ้าชายอัคคาร์เล็กน้อย นั่นเป็นสาเหตุให้เขาบังคับรถที่สั่งทำมาอย่างพอดีตัวไม่ถนัดนัก และมันก็เป็นเหตุให้บังเอิญไปเฉี่ยวชนเข้ากับหญิงสาวคนหนึ่งเข้าที่หน้ามหาวิทยาลัย

ฮาซานรีบกระโจนลงจากรถแล้วเข้าถึงตัวหล่อนทันที “เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”

“นี่คุณขับรถภาษา...” หญิงสาวหันมาจะตวาดแหว แต่เมื่อเห็นใบหน้าอันหล่อเหลาของเขา หล่อนก็ต้องหยุดคำพูดที่เกือบจะเป็นคำหยาบออกมา

“ทักษอร” เขาร้องเรียกชื่อเมื่อเห็นใบหน้าของหล่อน ใบหน้าอันงดงามที่เขาไม่มีวันลืมเลือนไปได้

“เอ่อ...ค่ะ” หญิงสาวรับคำอย่างงงๆ ตั้งใจว่าจะแก้ความเข้าใจผิดของเขา แต่เมื่อหล่อนหันไปเห็นรถเฟอร์รารี่คันงามแล้วหล่อนก็ได้แต่ปล่อยเลยตามเลยไป “คุณรู้จักฉันด้วยหรือคะ”

เป็นคำถามที่ดูเรียบง่าย แต่ฮาซานกลับรู้สึกว่ามันเสียดแทงใจเขาเสียจนไม่อยากจะตอบ เพราะดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้อยู่ในสายตาของหล่อนเลยแม้แต่นิดเดียว ตลอดเวลาที่เขาอยู่เคียงข้างเจ้าชายหนุ่ม ดวงตาอันงดงามที่เขากำลังจ้องมองอยู่นี้คงไม่เคยเหลือบแลมาทางเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว

“ผมพาไปห้องพยาบาลดีไหมครับ”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ไม่ได้โดนอะไรหรอก ฉันตกใจก็เลยล้มลงไปเท่านั้นเอง”

“คุณทักษอรกำลังจะไปเรียนหรือครับ”

“เอ่อ...ค่ะ จะว่าอย่างนั้นก็ได้” หญิงสาวพยักหน้า

“ถ้าอย่างนั้นผมไปส่งดีไหมครับ” ฮาซานรีบขันอาสา

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ใกล้ๆแค่นี้เดินไปอีกนิดเดียวก็ถึง” หล่อนปฏิเสธอย่างไว้เชิง แล้วแอบลอบดูปฏิกิริยาของเขา

“เอ่อ...” เขาไม่รู้จะหาคำใดมาสนทนากับหล่อนอีกด้วยความขัดข้องใจหลายอย่าง “เอาอย่างนั้นหรือครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวไปเรียนก่อนก็แล้วกันนะครับ”

“ค่ะ” หล่อนตอบพร้อมรอยยิ้มเมื่อเห็นสีหน้าผิดหวังของเขา

ฮาซานพยุงหล่อนยืนขึ้นแล้วโค้งให้เป็นการขอโทษก่อนจะหันหลังเดินไปที่รถ ชายหนุ่มได้แต่ถอนใจและนึกเจ็บใจตัวเองที่ไม่สามารถสานต่อความสัมพันธ์ได้มากกว่านี้ ด้วยเขาคิดว่าหล่อนหมายปองเจ้าชายหนุ่มรูปงามอยู่ คงไม่อยากมานั่งรถคันเดียวกับเขาหรอก

“โอ๊ย...” เสียงของหล่อนดังมากระทบโสตประสาทของฮาซาน เขารีบหันขวับไปในทันที และก็พบว่าหล่อนลงไปนั่งกองอยู่กับพื้นอีกครั้งหนึ่ง

“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ” เขาโผกลับมาหาหล่อนแทบจะในทันที

“รู้สึกเจ็บข้อเท้าน่ะค่ะ” หญิงสาวตอบพลางบีบนวดข้อเท้าไปด้วย

“ผมว่าไปหาหมอสักหน่อยดีกว่านะครับ”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฉันว่าอีกประเดี๋ยวก็คงจะหายเอง” หล่อนปฏิเสธแล้วแอบลอบยิ้มให้กับมารยาของตัวเอง “เอ่อ...ว่าแต่ไม่ทราบว่าคุณผ่านคณะกฎหมายหรือเปล่าคะ”

“ผ่านครับ”

“ถ้าอย่างนั้นฉันขอติดรถไปลงที่นั่นดีกว่าคะ พอดีจะต้องรีบไปส่งงานค่ะ”

รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าของเขา นี่เป็นโอกาสที่เขาจะได้ใกล้ชิดหล่อน แล้วทำไมเขาถึงจะไม่ฉวยโอกาสนี้ไว้ล่ะ เจ้าชงเจ้าชายเอาไว้ทีหลังเถอะ

“ได้เลยครับ” เขาตอบรับอย่างอารมณ์ดีแล้วรีบประคองหล่อนขึ้นรถอย่างระมัดระวัง



ฮาซานออกรถมุ่งตรงไปยังคณะกฎหมายของมหาวิทยาลัยด้วยจิตใจที่ชื่นบาน เพราะสาวสวยที่เขาหลงรักนั่งเคียงข้างมาด้วย กลิ่นหอมจากกายของหล่อนฟุ้งไปทั่วทั้งรถ มันทำให้เขารู้สึกลุ่มหลงได้อย่างประหลาด

“ตายล่ะ” อยู่ๆหญิงสาวชาวไทยก็อุทานขึ้น

“อะไรหรือครับ” เขาร้องถามด้วยความตกใจ

“ฉันลืมงานที่จะมาส่งเอาไว้ที่อพาร์ตเมนต์ค่ะ” สีหน้าหล่อนดูจะเป็นกังวลใจอย่างมาก “แย่แน่เลย วันนี้วันสุดท้ายแล้วด้วย ถ้าไม่ส่งสงสัยติดเอฟแน่ๆ”

“ถ้าอย่างนั้นกลับไปเอาไหมครับ”

“มันจะไม่ทันสิคะ กว่าจะเดินกลับออกไป กว่าจะรอรถเมล์”

“ไม่เป็นไรครับ ผมไปส่ง” ฮาซานรีบเสนอตัว

“จะดีหรือคะ เดี๋ยวคุณไปเรียนไม่ทัน”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ วิชาไม่สำคัญเท่าไร ขาดไปสักวันก็คงไม่เป็นไร” เขาบอก ก็แน่ล่ะ เมื่อกลางเทอมเขาสอบได้คะแนนเต็มนี่น่า ต่อให้ขาดเรียนไป หรือทำสอบปลายภาคได้ศูนย์คะแนน เขาก็ไม่มีวันตกวิชานี้แน่ๆ แต่ถ้าเขาปล่อยให้โอกาสอย่างนี้หลุดลอยไป วิชารักอาจจะเป็นวิชาที่ทำให้เขาพบกับเกรดเอฟเป็นตัวแรกก็เป็นได้

“ถ้าอย่างนั้นดีเลยค่ะ” หล่อนร้องออกมาด้วยความดีใจ และโผเข้าหอมแก้มเขาฟอดใหญ่

ฮาซานถึงกับตะลึง แต่ก็เหมือนกับได้น้ำทิพย์ชโลมใจ ใบหน้าของเขาฉาบไปด้วยรอยยิ้มที่อาจจะไม่มีวันจางหาย เขาเลี้ยวรถกลับทันที และบึ่งไปตามทางที่หญิงสาวบอกอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนสรีระอันใหญ่โตจะไม่ใช่อุปสรรคสำหรับการขับขี่ราชรถของเจ้าชายอีกต่อไปแล้ว

* * * * * * * * * *

ที่หน้าคณะกฎหมาย ทักษอรเดินวนไปเวียนมาด้วยความกระวนกระวาย จนอาซามิเริ่มรำคาญขึ้นมา “นี่หล่อนจะเดินให้มันได้อะไรขึ้นมายะ ฉันเวียนหัวไปหมดแล้ว”

“ก็ยายทิชาน่ะสิ ป่านนี้ยังไม่โผล่หัวมาเลย” หล่อนมองดูนาฬิกาด้วยความกังวลใจ

“เดี๋ยวก็มาเองแหละ จะไปเอาอะไรกับยายนี่ ทุกทีก็เห็นเป็นอย่างนี้ประจำ” อาซามิเอ่ยอย่างระอา

“ก็เข้าเรียนไม่ทันกันพอดี”

“แหม กะอีแค่หนังสือ ยืมของฉันก่อนก็ได้ ไม่เห็นต้องให้น้องถ่อเอามาให้ถึงที่นี่เลย”

“ฉันยืมไปแล้วเธอจะเอาอะไรเรียนล่ะ”

“โอ๊ย ระดับฉันไม่ต้องเรียนหรอก” อาซามิโบกมือหยอยๆ

“จะหาเรื่องโดดเรียนอีกล่ะสิ” ทักษอรประชด

“เหอๆ รู้ทัน” อาซามิยิ้มเจื่อนๆ “ว่าแต่ฉันว่าเธอสองคนนี่เป็นฝาแฝดกันยังไง นิสัยต่างกันเหมือนฟ้ากับเหว”

“บ้า เธอก็พูดเกินไป” ทักษอรตบต้นแขนเพื่อนดังป้าบ แต่ดูอาซามิจะไม่สะเทือน กลับเป็นสาวไทยเองที่รู้สึกเจ็บฝ่ามือแทน

“ก็มันจริงนี่น่า ดูเธอซิ เป็นทั้งนักกีฬา เรียนก็เก่ง จะได้เกียรตินิยมอยู่รอมร่อ แล้วดูยายน้องสาวซิ เรียนก็ไม่ได้เรื่อง ไฮสคูลก็ยังเรียนไม่จบ เอาแต่เที่ยวไปวันๆ นี่ก็เห็นควงผู้ชายไม่ซ้ำหน้ากันสักคน”

“ฉันก็หนักใจอยู่เหมือนกัน เตือนจนไม่รู้จะเตือนยังไงแล้ว”

“ฉันล่ะหนักใจแทนเธอจริงๆ” อาซามิเอ่ยเห็นใจเพื่อน ตามมาด้วยกริ่งสัญญาณเข้าเรียนดังขึ้น “เอ้า ไปเรียนกันเถอะ เรื่องน้องสาวนี่เอาไว้ค่อยหาทางดัดนิสัยเอา”

ทักษอรพยักหน้า หล่อนชะเง้อมองหาทิชากร น้องสาวฝาแฝดอีกครั้ง แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่าของถนนทางเดิน ไม่มีแม้แต่เงาของคนที่หล่อนมองหา

หญิงสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะหันหลังตามเพื่อนเข้าไปในห้องเรียนด้วยจิตใจที่เป็นกังวลถึงน้องสาวอย่างไม่วางวาย
ซ่อนกลิ่
 
Posts: 20
Joined: Thu Jun 07, 2007 6:22 am

Postby มุกเรียง on Mon Jun 11, 2007 4:15 pm

เมื่อไหร่ตอนสองจะมาค่ะ เฮีย :lol:
มุกเรียง เคียงกระบี่
มุกเรียง
 
Posts: 40
Joined: Wed Jun 06, 2007 1:49 pm


Return to เงาพิศวาส

Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 0 guests

cron