รอยรักบนผืนทราย
บทที่ 2 ใต้แสงดาวกับเกลียวคลื่น
น้ำพุเล็กอยู่ตรงกลางสวนเล็กๆแห่งนี้
ท่ามกลางแสงดาวพร่างพรายบนท้องนภาดูแพรวพราวระยิบระยับจับตาเป็นพิเศษ
“นั่งก่อนสิ”
หญิงสาวทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ซึ่งอยู่ติดกับเบาะที่ชายคนนั้นกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่ตามคำเชื้อเชิญ
แม้จะอยู่ใกล้หากแต่ยากที่จะมองหน้าคนที่อยู่ในมุมมืดๆนั้นได้ แสงไฟจากโคมไฟรูปตะเกียงโบราณที่แขวนอยู่
ด้านหลังเธออีกที ไม่ช่วยให้ความละเอียดของร่างในเงามืดนี้เสียเลย
แต่น้ำเสียงอันอ่อนนุ่มกลับทำให้เธอคลายใจได้อย่างน่าประหลาดเสียนี่
อินทิกาเองไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงรู้สึกดีๆกับเสียงที่ออกจากปากชายต่างชาติคนนี้นัก
จะว่าสำเนียงภาษาอังกฤษเขาดี...เธอก็เคยคุยกับคนอื่นที่ออกเสียงได้ดีกว่านี้มาก่อน
แต่กับกระแสเสียงนุ่ม ทุ้ม ของชายที่อยู่เบื้องหน้ากลับทำให้เธอรู้สึก สบายใจ
ราวกับว่านี่เป็นน้ำเสียงที่คุ้นเคย ที่รอคอยและที่ใฝ่หามานาน
หญิงสาวชักคิดว่าตนประสาทนิดๆที่รู้สึกคุ้นเคยกับเสียงที่ได้ยินเป็นครั้งแรก
“เธอเป็นใคร มาจากไหน?”
หญิงสาวขมวดคิ้ว เมื่อกี๊เธอก็แนะนำตัวไปแล้วนี่ ไม่ได้ฟังรึไงวะ?
อินทิกาถอนความรู้สึกที่ว่าดีๆออกมาเมื่อฟังคำพูดจากราอิส
“ฉันเป็นสถาปนิกที่มาทำงานที่วังนี้ เป็นคนไทยค่ะ”
“เหรอ?” น้ำเสียงคล้ายไม่เชื่อถือจนหญิงสาวชักสีหน้าตึง
“เรานึกว่าเป็นนางในฮาเร็มเสียอีก” อินทิกาหันไปมองหน้าคนพูดอย่างระแวง
“หึหึหึ อย่ามองเราอย่างนั้นสิ ว่าแต่เธอเป็นคนไทยงั้นเหรอ?”
“ฮื่อ” อินทิการับคำทื่อๆ
“เธอดูสูงเกินกว่าจะเป็นสาวไทยนะ”
“มายุ่งอะไรกับส่วนสูงฉันยะ” อินทิกาตวัดค้อนใส่ราอิส
“คุยกันมาๆ มีแต่คุณถามฉันอยู่ฝ่ายเดียว คุณเป็นใครกัน มานอนอยู่ที่นี่ได้ไง ในฮาเร็มห้ามผู้ชายเข้าไม่ใช่
เหรอ?” เสียงแข็งๆคล้ายไม่สบอารมณ์อย่างไรอย่างนั้น
“หึหึหึ” เสียงหัวเราะจากร่างหนาดังขึ้นราวกับขบขันเธอเสียเต็มประดา
“เราขำเพราะที่นี่น่ะ มันเป็นส่วนของวังหน้าต่างหากเล่าไม่ใช่ฮาเร็ม”
ดูเหมือนชายคนนั้นจะเอียงคอมองหน้าเธอ
แม้จะไม่เห็นดวงตาของชายผู้นี้แต่มันก็ทำให้หญิงสาวรู้สึกประหม่ารวมทั้งขัดเขินได้อย่างน่าประหลาดนัก
“สีตาเธอไม่เห็นเหมือนสีตาของสาวไทยเลยนี่ เธอเป็นลูกครึ่งงั้นเหรอ?”
อินทิกาขมวดคิ้ว..หมอนี่ไม่ฟังที่เธอถามเลยรึไงฟะ
“ฮื่อ ลูกครึ่งไทย-อังกฤษ”
“ฉันไม่ได้มาที่นี่ให้มาสอบประวัตินะยะ” อินทิกาแอบบ่นในใจ
“นี่ คุณช่วยบอกทางกลับให้ฉันหน่อยได้มั้ยคะ”
ไม่เห็นจะต้องสนเลยว่าเขาเป็นใคร ช่างล่ะ บอกทางเธอกลับได้เป็นพอ
“จะกลับแล้วเหรอ อยู่คุยเป็นเพื่อนเราก่อนสิ” มือขาวดูนุ่มน่าทะนุถนอมออกจากเงามืดยื่นออกมารั้งร่างบางเอาไว้
ข้อมือที่ถูกฉุดทำให้หญิงสาวเสียหลักล้มลงบนเบาะนุ่มของชายหนุ่มไร้ที่มาคนนี้ทันที
อินทิกาตกอยู่ในอ้อมกอดของราอิส ราวกับตกอยู่ในภวังค์ มือไม้ให้อ่อนระทวยไร้สิ้นเรี่ยวแรง
มือบางของหญิงสาวทาบลงบนหน้าอกของคนที่รั้งเธอไว้
หัวใจของเขาก็เต้นราวกับเป็นจังหวะเดียวกันกับหัวใจเธอ
กลิ่นหอมอ่อนๆจากร่างกายของชายแปลกหน้า เรียกให้หญิงสาวรู้สึกยากจะสงบใจได้ลง
ดวงตาสีน้ำทะเลมองลึกลงไปในดวงตาสีรัตติกาลที่เข้มสนิท
ในมุมมืดดูเร้นลับราวกับปริศนาในความฝัน
เหมือนร่างกายของเธอเรียกหาเขา หญิงสาวเอนกายเข้าหาอย่างลืมตัว
ลมหายใจร้อนผะผ่าวรินรดใบหน้างามเร่งเร้าให้ความปรารถนาบางอย่างพุ่งพล่านยากระงับ
คล้ายรัก คล้ายไม่รัก คล้ายห่วงหาหากแต่แฝงความโกรธกรุ่นระคนโศกเศร้า
เหมือนกับไม่ใช่ตัวเธอเอง ความรู้สึกนี้..ของใครกัน?
หัวใจเต้นระทึกราวกับรัวกลอง ทุกอย่างสงบนิ่ง
มือข้างที่ถูกราอิสเกาะกุมยกขึ้นมา สัมผัสวงหน้าของราอิส
นิ้วมือของอินทิกาช่างเย็นเฉียบ...เริ่มที่ผิวแก้ม ไต่ระดับไปยังดวงตา ย้อนกลับลงมาที่จมูกโด่ง
แม้จะเห็นไม่ถนัด แต่จากสัมผัสหญิงสาวก็คิดว่า เขาต้องเป็นคนที่หน้าตาดีที่สุดคนหนึ่ง
ผิวหน้าของเขาช่างนุ่มเนียน...เกลี้ยงเกลา ใบหน้าขาวๆของอินทิกาแดงระเรื่อขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
กลิ่นหอมอ่อนๆมาหยุดตรงที่ริมฝีปากเรียวของราอิส
ลมหายใจร้อนพาดผ่านข้อมือบางที่แสนเย็นเพราะลมทะเล
นิ้วชี้ค่อยๆสัมผัสความนุ่มของริมฝีปากอย่างช้าๆและแผ่วเบา อินทิกาไม่รู้ตัวว่าตนกำลังทำสิ่งใดลงไป
รู้เพียงว่า เสียงในใจนั้นเพรียกหาคนตรงหน้านี้...เหลือเกิน
หญิงสาวไม่ได้ยินเสียงเกลียวคลื่น ไม่ได้เห็นแสงดาวจากฟากฟ้าอีกต่อไป
ที่เธอเห็นคงจะเป็นความลึกล้ำในดวงตาคมกล้า
ริมฝีปากสีกุหลาบถูกจุมพิตแผ่วเบา อินทิกาหวั่นไหวไปกับสัมผัสที่แสนอ่อนโยน
คุ้นเคย คุ้นเคยเหลือเกิน
คลับคล้ายคลับคราในเวลาเนิ่นนาน
ความรักผ่านกาลเวลาผ่านชาติภพ
แม้อยู่ห่างแสนไกลกลับมาบรรจบ
เพื่อพานพบรักแท้มิแปรผัน
เนิ่นนานคลับคล้ายคลับคราในราตรีกาล
เมื่อตะวันผันผ่านคลาไคลจากไป
หากดวงใจข้ายังแนบข้างอยู่เคียงกาย
สิ้นจันทร์ฉายข้ายังมีเจ้าอยู่เคียงใจ
ลิ้นอุ่นซอกซอนหาความหวานไหวจากปากหวานฉ่ำของอินทิกา
หญิงสาวให้รู้สึกคล้ายตนจะจับไข้ให้ได้ หน้าแดงร้อนแล้วร้อนอีก
แต่ไม่อาจละจากผู้ชายตรงหน้าไปได้เลย
“ซาเลห์น้อยของข้า” น้ำเสียงอ่อนหวานดังออกมาจากริมฝีปากเรียวของราอิส
ดูเหมือนว่าชายหนุ่มจะไม่รู้ตัวว่าเขาพูดสิ่งใดออกมาพอๆกับหญิงสาวที่ไม่มีสติรับรู้อีกต่อไป
ร่างหนาเอนกายลงพร้อมกับดันให้หญิงสาวเอนตามลงมา
เธอเคลิบเคลิ้มคล้ายครึ่งหลับครึ่งตื่น
นี่ความฝันหรือความจริง?
หนังตากลับหนักอึ้งเกินกว่าที่จะยกลืมขึ้นมาได้
อินทิกาเคลื่อนสู่นิทราไปทั้งอย่างนั้นเพราะพิษไข้และอาการเวียนศีรษะ
จนชายหนุ่มรู้สึกผิดสังเกตเมื่อเขาจุมพิตลงเรียวปากหวานอีกครั้งแล้วไร้ซึ่งการตอบสนอง
ราอิสหยุดการเคลื่อนไหวทั้งปวง ชายหนุ่มใช้หลังมือวัดไข้ที่หน้าผากของหญิงสาว
“เป็นไข้นี่นา” ความห่วงใยในคนแปลกหน้าคนนี้กลับพุ่งขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่พอๆกับความรู้สึกพิเศษในหัวใจ
ชายหนุ่มหลับตาหยิบมือบางขึ้นมาจุมพิตพร้อมกับพึมพำออกมาเบาๆ
“จะใช่เธอหรือไม่ คนที่เรารอคอยมาแสนนาน”
เสียงเกลียวคลื่นกระทบฝั่งเป็นระยะๆ ชายหนุ่มยังคงเหม่อมองออกไป นึกถึงใครคนหนึ่งซึ่งแสนดีและรักเขา
อย่างมากมาย เพียงแต่เธอคนนั้นก็ยังไม่สามารถถมที่ว่างในใจดวงนี้ได้
“อัรสะลัตกา อีลัยยะ ธารี” ราอิสพูดขึ้นมาเป็นภาษาชาร์มา
“ธารีส่งเธอมาหาเรางั้นหรือ”
มือหนาค่อยไล้ๆไปตามวงหน้าสวยที่หลับใหลก่อนที่จะช้อนตัวของเธอขึ้นอุ้มแล้วออกเดินออกจากสวนน้อยไป
……………………………………………………………………
เครื่องปรับอากาศในห้องพักเย็นสบายพอดีกับร่างกายของหญิงสาว
อินทิการู้สึกตัวขึ้นเมื่อพระอาทิตย์สาดแสงทองเข้ามาในห้องพักแห่งนี้
เมื่อตื่นขึ้นหญิงสาวมองเหม่อเพราะนึกไม่ออกว่าที่นี่ที่ไหนกันแน่
ความทรงจำจากเมื่อคืนวานฉายชัดในสมองขึ้นตามลำดับอย่างช้าๆ
เริ่มจากงานปาร์ตี้ เรื่องภาพหลอนและสุดท้าย จูบ!!!
หญิงสาวยกมือขึ้นปิดปากพลางทบทวนตัวเองครั้งใหญ่
ฝัน คงเป็น ฝันแน่ๆ??
จะเป็นไปได้ไง กับการที่เธอหาญกล้าไปคิสกับผู้ชายที่แม้แต่หน้าก็ยังเห็นไม่ชัดน่ะ
เป็นไปไม่ได้!!!!หญิงสาวเถียงกับตัวเองในใจ
เธอไม่เคยให้ท่าหรืออ่อยใครมาก่อน ไม่มีนิสัยวิ่งเข้าหาผู้ชาย
เธอไม่เคยจูบกับใครมาก่อนนี่นา คิ้วของอินทิกาขมวดมุ่นด้วยความสับสนยากจะแยกว่าสิ่งไหนจริงสิ่งไหนเท็จ
ว่าแต่ถ้าเป็นฝัน เมื่อวานเธอกลับมาที่ห้องนี่ได้ไงกัน
นิ้วเรียวแตะที่ริมฝีปากเบาๆ
หากเป็นฝัน ความอบอุ่นนั่นมาจากไหนกันนะ? ช่างเป็นฝันที่เหมือนจริงอะไรเช่นนี้
หญิงสาวเกาศีรษะแกรกๆตัดปัญหาทั้งหมดออกจากใจ
บางทีเธออาจจะคิดมากจนเก็บเอาไปฝันเป็นตุเป็นตะก็ได้
ว่าแต่ชื่อราอิสงั้นเหรอ??
“ราอิส...ชื่อเพราะจังแฮะ” ยิ้มหวานรับอรุณตอนเช้าเกิดเพราะอารมณ์ดีอย่างไม่ทราบสาเหตุ
หากเธอรู้แต่ว่า เมื่อคืนเธอฝันหวานเหลือเกินนะนี่
