Welcome
Welcome to <strong>mookfah</strong>.

You are currently viewing our boards as a guest, which gives you limited access to view most discussions and access our other features. By joining our free community, you will have access to post topics, communicate privately with other members (PM), respond to polls, upload content, and access many other special features. Registration is fast, simple, and absolutely free, so please, <a href="/profile.php?mode=register">join our community today</a>!

รอยรักบนผืนทราย บทนำ

ทะเลทราย..ชาติภพ...เชื้อชาติ

ซาเลห์ ซาเลห์ ข้ารักเจ้า

รอยรักบนผืนทราย บทนำ

Postby ท้องฟ้า on Fri Jun 08, 2007 2:10 pm

รอยรักบนผืนทราย บทนำ



ร่างสูงเพรียว 175 เซนติเมตรของสาวลูกครึ่งไทย-อังกฤษเดินกลับไปกลับมาในห้องนอนขนาดสี่คูณสี่เมตร

“แม่คะ ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ หนูไปอยู่ที่นั่นไม่นานหรอกค่ะ 3-4 เดือนก็กลับแล้ว”

หญิงสาวเดินมาหยุดที่หน้าต่างสีขาว มือเรียวสวยเปิดผ้าม่านออกดูอากาศภายนอกที่ฝนเม็ดเป้งเริ่มตกลงมา

“จริงๆค่ะ”น้ำเสียงย้ำไปอย่างหนักแน่นมั่นใจ หากมือซ้ายกลับไขว้หลังพร้อมกับที่นิ้วชี้กับนิ้วขวาไขว้กันอยู่เป็น

การอิ๋บบวกไว้ยามที่พูดโกหกกับมารดา...คิดว่าแค่ 3- 4 เดือน แต่ถ้ามากกว่านั้นเธอก็จะอยู่..อยู่ดี

แต่คงไม่เกินครึ่งปีหรอกมั้ง..ในใจของเธอกะเวลาคร่าวๆไว้เช่นนั้น

“แน่นะ”ปลายสายถามกลับมาอย่างรู้นิสัยลูกสาวดี จนเธอต้องย้ำกลับไปอีกครั้ง

“ค่า” หญิงสาวลากเสียงยาวฟังคล้ายไม่ใส่ใจนักเท่าไหร่

“มันห่างกันมากเลยค่ะแม่ ไม่ต้องห่วง คนละโยชน์เลย หนูทำงานอยู่แต่ในเมืองหลวง

ส่วนที่มีปัญหากันอยู่แถวๆชายแดนน่ะค่ะ”

“จริงสิคะ แม่ หนูไม่โกหกหรอกค่ะ”

“โอเคค่ะ ถ้ามีปัญหาอะไรขึ้นมา หนูจะรีบกลับบ้านเลยค่ะ แม่ หนูสัญญาค่ะ”

“ค่ะ ค่ะ บายค่ะ แม่” รอยยิ้มแตะแต้มบนใบหน้าสวยอย่างยินดีเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยไร้ซึ่งปัญหา



หญิงสาวนึกขำในใจ

เฮ้อ อายุก็ 25 เข้าไปแล้ว ทำงานหาเงินเองก็ทำได้แล้ว แต่เธอก็ยังเป็นลูกแหง่ของแม่อยู่วันยังค่ำ

เรื่องการไปทำงานนอกสถานที่ครั้งนี้ก็เหมือนกันยังต้องโทรมาขออนุญาตแม่ก่อน

กว่าจะเกลี้ยกล่อมได้ โอย ปากเปียกปากแฉะกันไปข้างเลย

เพราะเธอยืนยันที่จะทำยืนยันที่จะไป ในขณะที่แม่เองก็ค้านหัวชนฝา แต่สุดท้ายเธอก็ชนะด้วยเหตุผลที่ว่า

“มันเป็นงานสุดท้ายแล้วค่ะแม่ คิดดูสิคะ พอจบงานนี้ปุ๊ป หนูก็จะได้กลับไปอยู่กับแม่ที่เมืองไทยเลยน้า


ไม่ต้องทำงานอยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว”

ด้วยเหตุผลที่เธอจะกลับไปอยู่บ้านนี่เองทำให้แม่บังเกิดเกล้ายอมอนุญาตให้เธอมาทำงานที่นั่นได้

ที่นั่น...ที่ๆตอนนี้กำลังร้อนระอุด้วยสงครามกบฏแบ่งแยกดินแดน

ไม่ว่าใครในที่ทำงานเธอก็ปฏิเสธไม่มาในที่แบบนี้กันทั้งนั้น...

คงมีแต่เธอ อินทิกา ดารารักษ์ สถาปนิกสาวสายเลือดไทย-อังกฤษคนนี้ที่ยอมไป

เหตุผลที่เธอได้ไปน่ะเหรอ เพราะงานนี้ถูกปฏิเสธจากสถาปนิกมีชื่อในบริษัททั้งหลาย ก็เข้าใจนะ ต่อให้เงินเยอะ

แค่ไหนแต่ไม่มีชีวิตกลับไปเสวยสุขในกองเงินกองทองที่เพียรสร้างก็เท่านั้นแหละ แต่นี่กลับเป็นโอกาสสำหรับ

เธอที่จะสร้างชื่อและสร้างเนื้อสร้างตัวจากการไปทำงานที่ประเทศสาธารณรัฐชาร์มา ซึ่งหลังจากที่ทำงานเสร็จ

สมบูรณ์แล้วเธออาจจะได้พ็อกเก็ตมันนี่เป็นของแถมซึ่งมันคงพอที่จะเอาไปตั้งบริษัทเป็นของตัวเองที่เมืองไทยได้

เลยนะนี่ หญิงสาวคิดสะระตะแล้ว ก็ตัดสินใจตกลงรับงานนี้ทันที แม้จะรู้ว่ามารดาของตนคงไม่ยอมแน่ แต่ก็

เป็นไปตามคาดที่เกลี้ยกล่อมมารดาสำเร็จ อินทิกาเตรียมฝันหวานกับเงินที่กำลังจะลอยมาหล่นทับตัวเธอ


อินทิกาหยิบหนังสือท่องเที่ยวประเทศชาร์มาขึ้นมาอ่าน อย่างน้อยก็เป็นการเตรียมตัวสำหรับการ

เดินทางไปทำงานครั้งนี้ หล่อนไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าการเปิดพลิกๆไปหน้าอื่นๆเรื่อยจนกระทั่งมาหยุดยัง

“Tomb of Madain Salah” วิหารสลักสีทอง...ช่างสวยงามจนสะกดสายตาเธอเหลือเกิน

“อ่านว่าอะไรเนี่ย..มาดาอิน ซาลาห์ งั้นเหรอ หลุมศพใครกันนะ สวยจัง”

ไว้ให้เธอว่างจากการทำงาน...เธอจะไปเที่ยวที่นี่ที่แรกเชียว มาดาอิน ซาลาห์

หญิงสาวปิดโคมไฟที่หัวเตียงและหลับตาลงแต่ก็ยังคงฮัมเพลงเบาๆคลอไปต่อ

อินทิกานอนกอดหมอนข้างสีฟ้าและพึมพำเบาๆออกมา

“รอก่อนนะ ซาลาห์จ๋า..ชั้นจะไปหาเธอในเดี๋ยวนี้แหล่ะ”

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ดวงตะวันสีแดงฉานทอประกายสีโลหิตทาทาบทับผืนฟ้าสีจางดูคล้ายท้องนภากำลังร่ำไห้

ขุนเขาเหนือมาดาอิน ซาเลห์กำลังโศกครวญด้วยพระพายพัดกรรโชกแรงหอบเม็ดทรายปลิวว่อนไปมา

เรือนผมดำยาวปลิวสยายไปตามแรงลมชักพา หญิงสาวนางหนึ่งสาวเท้าไปหยุดนิ่งที่หน้าวิหารบูชาเทพ

“วันนี้ข้าขอน้อมจิตอธิษฐานอำลาองค์เทพีผู้ยิ่งยงและคงอยู่ในใจข้าตราบชั่วนิจนิรันดร์

ตัวข้ากำลังไปสู่การเดินทางอันแสนยาวนาน ข้าผู้เป็นข้าช่วงใช้แห่งท่าน มาดาอิน ซาเลห์

โปรดกรุณาทำคำอธิษฐานครั้งสุดท้ายของข้าให้เป็นจริงด้วย”

ลมที่พัดกรรโชกเมื่อชั่วครู่ในยามนี้กลับแปรเปลี่ยนกลับกลายเป็นกระแสลมอ่อนเพียงแค่ชั่วพริบตา

นางคุกเข่าลงทำการเคารพสูงสุดสู่เทพมารดรเป็นครั้งสุดท้าย

“ไย ชะตาข้าถึงต้องเป็นเช่นนี้ เทพมารดรเอ๋ย”ในใจนางคร่ำครวญหวนไห้ยิ่งนัก

นัยน์ตาที่เคยสวยใสในบัดนี้กลับแห้งผาก...มีเพียงความรวดร้าวที่ยังคงอยู่บนนัยน์ตางามคู่นี้

ร่างบางระหงในชุดยาวกรอมเท้ายืนอยู่หน้ามหาวิหารมาดาอิน ซาเลห์

หญิงสาวก้มลงกอบกำเม็ดทรายจำนวนมากมายไว้ในอุ้งมือ

นางลุกขึ้นในสายตายังคงจับจ้องมองทรายสีทองที่ละเอียดร่วนคล้ายดั่งอาลัยอาวรณ์อยู่มิคลาย

ก่อนที่จะยกมือทั้งสองขึ้นสูงเสมออกและค่อยๆแบมือออกปล่อยให้เม็ดทรายโปรยปรายล่วงหล่นลงสู่พื้นล่าง

เม็ดทรายจำนวนมากมายนั้นพร่างพรูร่วงลงจากข้อมือบาง หญิงสาวตั้งจิตมั่นอธิษฐานตัดขาดผู้เป็นที่รักยิ่ง

“เม็ดทรายเหล่านี้จักเป็นพยาน ข้าขอตัดขาดเจ้าเท่าจำนวนเม็ดทราย จักกี่ชาติเราอย่าได้พบพานกัน”

น้ำตาหลั่งไหลไม่ขาดสาย ความเศร้ามากมายเหลือคณานับโถมทะลักเข้าสู่ตัวเธอ

“ลาก่อน...ผู้ที่ข้ารักยิ่ง” สิ้นเสียงแว่วหวานแม้แผ่วเบาหากก้องกังวานใสบอกถึงการตัดสินใจเด็ดขาด

เสียงกำไรข้อมือดังขึ้นพร้อมกับที่ข้อมือเรียวเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วนางชักกริชขึ้นมายกสูง

สองมือประสานแน่นที่ด้ามกริช

กริชเงินสลักลายขนาดพอเหมาะมือก็ตรงเข้าตัดขั้วหัวใจนางทันที

ทอดเวลาไม่นานร่างแน่งน้อยก็ทรุดตัวและล้มลงบนผืนทรายละเอียด

ความเจ็บปวดจากดวงใจชำแรกแทรกลึกลงทั่วสรรพางค์กาย ร่างกายเกร็งกระตุก

โลหิตสีแดงฉานไหลลงเปรอะเปื้อนเสื้อตัวสวยจนชุ่มโชก

โลกหมุนคว้างลง ภาพสุดท้ายสิ้นสุดลงที่วิหารบูชาเทพเจ้าซึ่งสลักเข้าไปในภูเขา

วิหารสีทอง..มาดาอิน ซาเลห์

ความมืดมิดโรยตัวลงครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่าง ความเย็นเยียบเข้าจับผิวกาย

“ตื่น..ตื่น อย่าหลับตา...ซาเลห์”

“ไปโปรดอย่าทิ้งข้าไป..ดวงใจข้า” น้ำใสหยาดหยดลงที่ร่างของหญิงสาว

เสียงจากที่ใด...ที่หนึ่งแว่วเข้ามาในโสตประสาทสุดท้ายก่อนที่เธอจะลาโลกนี้ไป

“....ไม่ว่ากี่ชาติ ข้าจะตามเจ้าไป เราจะกลับมาพบกันและครองรักกันเหมือนเดิม”

........................................................................................................................................

“เฮือก”

หญิงสาวตกใจตื่นขึ้นเอง เหงื่อยังคงชุ่มเต็มหลังประหนึ่งเพิ่งผ่านอบซาวน่ามาหมาดๆ

เสียงนาฬิกาเดินติ๊กต่อกๆเป็นเสียงเดียวในเวลานี้ที่ดังขึ้นพร้อมๆกับเสียงหอบหายใจอย่างหนักหน่วง

อินทิกายกมือขึ้นวางทาบหน้าอกตัวเอง

ฟังเสียงหัวใจที่ยังเต้น..ตึกตัก ตึกตัก

...ยังมีชีวิตอยู่

โอเค เธอยังมีชีวิตอยู่ หญิงสาวบอกกับตัวเองเช่นนั้น

หญิงสาวสงบสติกับตัวเองสักพัก

หยาดน้ำตาไหลลงมาจากนัยน์ตาสีฟ้าสวยใส

นี่เธอนอนร้องไห้งั้นเหรอ??? เกิดบ้าอะไรขึ้นมาเนี่ย

“ฝันบ้าอะไรวะ เหมือนจริงชะมัด” อินทิกาสบถขึ้นอย่างหัวเสียที่ความฝันทำเธอใจสั่นไปหมด

ใบหน้างามขมวดคิ้วขึ้นในเรื่องที่ฝัน

ความตาย...ไร้สาระน่ะ

เหงื่อที่เปียกชื้นเต็มแผ่นหลังทำให้หญิงสาวไม่สบายตัว อินทิกาตัดสินใจไปอาบน้ำเพื่อไล่เรื่องรกสมองทิ้งไป

ดวงตาสีฟ้าใสที่ได้มาจากเชื้อสายของบิดามองผ่านนาฬิกาไปอย่างไม่ตั้งใจ

และมองเห็นเข็มสั้นชี้ที่เลขแปด เข็มยาวชี้มาที่เลขหก

“เวร..สายแล้ว ตายล่ะหว่า”

หญิงสาวทิ้งทุกอย่างไปทันทีเมื่อวันนี้คือวันที่เธอจะต้องรีบไปขึ้นเครื่องบินไปสาธารณรัฐชาร์มา

............................................................
ท้องฟ้า
 
Posts: 21
Joined: Wed Jun 06, 2007 7:46 am

Return to รอยรักบนผืนทราย

Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 0 guests

cron