รอยรักบนผืนทราย บทนำ
ร่างสูงเพรียว 175 เซนติเมตรของสาวลูกครึ่งไทย-อังกฤษเดินกลับไปกลับมาในห้องนอนขนาดสี่คูณสี่เมตร
“แม่คะ ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ หนูไปอยู่ที่นั่นไม่นานหรอกค่ะ 3-4 เดือนก็กลับแล้ว”
หญิงสาวเดินมาหยุดที่หน้าต่างสีขาว มือเรียวสวยเปิดผ้าม่านออกดูอากาศภายนอกที่ฝนเม็ดเป้งเริ่มตกลงมา
“จริงๆค่ะ”น้ำเสียงย้ำไปอย่างหนักแน่นมั่นใจ หากมือซ้ายกลับไขว้หลังพร้อมกับที่นิ้วชี้กับนิ้วขวาไขว้กันอยู่เป็น
การอิ๋บบวกไว้ยามที่พูดโกหกกับมารดา...คิดว่าแค่ 3- 4 เดือน แต่ถ้ามากกว่านั้นเธอก็จะอยู่..อยู่ดี
แต่คงไม่เกินครึ่งปีหรอกมั้ง..ในใจของเธอกะเวลาคร่าวๆไว้เช่นนั้น
“แน่นะ”ปลายสายถามกลับมาอย่างรู้นิสัยลูกสาวดี จนเธอต้องย้ำกลับไปอีกครั้ง
“ค่า” หญิงสาวลากเสียงยาวฟังคล้ายไม่ใส่ใจนักเท่าไหร่
“มันห่างกันมากเลยค่ะแม่ ไม่ต้องห่วง คนละโยชน์เลย หนูทำงานอยู่แต่ในเมืองหลวง
ส่วนที่มีปัญหากันอยู่แถวๆชายแดนน่ะค่ะ”
“จริงสิคะ แม่ หนูไม่โกหกหรอกค่ะ”
“โอเคค่ะ ถ้ามีปัญหาอะไรขึ้นมา หนูจะรีบกลับบ้านเลยค่ะ แม่ หนูสัญญาค่ะ”
“ค่ะ ค่ะ บายค่ะ แม่” รอยยิ้มแตะแต้มบนใบหน้าสวยอย่างยินดีเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยไร้ซึ่งปัญหา
หญิงสาวนึกขำในใจ
เฮ้อ อายุก็ 25 เข้าไปแล้ว ทำงานหาเงินเองก็ทำได้แล้ว แต่เธอก็ยังเป็นลูกแหง่ของแม่อยู่วันยังค่ำ
เรื่องการไปทำงานนอกสถานที่ครั้งนี้ก็เหมือนกันยังต้องโทรมาขออนุญาตแม่ก่อน
กว่าจะเกลี้ยกล่อมได้ โอย ปากเปียกปากแฉะกันไปข้างเลย
เพราะเธอยืนยันที่จะทำยืนยันที่จะไป ในขณะที่แม่เองก็ค้านหัวชนฝา แต่สุดท้ายเธอก็ชนะด้วยเหตุผลที่ว่า
“มันเป็นงานสุดท้ายแล้วค่ะแม่ คิดดูสิคะ พอจบงานนี้ปุ๊ป หนูก็จะได้กลับไปอยู่กับแม่ที่เมืองไทยเลยน้า
ไม่ต้องทำงานอยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว”
ด้วยเหตุผลที่เธอจะกลับไปอยู่บ้านนี่เองทำให้แม่บังเกิดเกล้ายอมอนุญาตให้เธอมาทำงานที่นั่นได้
ที่นั่น...ที่ๆตอนนี้กำลังร้อนระอุด้วยสงครามกบฏแบ่งแยกดินแดน
ไม่ว่าใครในที่ทำงานเธอก็ปฏิเสธไม่มาในที่แบบนี้กันทั้งนั้น...
คงมีแต่เธอ อินทิกา ดารารักษ์ สถาปนิกสาวสายเลือดไทย-อังกฤษคนนี้ที่ยอมไป
เหตุผลที่เธอได้ไปน่ะเหรอ เพราะงานนี้ถูกปฏิเสธจากสถาปนิกมีชื่อในบริษัททั้งหลาย ก็เข้าใจนะ ต่อให้เงินเยอะ
แค่ไหนแต่ไม่มีชีวิตกลับไปเสวยสุขในกองเงินกองทองที่เพียรสร้างก็เท่านั้นแหละ แต่นี่กลับเป็นโอกาสสำหรับ
เธอที่จะสร้างชื่อและสร้างเนื้อสร้างตัวจากการไปทำงานที่ประเทศสาธารณรัฐชาร์มา ซึ่งหลังจากที่ทำงานเสร็จ
สมบูรณ์แล้วเธออาจจะได้พ็อกเก็ตมันนี่เป็นของแถมซึ่งมันคงพอที่จะเอาไปตั้งบริษัทเป็นของตัวเองที่เมืองไทยได้
เลยนะนี่ หญิงสาวคิดสะระตะแล้ว ก็ตัดสินใจตกลงรับงานนี้ทันที แม้จะรู้ว่ามารดาของตนคงไม่ยอมแน่ แต่ก็
เป็นไปตามคาดที่เกลี้ยกล่อมมารดาสำเร็จ อินทิกาเตรียมฝันหวานกับเงินที่กำลังจะลอยมาหล่นทับตัวเธอ
อินทิกาหยิบหนังสือท่องเที่ยวประเทศชาร์มาขึ้นมาอ่าน อย่างน้อยก็เป็นการเตรียมตัวสำหรับการ
เดินทางไปทำงานครั้งนี้ หล่อนไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าการเปิดพลิกๆไปหน้าอื่นๆเรื่อยจนกระทั่งมาหยุดยัง
“Tomb of Madain Salah” วิหารสลักสีทอง...ช่างสวยงามจนสะกดสายตาเธอเหลือเกิน
“อ่านว่าอะไรเนี่ย..มาดาอิน ซาลาห์ งั้นเหรอ หลุมศพใครกันนะ สวยจัง”
ไว้ให้เธอว่างจากการทำงาน...เธอจะไปเที่ยวที่นี่ที่แรกเชียว มาดาอิน ซาลาห์
หญิงสาวปิดโคมไฟที่หัวเตียงและหลับตาลงแต่ก็ยังคงฮัมเพลงเบาๆคลอไปต่อ
อินทิกานอนกอดหมอนข้างสีฟ้าและพึมพำเบาๆออกมา
“รอก่อนนะ ซาลาห์จ๋า..ชั้นจะไปหาเธอในเดี๋ยวนี้แหล่ะ”
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ดวงตะวันสีแดงฉานทอประกายสีโลหิตทาทาบทับผืนฟ้าสีจางดูคล้ายท้องนภากำลังร่ำไห้
ขุนเขาเหนือมาดาอิน ซาเลห์กำลังโศกครวญด้วยพระพายพัดกรรโชกแรงหอบเม็ดทรายปลิวว่อนไปมา
เรือนผมดำยาวปลิวสยายไปตามแรงลมชักพา หญิงสาวนางหนึ่งสาวเท้าไปหยุดนิ่งที่หน้าวิหารบูชาเทพ
“วันนี้ข้าขอน้อมจิตอธิษฐานอำลาองค์เทพีผู้ยิ่งยงและคงอยู่ในใจข้าตราบชั่วนิจนิรันดร์
ตัวข้ากำลังไปสู่การเดินทางอันแสนยาวนาน ข้าผู้เป็นข้าช่วงใช้แห่งท่าน มาดาอิน ซาเลห์
โปรดกรุณาทำคำอธิษฐานครั้งสุดท้ายของข้าให้เป็นจริงด้วย”
ลมที่พัดกรรโชกเมื่อชั่วครู่ในยามนี้กลับแปรเปลี่ยนกลับกลายเป็นกระแสลมอ่อนเพียงแค่ชั่วพริบตา
นางคุกเข่าลงทำการเคารพสูงสุดสู่เทพมารดรเป็นครั้งสุดท้าย
“ไย ชะตาข้าถึงต้องเป็นเช่นนี้ เทพมารดรเอ๋ย”ในใจนางคร่ำครวญหวนไห้ยิ่งนัก
นัยน์ตาที่เคยสวยใสในบัดนี้กลับแห้งผาก...มีเพียงความรวดร้าวที่ยังคงอยู่บนนัยน์ตางามคู่นี้
ร่างบางระหงในชุดยาวกรอมเท้ายืนอยู่หน้ามหาวิหารมาดาอิน ซาเลห์
หญิงสาวก้มลงกอบกำเม็ดทรายจำนวนมากมายไว้ในอุ้งมือ
นางลุกขึ้นในสายตายังคงจับจ้องมองทรายสีทองที่ละเอียดร่วนคล้ายดั่งอาลัยอาวรณ์อยู่มิคลาย
ก่อนที่จะยกมือทั้งสองขึ้นสูงเสมออกและค่อยๆแบมือออกปล่อยให้เม็ดทรายโปรยปรายล่วงหล่นลงสู่พื้นล่าง
เม็ดทรายจำนวนมากมายนั้นพร่างพรูร่วงลงจากข้อมือบาง หญิงสาวตั้งจิตมั่นอธิษฐานตัดขาดผู้เป็นที่รักยิ่ง
“เม็ดทรายเหล่านี้จักเป็นพยาน ข้าขอตัดขาดเจ้าเท่าจำนวนเม็ดทราย จักกี่ชาติเราอย่าได้พบพานกัน”
น้ำตาหลั่งไหลไม่ขาดสาย ความเศร้ามากมายเหลือคณานับโถมทะลักเข้าสู่ตัวเธอ
“ลาก่อน...ผู้ที่ข้ารักยิ่ง” สิ้นเสียงแว่วหวานแม้แผ่วเบาหากก้องกังวานใสบอกถึงการตัดสินใจเด็ดขาด
เสียงกำไรข้อมือดังขึ้นพร้อมกับที่ข้อมือเรียวเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วนางชักกริชขึ้นมายกสูง
สองมือประสานแน่นที่ด้ามกริช
กริชเงินสลักลายขนาดพอเหมาะมือก็ตรงเข้าตัดขั้วหัวใจนางทันที
ทอดเวลาไม่นานร่างแน่งน้อยก็ทรุดตัวและล้มลงบนผืนทรายละเอียด
ความเจ็บปวดจากดวงใจชำแรกแทรกลึกลงทั่วสรรพางค์กาย ร่างกายเกร็งกระตุก
โลหิตสีแดงฉานไหลลงเปรอะเปื้อนเสื้อตัวสวยจนชุ่มโชก
โลกหมุนคว้างลง ภาพสุดท้ายสิ้นสุดลงที่วิหารบูชาเทพเจ้าซึ่งสลักเข้าไปในภูเขา
วิหารสีทอง..มาดาอิน ซาเลห์
ความมืดมิดโรยตัวลงครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่าง ความเย็นเยียบเข้าจับผิวกาย
“ตื่น..ตื่น อย่าหลับตา...ซาเลห์”
“ไปโปรดอย่าทิ้งข้าไป..ดวงใจข้า” น้ำใสหยาดหยดลงที่ร่างของหญิงสาว
เสียงจากที่ใด...ที่หนึ่งแว่วเข้ามาในโสตประสาทสุดท้ายก่อนที่เธอจะลาโลกนี้ไป
“....ไม่ว่ากี่ชาติ ข้าจะตามเจ้าไป เราจะกลับมาพบกันและครองรักกันเหมือนเดิม”
........................................................................................................................................
“เฮือก”
หญิงสาวตกใจตื่นขึ้นเอง เหงื่อยังคงชุ่มเต็มหลังประหนึ่งเพิ่งผ่านอบซาวน่ามาหมาดๆ
เสียงนาฬิกาเดินติ๊กต่อกๆเป็นเสียงเดียวในเวลานี้ที่ดังขึ้นพร้อมๆกับเสียงหอบหายใจอย่างหนักหน่วง
อินทิกายกมือขึ้นวางทาบหน้าอกตัวเอง
ฟังเสียงหัวใจที่ยังเต้น..ตึกตัก ตึกตัก
...ยังมีชีวิตอยู่
โอเค เธอยังมีชีวิตอยู่ หญิงสาวบอกกับตัวเองเช่นนั้น
หญิงสาวสงบสติกับตัวเองสักพัก
หยาดน้ำตาไหลลงมาจากนัยน์ตาสีฟ้าสวยใส
นี่เธอนอนร้องไห้งั้นเหรอ??? เกิดบ้าอะไรขึ้นมาเนี่ย
“ฝันบ้าอะไรวะ เหมือนจริงชะมัด” อินทิกาสบถขึ้นอย่างหัวเสียที่ความฝันทำเธอใจสั่นไปหมด
ใบหน้างามขมวดคิ้วขึ้นในเรื่องที่ฝัน
ความตาย...ไร้สาระน่ะ
เหงื่อที่เปียกชื้นเต็มแผ่นหลังทำให้หญิงสาวไม่สบายตัว อินทิกาตัดสินใจไปอาบน้ำเพื่อไล่เรื่องรกสมองทิ้งไป
ดวงตาสีฟ้าใสที่ได้มาจากเชื้อสายของบิดามองผ่านนาฬิกาไปอย่างไม่ตั้งใจ
และมองเห็นเข็มสั้นชี้ที่เลขแปด เข็มยาวชี้มาที่เลขหก
“เวร..สายแล้ว ตายล่ะหว่า”
หญิงสาวทิ้งทุกอย่างไปทันทีเมื่อวันนี้คือวันที่เธอจะต้องรีบไปขึ้นเครื่องบินไปสาธารณรัฐชาร์มา
............................................................
