Welcome
Welcome to <strong>mookfah</strong>.

You are currently viewing our boards as a guest, which gives you limited access to view most discussions and access our other features. By joining our free community, you will have access to post topics, communicate privately with other members (PM), respond to polls, upload content, and access many other special features. Registration is fast, simple, and absolutely free, so please, <a href="/profile.php?mode=register">join our community today</a>!

รอยรักบนผืนทราย บทที่ 2

ทะเลทราย..ชาติภพ...เชื้อชาติ

ซาเลห์ ซาเลห์ ข้ารักเจ้า

รอยรักบนผืนทราย บทที่ 2

Postby ท้องฟ้า on Fri Jun 08, 2007 2:19 pm

รอยรักบนผืนทราย
บทที่ 2 ใต้แสงดาวกับเกลียวคลื่น


น้ำพุเล็กอยู่ตรงกลางสวนเล็กๆแห่งนี้

ท่ามกลางแสงดาวพร่างพรายบนท้องนภาดูแพรวพราวระยิบระยับจับตาเป็นพิเศษ

“นั่งก่อนสิ”

หญิงสาวทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ซึ่งอยู่ติดกับเบาะที่ชายคนนั้นกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่ตามคำเชื้อเชิญ

แม้จะอยู่ใกล้หากแต่ยากที่จะมองหน้าคนที่อยู่ในมุมมืดๆนั้นได้ แสงไฟจากโคมไฟรูปตะเกียงโบราณที่แขวนอยู่

ด้านหลังเธออีกที ไม่ช่วยให้ความละเอียดของร่างในเงามืดนี้เสียเลย

แต่น้ำเสียงอันอ่อนนุ่มกลับทำให้เธอคลายใจได้อย่างน่าประหลาดเสียนี่

อินทิกาเองไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงรู้สึกดีๆกับเสียงที่ออกจากปากชายต่างชาติคนนี้นัก

จะว่าสำเนียงภาษาอังกฤษเขาดี...เธอก็เคยคุยกับคนอื่นที่ออกเสียงได้ดีกว่านี้มาก่อน

แต่กับกระแสเสียงนุ่ม ทุ้ม ของชายที่อยู่เบื้องหน้ากลับทำให้เธอรู้สึก สบายใจ

ราวกับว่านี่เป็นน้ำเสียงที่คุ้นเคย ที่รอคอยและที่ใฝ่หามานาน

หญิงสาวชักคิดว่าตนประสาทนิดๆที่รู้สึกคุ้นเคยกับเสียงที่ได้ยินเป็นครั้งแรก

“เธอเป็นใคร มาจากไหน?”

หญิงสาวขมวดคิ้ว เมื่อกี๊เธอก็แนะนำตัวไปแล้วนี่ ไม่ได้ฟังรึไงวะ?

อินทิกาถอนความรู้สึกที่ว่าดีๆออกมาเมื่อฟังคำพูดจากราอิส

“ฉันเป็นสถาปนิกที่มาทำงานที่วังนี้ เป็นคนไทยค่ะ”

“เหรอ?” น้ำเสียงคล้ายไม่เชื่อถือจนหญิงสาวชักสีหน้าตึง

“เรานึกว่าเป็นนางในฮาเร็มเสียอีก” อินทิกาหันไปมองหน้าคนพูดอย่างระแวง

“หึหึหึ อย่ามองเราอย่างนั้นสิ ว่าแต่เธอเป็นคนไทยงั้นเหรอ?”

“ฮื่อ” อินทิการับคำทื่อๆ

“เธอดูสูงเกินกว่าจะเป็นสาวไทยนะ”

“มายุ่งอะไรกับส่วนสูงฉันยะ” อินทิกาตวัดค้อนใส่ราอิส

“คุยกันมาๆ มีแต่คุณถามฉันอยู่ฝ่ายเดียว คุณเป็นใครกัน มานอนอยู่ที่นี่ได้ไง ในฮาเร็มห้ามผู้ชายเข้าไม่ใช่

เหรอ?” เสียงแข็งๆคล้ายไม่สบอารมณ์อย่างไรอย่างนั้น

“หึหึหึ” เสียงหัวเราะจากร่างหนาดังขึ้นราวกับขบขันเธอเสียเต็มประดา

“เราขำเพราะที่นี่น่ะ มันเป็นส่วนของวังหน้าต่างหากเล่าไม่ใช่ฮาเร็ม”

ดูเหมือนชายคนนั้นจะเอียงคอมองหน้าเธอ

แม้จะไม่เห็นดวงตาของชายผู้นี้แต่มันก็ทำให้หญิงสาวรู้สึกประหม่ารวมทั้งขัดเขินได้อย่างน่าประหลาดนัก

“สีตาเธอไม่เห็นเหมือนสีตาของสาวไทยเลยนี่ เธอเป็นลูกครึ่งงั้นเหรอ?”

อินทิกาขมวดคิ้ว..หมอนี่ไม่ฟังที่เธอถามเลยรึไงฟะ

“ฮื่อ ลูกครึ่งไทย-อังกฤษ”

“ฉันไม่ได้มาที่นี่ให้มาสอบประวัตินะยะ” อินทิกาแอบบ่นในใจ

“นี่ คุณช่วยบอกทางกลับให้ฉันหน่อยได้มั้ยคะ”

ไม่เห็นจะต้องสนเลยว่าเขาเป็นใคร ช่างล่ะ บอกทางเธอกลับได้เป็นพอ

“จะกลับแล้วเหรอ อยู่คุยเป็นเพื่อนเราก่อนสิ” มือขาวดูนุ่มน่าทะนุถนอมออกจากเงามืดยื่นออกมารั้งร่างบางเอาไว้

ข้อมือที่ถูกฉุดทำให้หญิงสาวเสียหลักล้มลงบนเบาะนุ่มของชายหนุ่มไร้ที่มาคนนี้ทันที

อินทิกาตกอยู่ในอ้อมกอดของราอิส ราวกับตกอยู่ในภวังค์ มือไม้ให้อ่อนระทวยไร้สิ้นเรี่ยวแรง


มือบางของหญิงสาวทาบลงบนหน้าอกของคนที่รั้งเธอไว้

หัวใจของเขาก็เต้นราวกับเป็นจังหวะเดียวกันกับหัวใจเธอ

กลิ่นหอมอ่อนๆจากร่างกายของชายแปลกหน้า เรียกให้หญิงสาวรู้สึกยากจะสงบใจได้ลง

ดวงตาสีน้ำทะเลมองลึกลงไปในดวงตาสีรัตติกาลที่เข้มสนิท

ในมุมมืดดูเร้นลับราวกับปริศนาในความฝัน

เหมือนร่างกายของเธอเรียกหาเขา หญิงสาวเอนกายเข้าหาอย่างลืมตัว

ลมหายใจร้อนผะผ่าวรินรดใบหน้างามเร่งเร้าให้ความปรารถนาบางอย่างพุ่งพล่านยากระงับ

คล้ายรัก คล้ายไม่รัก คล้ายห่วงหาหากแต่แฝงความโกรธกรุ่นระคนโศกเศร้า

เหมือนกับไม่ใช่ตัวเธอเอง ความรู้สึกนี้..ของใครกัน?

หัวใจเต้นระทึกราวกับรัวกลอง ทุกอย่างสงบนิ่ง

มือข้างที่ถูกราอิสเกาะกุมยกขึ้นมา สัมผัสวงหน้าของราอิส

นิ้วมือของอินทิกาช่างเย็นเฉียบ...เริ่มที่ผิวแก้ม ไต่ระดับไปยังดวงตา ย้อนกลับลงมาที่จมูกโด่ง

แม้จะเห็นไม่ถนัด แต่จากสัมผัสหญิงสาวก็คิดว่า เขาต้องเป็นคนที่หน้าตาดีที่สุดคนหนึ่ง

ผิวหน้าของเขาช่างนุ่มเนียน...เกลี้ยงเกลา ใบหน้าขาวๆของอินทิกาแดงระเรื่อขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่

กลิ่นหอมอ่อนๆมาหยุดตรงที่ริมฝีปากเรียวของราอิส

ลมหายใจร้อนพาดผ่านข้อมือบางที่แสนเย็นเพราะลมทะเล

นิ้วชี้ค่อยๆสัมผัสความนุ่มของริมฝีปากอย่างช้าๆและแผ่วเบา อินทิกาไม่รู้ตัวว่าตนกำลังทำสิ่งใดลงไป

รู้เพียงว่า เสียงในใจนั้นเพรียกหาคนตรงหน้านี้...เหลือเกิน

หญิงสาวไม่ได้ยินเสียงเกลียวคลื่น ไม่ได้เห็นแสงดาวจากฟากฟ้าอีกต่อไป

ที่เธอเห็นคงจะเป็นความลึกล้ำในดวงตาคมกล้า

ริมฝีปากสีกุหลาบถูกจุมพิตแผ่วเบา อินทิกาหวั่นไหวไปกับสัมผัสที่แสนอ่อนโยน

คุ้นเคย คุ้นเคยเหลือเกิน


คลับคล้ายคลับคราในเวลาเนิ่นนาน

ความรักผ่านกาลเวลาผ่านชาติภพ

แม้อยู่ห่างแสนไกลกลับมาบรรจบ

เพื่อพานพบรักแท้มิแปรผัน


เนิ่นนานคลับคล้ายคลับคราในราตรีกาล

เมื่อตะวันผันผ่านคลาไคลจากไป

หากดวงใจข้ายังแนบข้างอยู่เคียงกาย

สิ้นจันทร์ฉายข้ายังมีเจ้าอยู่เคียงใจ




ลิ้นอุ่นซอกซอนหาความหวานไหวจากปากหวานฉ่ำของอินทิกา

หญิงสาวให้รู้สึกคล้ายตนจะจับไข้ให้ได้ หน้าแดงร้อนแล้วร้อนอีก

แต่ไม่อาจละจากผู้ชายตรงหน้าไปได้เลย

“ซาเลห์น้อยของข้า” น้ำเสียงอ่อนหวานดังออกมาจากริมฝีปากเรียวของราอิส

ดูเหมือนว่าชายหนุ่มจะไม่รู้ตัวว่าเขาพูดสิ่งใดออกมาพอๆกับหญิงสาวที่ไม่มีสติรับรู้อีกต่อไป

ร่างหนาเอนกายลงพร้อมกับดันให้หญิงสาวเอนตามลงมา

เธอเคลิบเคลิ้มคล้ายครึ่งหลับครึ่งตื่น

นี่ความฝันหรือความจริง?

หนังตากลับหนักอึ้งเกินกว่าที่จะยกลืมขึ้นมาได้

อินทิกาเคลื่อนสู่นิทราไปทั้งอย่างนั้นเพราะพิษไข้และอาการเวียนศีรษะ

จนชายหนุ่มรู้สึกผิดสังเกตเมื่อเขาจุมพิตลงเรียวปากหวานอีกครั้งแล้วไร้ซึ่งการตอบสนอง

ราอิสหยุดการเคลื่อนไหวทั้งปวง ชายหนุ่มใช้หลังมือวัดไข้ที่หน้าผากของหญิงสาว

“เป็นไข้นี่นา” ความห่วงใยในคนแปลกหน้าคนนี้กลับพุ่งขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่พอๆกับความรู้สึกพิเศษในหัวใจ

ชายหนุ่มหลับตาหยิบมือบางขึ้นมาจุมพิตพร้อมกับพึมพำออกมาเบาๆ

“จะใช่เธอหรือไม่ คนที่เรารอคอยมาแสนนาน”

เสียงเกลียวคลื่นกระทบฝั่งเป็นระยะๆ ชายหนุ่มยังคงเหม่อมองออกไป นึกถึงใครคนหนึ่งซึ่งแสนดีและรักเขา

อย่างมากมาย เพียงแต่เธอคนนั้นก็ยังไม่สามารถถมที่ว่างในใจดวงนี้ได้

“อัรสะลัตกา อีลัยยะ ธารี” ราอิสพูดขึ้นมาเป็นภาษาชาร์มา

“ธารีส่งเธอมาหาเรางั้นหรือ”

มือหนาค่อยไล้ๆไปตามวงหน้าสวยที่หลับใหลก่อนที่จะช้อนตัวของเธอขึ้นอุ้มแล้วออกเดินออกจากสวนน้อยไป

……………………………………………………………………

เครื่องปรับอากาศในห้องพักเย็นสบายพอดีกับร่างกายของหญิงสาว

อินทิการู้สึกตัวขึ้นเมื่อพระอาทิตย์สาดแสงทองเข้ามาในห้องพักแห่งนี้

เมื่อตื่นขึ้นหญิงสาวมองเหม่อเพราะนึกไม่ออกว่าที่นี่ที่ไหนกันแน่

ความทรงจำจากเมื่อคืนวานฉายชัดในสมองขึ้นตามลำดับอย่างช้าๆ

เริ่มจากงานปาร์ตี้ เรื่องภาพหลอนและสุดท้าย จูบ!!!

หญิงสาวยกมือขึ้นปิดปากพลางทบทวนตัวเองครั้งใหญ่

ฝัน คงเป็น ฝันแน่ๆ??

จะเป็นไปได้ไง กับการที่เธอหาญกล้าไปคิสกับผู้ชายที่แม้แต่หน้าก็ยังเห็นไม่ชัดน่ะ

เป็นไปไม่ได้!!!!หญิงสาวเถียงกับตัวเองในใจ

เธอไม่เคยให้ท่าหรืออ่อยใครมาก่อน ไม่มีนิสัยวิ่งเข้าหาผู้ชาย

เธอไม่เคยจูบกับใครมาก่อนนี่นา คิ้วของอินทิกาขมวดมุ่นด้วยความสับสนยากจะแยกว่าสิ่งไหนจริงสิ่งไหนเท็จ

ว่าแต่ถ้าเป็นฝัน เมื่อวานเธอกลับมาที่ห้องนี่ได้ไงกัน

นิ้วเรียวแตะที่ริมฝีปากเบาๆ

หากเป็นฝัน ความอบอุ่นนั่นมาจากไหนกันนะ? ช่างเป็นฝันที่เหมือนจริงอะไรเช่นนี้

หญิงสาวเกาศีรษะแกรกๆตัดปัญหาทั้งหมดออกจากใจ

บางทีเธออาจจะคิดมากจนเก็บเอาไปฝันเป็นตุเป็นตะก็ได้

ว่าแต่ชื่อราอิสงั้นเหรอ??

“ราอิส...ชื่อเพราะจังแฮะ” ยิ้มหวานรับอรุณตอนเช้าเกิดเพราะอารมณ์ดีอย่างไม่ทราบสาเหตุ

หากเธอรู้แต่ว่า เมื่อคืนเธอฝันหวานเหลือเกินนะนี่
ท้องฟ้า
 
Posts: 21
Joined: Wed Jun 06, 2007 7:46 am

Return to รอยรักบนผืนทราย

Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 0 guests

cron