จะหมอดูหรือนักทำนาย สำหรับอินทิกามันก็ไม่ต่างอะไรกับ “หมอเดา” นักเท่าไหร่ เธอมีความเชื่อส่วนตัวว่า
มันเป็นศาสตร์ที่อาศัยความเชื่อบวกกับจิตวิทยาและผสมเล็กน้อยกับวิชาสถิติก็ออกมาเป็นคำทำนายที่เชื่อกันว่า
แม่นยำนัก คนเรามักมีความกลัวต่อสิ่งที่เราไม่รู้ เหมือนในความมืดเมื่อเรามองไม่เห็นเราก็พลอยจะรู้สึกไม่สบาย
ใจและอาจรวมไปถึงหวาดกลัวและจินตนาการสู่บางสิ่งบางอย่างที่อาจซ่อนตัวอยู่ในความมืดนั้น
อนาคตก็เป็นสิ่งที่ไม่มีใครรู้ หลายคนจึงพยายามที่จะรู้ในอนาคตโดยใช้วิธีลัดล่วงหน้า หมอดูจึงเกิดมาเพื่อการนี้
เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่ยังมาไม่ถึงในปัจจุบันและบอกหนทางสู่การแก้ไขล่วงหน้า แต่อินทิกาไม่เคยเชื่ออะไรแบบ
นี้นักเท่าไหร่ เธอเชื่อว่าผลของการกระทำในปัจจุบัน นั่นแหล่ะคืออนาคตของตัวเอง เพราะอย่างนี้หญิงสาวจึงไม่
เคยเฉียดเข้าใกล้กับพวกทรงเจ้าเข้าผี แต่สำหรับพวกหมอดู เธอเองก็เคยถูกเพื่อนลากไปดูเช่นกัน เหมือนกับ
ตอนนี้ที่ถูกเอเชรบเร้า อินทิกาส่ายหน้า อาจจะคิดได้ว่า ความอยากรู้อยากเห็นกับผู้หญิงมักเป็นของคู่กัน ผู้หญิง
กับการดูหมอจึงเป็นเรื่องที่หาดูได้ทั่วไป ทุกประเทศในโลกนี้เสียด้วยเถอะ
ประสบการณ์ในการดูหมอครั้งสุดท้ายของเธออยู่ที่มัธยมปลายปีที่หก ก่อนที่เธอจะจากเมืองไทยมาเรียนต่อที่
อังกฤษ ด้วยเพราะใจไม่เคยเชื่ออยู่แล้ว เมื่อเพื่อนคะยั้นคะยอให้ดูหมอดูไพ่ยิปซีเป็นเพื่อน ก็ทำให้อินทิกานึก
อยากลองของขึ้นมา วันนั้นเพื่อนเธอต้องรีบลากเธอให้ออกจากที่ตรงนั้นก่อนที่จะมีคดีทำร้ายร่างกายเกิดขึ้น
เมื่อหญิงสาวยืนยันที่จะไม่จ่ายเงินเกือบสองร้อยบาทให้กับคำทำนายมั่วๆฟังแล้วคล้ายกับเดาสุ่มเอาเสียมากกว่า
ไพ่ก็มีคำทำนายที่ไม่ได้ฟันธงชัดเจนอะไร อินทิกาเองก็ถือว่าการดูไพ่เป็นหนึ่งในความน่าจะเป็นในวิชาเลข
มีความเป็นไปได้ถึง 1ใน 4 ตามหลักวิชาที่เธอจะจับได้ไพ่ซึ่งตรงกับบุคลิกตัวเอง หลังจากที่เกือบจะได้ชกต่อยกับ
หมอดูหมอเดาครั้งนั้น หญิงสาวก็ไม่เคยไปดูหมอที่ไหนอีกเลยแม้จะโดนเพื่อนลากไปก็ตาม
บางครั้ง หญิงสาวคิดว่า มันเป็นเรื่องไร้สาระ จะมีใครรู้เรื่องของเราเองดีไปกว่าตัวเราได้อีก ถามคนอื่น
ไปก็เท่านั้น ดูที่ปัจจุบันสิง่ายสุด แม้จะคิดเช่นนี้แต่อินทิกาก็ไม่ได้ลบหลู่ความเชื่อดั้งเดิมของใคร เธอถือว่ามัน
เป็นเรื่องของทัศนคติและการปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก
เอเชเดินนำอินทิกามายังลานกลางของตำหนักใหญ่ เหล่าหญิงสาวมากมายต่างมานั่งรออยู่ล้อมรอบศาลา
ทรงกลมที่ตั้งอยู่ตรงกลาง สาวไทยเพ่งมองจากที่ที่ยืนอยู่ เธอเห็น หญิงสาวสองคนนั่งอยู่ในศาลาแห่งนั้น ทั้ง
สองคนแต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองของที่นี่ เพียงแต่คนหนึ่งสวมผ้าคลุมปกปิดหน้าตา ในขณะที่อีกคนมองเห็นเป็น
เด็กสาววัยรุ่น เอเชพยายามที่จะพาเธอไปนั่งยังด้านหน้าในขณะที่อินทิกายืนยัน ที่จะขอดูอยู่ห่างๆ เอเชตัดใจ
ปล่อยให้อินทิกายืนพิงเสาไปออกมานั่งที่กลางลานด้วยกัน สาวไทยรู้สึกเหมือนตกเป็นจุดสนใจขึ้นมาด้วยสายตา
ของหญิงสาวทั้งหมดในลานแห่งนี้
วงหน้าสวยขมวดคิ้วขึ้นมาอย่างหงุดหงิดเมื่อเห็นว่า เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นอย่างเซ็งแซ่ด้วยภาษาที่ตนไม่
เข้าใจ ดวงตาสีฟ้ากราดจับไปทุกบริเวณอย่างไม่สบอารมณ์ สายตาของเธอปะทะเข้ากับสายตาของสาวงามนาง
หนึ่งที่นอนเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวยาวไร้พนักพิงแสดงถึงความสูงศักดิ์ด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ที่สูงค่าสวยงามกว่า
พวกนางกำนัลทั้งหมด ข้างตัวยังมีหญิงรับใช้นั่งขนาบอยู่ข้างกายถึงสองคน ทันทีที่สบตากับอินทิกา สาวงาม
ท่านนี้ก็มองเมินหันไปใส่ใจคนที่อยู่ในศาลานั้นต่อ อินทิกาเองก็หมดความสนใจในตัวหญิงสูงศักดิ์แล้วเช่นกัน
เธอหันไปมองคนในศาลานี้และก็พบว่า คล้ายกับได้สบตากับหญิงในชุดคลุมที่ปกปิดเนื้อตัวคนนั้น ชั่วขณะหนึ่ง
สาวในชุดคลุมก็หันไปพูดจากับเด็กสาววัยรุ่นข้างตัวพลางชี้มาทางเธอ
ไม่ทันไร สาวน้อยคนนั้นก็มายืนตรงหน้าเธอ พร้อมกับพูดภาษาชาร์มาและจับมือหมายจะลากไป เสียง
ฮือฮาดังออกมาจากปากของหญิงสาวทุกคนในบริเวณนั้น อินทิกาขืนมือไว้ด้วยไม่เข้าใจว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น เอเช
ที่นั่งอยู่ตรงกลางเพราะเพื่อนๆจองที่ไว้ให้ รีบฝ่าคนมาหาเธอพร้อมกับส่งเสียงอธิบายมาด้วยว่า
“มิสคะ มิส แม่หมอมุลดาน่าเลือกคุณเป็นผู้รับคำนายค่ะ”
“เอ๋?? เลือกฉัน”
ตอนนี้ใบหน้าของอินทิกาเต็มไปด้วยคำถาม จากที่ออกแรงยื้อไว้ก็กลายเป็นปล่อยให้จูงไปโดยดีและเอเชเองก็ถือ
โอกาสนี้เดินตามอินทิกาไปด้วย เพื่อนๆของเอเชส่งเสียงไล่หลังหล่อน เอเชหันมาแยกเขี้ยวใส่เพื่อนแล้วรีบหัน
ไปเดินตามเจ้านายตนเอง
บนศาลาแห่งนี้ปูพรมและเบาะที่นั่งเอาไว้ หญิงในชุดคลุมนั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะสีแดง เบื้องหน้าของ
เธอมีถาดแก้วรูปวงกลมก้นเตี้ยขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางสัก 60 เซนติเมตร ด้านข้างมีเหยือกแก้วบรรจุน้ำอยู่ค่อน
เหยือก สิ่งของทั้งหมดวางอยู่บนโต๊ะไม้เตี้ย ร่างโปร่งบางมาหยุดตรงหน้าของหมอดูนามมุลดาน่า ที่สวมชุด
พื้นเมืองและสวมผ้าคลุมสีแดงมีลายสวยงามซึ่งมีเครื่องประดับเป็นสายสร้อยร้อยเหรียญเงินดูแปลกตา ใบหน้าถูก
ปิดด้วยผ้าสีแดงเช่นเดียวกัน เห็นเพียง นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนที่วาดขอบตาด้วยสีน้ำตาลเข้ม เอเชก้มศีรษะทำความ
เคารพบุคคลนี้ หากแต่อินทิกาไม่ หญิงสาวเอ่ยขึ้นมาว่า
“เอเช บอกเขาไปที ว่าฉันไม่สนใจดู หมอดู” เอเชได้ฟังก็ให้รู้สึกเสียดายแทนนัก ยังไม่ทันจะกล่าวต่อ มุลดาน่าก็
โบกมือที่เต็มไปด้วยสายสร้อยข้อมือที่ผูกรั้งเข้ากับข้อนิ้วทั้งห้าขึ้น ไปมาและพูดเป็นภาษาอังกฤษขึ้นมา
“ไม่ต้อง” สาวไทยมองกลับไปด้วยความแปลกใจ ไม่คิดว่า แม่หมอคนนี้จะพูดภาษาอังกฤษได้
“เชิญนั่ง” มือขาวที่เต็มไปด้วยเครื่องประดับเงินชี้มาที่เบาะด้านหน้าเป็นการเชื้อเชิญอินทิกาให้นั่งลง
“ฉันขอบคุณที่คุณได้เลือกฉันค่ะ แต่ขอโทษด้วยที่ฉันต้องขอสละสิทธิ์ในการทำนายของคุณ” หญิงสาวพยายาม
อย่างยิ่งในการอธิบายเพื่อไม่ให้เสียน้ำใจของอีกฝ่าย อินทิกากลับหลังหันคิดจะเดินออกไปแต่แล้วต้องหยุดชะงัก
ลงเพราะคำพูดที่หมอดูคนนี้พูดขึ้นมา...เป็นภาษาไทย
“ไม่คิดจะอยากรู้บ้างหรือคะ ว่าทำไมช่วงนี้คุณถึงเห็นภาพหลอนบ่อยๆ” อินทิกาหันกลับมามองด้วยความแปลก
ใจทันที หมอดูคนนี้สร้างความแปลกใจให้อินทิกาเป็นคำรบสอง ด้วยการพูดภาษาไทยออกมา
“ยัยนี่เป็นกี่ภาษากันแน่นะ?”
“ไม่เห็นต้องใส่ใจเลยนี่คะว่า ฉันพูดภาษาได้กี่ภาษา สำคัญที่เราสื่อสารกันได้ก็พอแล้วนี่คะ” มุลดาน่าพูดออกเป็น
ภาษาอังกฤษพลางชี้มือลงที่เบาะอีกครั้ง
หญิงสาวทรุดตัวลงนั่งตามการเชื้อเชิญของแม่หมอมุลดาน่า ในใจนึกอยากลองดีขึ้นมา
เอเชถูกเด็กสาวรั้งไว้ให้ออกมายืนอยู่นอกศาลา แววตาของมุลดาน่าเต็มไปด้วยความปลาบปลื้มยินดี ในขณะที่
สายตาของอินทิกากลับเต็มไปด้วยความขุ่นใจ เธอไม่รู้ว่า หมอดูข้างหน้าถึงพูดภาษาไทยได้ แล้วก็แปลกใจที่หมอ
ดูคนนี้ถึงกับล่วงรู้เรื่องภาพหลอนด้วยทั้งที่ไม่น่าจะมีใครทราบนอกจากตัวเธอแท้ๆ มันน่าแปลกจริงๆ
หญิงสาวไม่อาจมองทะลุผืนผ้าหนาสีแดงสดที่ปกคลุมนักทำนายคนนี้ไปได้ เธอคิดในใจ
“ถ้าปิดตัวหมดแบบนี้ อายุเท่าไหร่ใครจะไปรู้ ที่ว่า หน้าไม่เคยเปลี่ยนน่ะ ก็คงคลุมหน้าทุกครั้ง ข้างในอาจจะ
เปลี่ยนคนมาแล้วเป็นสิบๆครั้งก็ยังได้”
“อยากรู้จริงๆหรือคะว่า ฉันอายุเท่าไหร่”
“ฉันไม่สนใจหรอกว่า คุณจะอายุเท่าไหร่ ช่วยพูดภาษาไทยได้ไหมคะ เผอิญฉันไม่ชอบคุยกับคนที่รู้ภาษาไทยแล้ว
ไม่ยอมพูดน่ะ”
“ก็ได้ค่ะ เป็นไปตามประสงค์ของคุณ” คราวนี้ มุลดาน่าตอบกลับมาเป็นภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำ
“ภาพหลอนที่คุณพูดถึง บอกได้ไหมคะ ว่าฉันเห็นอะไร” อินทิกายิ้มหวาน...ท้าทาย
“ทำไมคุณต้องคิดว่าเป็นภาพหลอนล่ะคะ ไม่คิดบ้างหรือว่า มันอาจจะเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นนานมาแล้ว”
“ถ้าคุณบอกไม่ได้ ฉันคิดว่า ฉันคงไม่มีธุระยืนอยู่ตรงนี้แล้วล่ะค่ะ”
“ใจร้อนจริงนะคะ คุณมองเห็นภาพหลอนครั้งแรกที่ภาพ สุสาน มาดาอิน ค่ะ”
นัยน์ตาของมุลดาน่าแฝงความเศร้าเอาไว้
“คิดว่า บอกแค่สถานที่ แล้วฉันจะเชื่อคุณรึไง”
“ฉันว่า คุณควรลดอคติที่มีต่อฉันลงบ้างนะคะ ไม่งั้นเราคงสื่อสารกันได้ไม่ดีนักเท่าไหร่ หากคุณคิดจะจ้องจับผิด
ฉันท่าเดียว”
“ได้..ก็ได้ ว่าแต่คุณอยากจะสื่อสารอะไรให้ฉันรู้ล่ะ”
“อดีต ปัจจุบัน อนาคต คือสิ่งเดียวกันหากแต่ผันแปรตามกาลเวลา ฉันจะทำนายในสิ่งที่ใจคุณต้องการค้นหา”
เสียงเหรียญดังกระทบกัน เมื่อมือขาวที่โผล่พ้นชายเสื้อยกเหยือกน้ำที่ตั้งอยู่ด้านข้างขึ้น และรินน้ำใสสะอาดนี้ลง
บนถาดแก้วสวย กลิ่นหอมของดอกไม้หลากชนิดลอยละล่องหอมอบอวล อย่างไม่อาจทราบที่มาได้
“ว่ากันว่า น้ำคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มันคงอยู่มาตราบนานเท่านาน ผ่านกาลเวลานับหมื่นนับแสนล้านปีและจะคงอยู่
ตลอดไปจวบจนกว่าโลกนี้จะดับสูญ สายน้ำได้รับรู้ถึงอดีต อนาคต ของใครหลายคนและได้ซึมซับสิ่งเหล่านี้ไว้
มันเป็นความทรงจำมากมายมหาศาลยากจะกำหนด สายน้ำจะบอกเล่าเรื่องราวที่ผ่านมานานให้แก่ผู้ที่ถูกกำหนด
ไว้” เสียงของมุลดาน่าดังกังวานใส ไพเราะ หากก็ฟังคล้ายบทสวดสรรเสริญ อินทิกาฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจ
หญิงสาวก้มลงมองถาดที่ใส่น้ำจนเกือบเต็มปริ่มนั่น ผิวน้ำในถาดแก้ว กระจายเป็นวงและค่อยๆนิ่งสนิท
แทนที่จะเป็นใบหน้าของอินทิกา ภาพที่ลางเลือนนั้นกลับกลายเป็นภาพของเด็กสาวที่มีใบหน้าสะสวย
นัยน์ตาสีดำขลับ ผมดำยาวระผืนน้ำ หน้าผากเกลี้ยงเกลาประดับจี้เพชร ริมฝีปากอิ่มเอิบกำลังมองตอบกลับมา
อินทิกาผงะถอย ทำไมในน้ำนั้นถึงไม่ใช่ตัวเธอกลับเป็นเด็กสาวแสนสวยคนหนึ่ง
“คุณเล่นกลอะไรน่ะ”
“คำทำนายออกมาแล้ว” แทนที่จะตอบโต้ แต่มุลดาน่ากลับหลับตาและพูดต่อไปด้วยเสียงเรียบหากแต่หนักแน่น
“สิ้นสุดการรอคอยที่แสนนาน สู่การตัดสินครั้งสุดท้ายของโชคชะตา
รักที่ร้างลา จักคืนกลับมาในเร็ววัน หนึ่งหญิงสองชายแยกจำแนก
หนึ่งนุ่มนวลอ่อนหวานปานบุปผา อีกหนึ่งเย็นชาแกร่งกล้าทะนงตนเฉกขุนเขา
ต่างปรารถนาเพียงเจ้า..อิสตรีเดียวในดวงใจ ความรักจักนำทางให้คู่แท้ที่ชาติภพมิอาจกั้น”
“เล่นตลกอะไร ฉันไม่เข้าใจหรอกนะ ว่าคุณพูดอะไรขึ้นมา เพราะฉันไม่ได้อยากให้คุณทำนายเรื่องเนื้อคู่หรือ
คู่ครองเสียหน่อย” อินทิกาลุกหนีทันที ในขณะที่มุลดาน่าเอ่ยขึ้นมาว่า
“เดี๋ยว ระวังคนใกล้ตัวไว้ให้ดีๆล่ะ” หญิงสาวเดินจากไปอย่างไม่ไยดี ท่าทางของเธอยิ่งแสดงให้รู้ว่าหัวเสียกับ
หมอดูคนนี้เอามากๆ เอเชรีบเดินตามอินทิกาไป
.............................................................

