[size=150]9.
ราชองครักษ์หนุ่มสองนายประคองสุลต่านฮาซานกลับมายังห้องบรรทมหลังจากงานเลี้ยงเสร็จสิ้นลง ทั้งสองวางพระองค์ประทับนอนทอดพระวรกายยาวไปบนเตียงนุ่ม ก่อนจะจัดการถอนฉลองพระบาทออกแล้วสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาอีกคนออกไป
"ทำไมถึงได้ทรงดื่มจนเมามายอย่างนี่เล่าพ่ะย่ะค่ะ" พันเอกนาซเซอร์ ราชองครักษ์หนุ่มทูลถามเชิงตำหนิในฐานะที่เป็นพระสหายสนิทของพระองค์ในอีกตำแหน่งด้วย
"แกเป็นครายวะ ทามมายมาถามฉันอย่างนี้ อยากหัว...หลุดจากบ่าหรืองาย" ทรงตรัสอ้อแอ้ พระเนตรยังคงหลับอยู่
"หม่อมฉันเตือนด้วยความหวังดีต่อพระองค์น่ะพ่ะย่ะค่ะ"
"เฮ้ย" ทรงตะคอกด้วยความขุ่นเคืองพระทัยก่อนจะลุกขึ้นมาบีบแก้มขององครักษ์หนุ่ม ทรงปรือพระเนตรทอดมองก่อนจะลดความกราดเกรี้ยวลง "อ้อ...นาซเซอร์หรอกหรือ" จากนั้นจึงคลายพระหัตถ์ออกแล้วล้มตัวลงนอนตามเดิม
"กระหม่อมเองพ่ะย่ะค่ะ" เขาตอบ "พระองค์ไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน"
"วันนี้มันวันสำคัญ ดื่มนิดๆหน่อยๆจะเป็นอะไรไป"
"เมาขนาดนี้ไม่เรียกว่านิดหน่อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
"เอาน่า อย่าเรื่องมากไปหน่อยเลย" ทรงตัดบทอย่างรำคาญพระทัย
"พ่ะย่ะค่ะ" ชายหนุ่มถอนใจ
ความเงียบครอบงำห้องบรรทมชั่วขณะ พันเอกหนุ่มจัดแจงนำผ้าชุบน้ำซับพระพักตร์ของสุลต่านหนุ่มอย่างระมัดระวัง
"นาซเซอร์" ในที่สุดก็ทรงเรียก
"พ่ะย่ะค่ะ"
"เจ้ามีความภักดีต่อฉันเพียงไร" ตรัสถามด้วยพระสุรเสียงจริงจัง แต่พระเนตรก็ยังคงปิดสนิท
"มากกว่าชีวิตของตัวเองพ่ะย่ะค่ะ"
"แล้วถ้าฉันจะให้เจ้าทำอะไรให้สักอย่างที่ผิดกฎหมาย เจ้าจะทำให้ฉันได้หรือไม่"
"ถ้าเป็นพระประสงค์ กระหม่อมก็มิอาจขัดได้พ่ะย่ะค่ะ"
"ดี" พระราชาหนุ่มทรงลุกขึ้นประทับนั่ง "ไปพาทักษอรมาให้ฉันคืนนี้"
องครักษ์หนุ่มเงยหน้ามองด้วยสายตาตกตะลึง มันอาจจะเป็นเพราะความเมาหรือเปล่าที่ทำให้พระองค์ทรงมีรับสั่งเช่นนี้ ทรงจะเรียกตัวหญิงงามคนนั้นมาเข้าเฝ้ากลางดึกอย่างนี้ด้วยเหตุผลอันใดหรือ
"ว่าไงล่ะ" ทรงทวงถามคำตอบ "หรือว่าที่เจ้าพูดมาเมื่อสักครู่นี้จะเป็นเพียงคำหลอกลวง"
"เอ่อ...มิได้พ่ะย่ะค่ะ" ชายหนุ่มค้อมศีรษะด้วยความเกรง
"ถ้าอย่างนั้นก็ไปพาหล่อนมา"
"เอ่อ..." เขาเงยหน้ามองพระองค์อีกครั้ง แต่เมื่อพบกับสายตาดุดันที่ไม่เคยพานพบมาก่อนก็กลับต้องหลบหน้าลง "ได้พ่ะย่ะค่ะ"
"ถ้าอย่างนั้นก็รีบไปสิ" ทรงตวาดสั่งแล้วก็ทรุดตัวลงนอนอีกครั้ง
เสียงนาซเซอร์ลุกไปและปิดประตูลง พระราชาหนุ่มลืมพระเนตรขึ้นมองเพดานอย่างว้าวุ่นและสับสน ทักษอรที่ได้พบวันนี้ทำให้พระองค์รู้สึกหลงใหลจนยากจะถอนพระทัยจากหล่อนขึ้นมาอีกครั้ง แต่ในขณะเดียวกันภาพที่เห็นหล่อนเคียงคู่กับเจ้าชายอัคคาร์หลายต่อหลายครั้งก็กลับทำให้ความชิงชังที่ซ่อนอยู่ระเบิดออกมาพร้อมๆกัน
มันทำให้พระองค์ก็ทรงไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไมพระองค์ถึงได้รู้สึกกับผู้หญิงคนหนึ่งหลากหลายเช่นนี้ ทำไมพระองค์ถึงได้รู้สึกทั้งรักและทั้งเกลียดหล่อนราวกับว่าหล่อนมีสองคนเช่นนั้นล่ะ
* * * * * * * * * *
ทักษอรเดินมาหยุดยืนอยู่หน้าห้องของตัวเอง หล่อนหันยืนพิงประตูแล้วเอ่ยกับผู้สูงศักดิ์ที่พระดำเนินตามมาว่า "ขอบพระทัยเพคะที่มาส่งหม่อมฉันถึงห้อง"
"ไม่เป็นไร" เจ้าชายอัคคาร์ตรัสอย่างยิ้มแย้ม "แต่จะไม่เชิญฉันเข้าไปดื่มอะไรสักหน่อยหรือ"
"เอ่อ..." หญิงสาวรู้สึกตะขิดตะขวงใจ ด้วยเป็นหญิงจึงไม่อยากจะอยู่กับผู้ชายตามลำพังในห้อง และยิ่งเป็นห้องของหล่อนเองด้วยแล้ว มันก็ไม่เป็นการสมควรอย่างยิ่ง "อย่าดีกว่าเพคะ มันไม่เหมาะ อีกอย่างห้องของหม่อมฉันก็คับแคบมีเพียงห้องนอน ไม่ได้มีห้องโถงกลางเหมือนห้องสูทอื่นๆ"
ทรงแย้มสรวลด้วยรู้สึกเลื่อมใสหล่อน เป็นผู้หญิงคนอื่นคงจะรีบทูลเชิญให้พระองค์เสด็จเข้าไป ไม่เว้นแม้แต่ทิชากรน้องสาวของหล่อนเอง "ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร ฉันกลับก่อนก็แล้วกัน"
"ขอบพระทัยอีกครั้งเพคะ" หล่อนค้อมศีรษะให้
เจ้าชายหนุ่มแย้มสรวลตอบ ก่อนจะหันหลังกลับแล้วพระดำเนินไป แต่ยังไม่ทันถึงลิฟท์ดี หญิงสาวก็ร้องเรียกให้พระองค์หันไปหาอีก
"เดี๋ยวก่อนเพคะ"
ทรงหันมาแย้มสรวลให้ นี่หล่อนคงเปลี่ยนใจแล้วกระมัง ถึงได้ตามมาเช่นนี้
"หม่อมฉันอยากจะฝากข่าวไปให้น้องสาวจะได้หรือไม่เพคะ"
ประโยคนั้นทำเอาเจ้าชายหนุ่มทรงผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็ทรงฝืนแย้มสรวลออกไป "เอาสิ"
"บิดามารดาของหม่อมฉันคิดถึงเธอมาก หม่อมฉันอยากให้ทิชากรติดต่อไปหาพวกท่านบ้าง จะเป็นจดหมายหรือโทรศัพท์ก็ได้เพคะ"
"ไม่เห็นต้องยุ่งยากอย่างนั้นเลยนี่" ทรงแย้มยิ้ม "ทำไมคุณไม่กลับไปเมืองไทยแล้วพาท่านทั้งสองบินไปที่อัสบายาห์ล่ะ ผมยินดีต้อนรับครอบครัวของทิชากรเสมอ"
"จริงหรือเพคะ" ใบหน้าของหญิงสาวสดใสขึ้นมาทันตา
"เอาอย่างนี้" ทรงพระดำเนินกลับมา "คุณกลับไปที่เมืองไทยเที่ยวนี้ ก็ไปจัดการแพ็คของ ทั้งของคุณ และของพ่อแม่คุณ ผมจะส่งเครื่องบินไปรับมาเป็นแขกพิเศษของอัสบายาห์สักสองสามสัปดาห์ ดีไหมครับ"
"เอ่อ...แหม หม่อมฉันเกรงใจพระองค์แย่เลยพ่ะย่ะค่ะ"
"อย่าพูดอย่างนั้นสิครับ คุณก็เหมือนคนครอบครัวเดียวกับผม เรื่องแค่นี้ไม่ทำให้เงินที่ผมมีอยู่พร่องลงไปได้สักกระผีกริ้นหรอกน่า"
"เอ่อ..."
"เอาเป็นว่าตามนี้ก็แล้วกัน" ทรงสรุปแล้วหันเดินเข้าไปในลิฟท์ที่เปิดประตูออกมาทันที
เจ้าชายหนุ่มทรงเข้าไปยืนและหันกลับมาแย้มสรวลให้หล่อน หญิงสาวค้อมศีรษะให้ก่อนที่ประตูลิฟท์จะปิดลงในที่สุด
ทักษอรมองประตูลิฟท์ที่สลักเสลาอย่างวิจิตรอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะถอนหายใจแล้วหันจะหลับไปที่ห้องพักของตัวเอง แต่หล่อนก็ต้องพบว่า มีนายทหารคนหนึ่งยืนขวางทางเดินของหล่อนอยู่
"มิสทักษอรใช่ไหมครับ" นายทหารหน้าตาคมคาย รูปร่างบึกบึนสูงใหญ่เอ่ยถามขึ้น
ดีที่เขาสวมยูนิฟอร์มของราชองครักษ์แห่งราชอาณาจักรกอลิยาห์อยู่ ไม่อย่างนั้นหล่อนคงจะต้องตกใจมากกว่านี้ที่มีคนมายืนขวางทางเดินในยามวิกาลเช่นนี้
"ใช่ค่ะ"
"ผมได้รับพระบรมราชโองการจากสุลต่านฮาซาน อาดิล อะมานี ให้มาเชิญคุณไปเข้าเฝ้าครับ" พันเอกหนุ่มกล่าวอย่างสุภาพ
"มีเรื่องอะไรหรือ ทำไมถึงทรงเรียกไปเฝ้าในยามวิกาลเช่นนี้"
"ไม่ทราบครับ" เขาตอบ "ผมคิดว่าคุณจะต้องไปทูลถามกับพระองค์ด้วยตัวเอง"
"ไม่ไปคงไม่ได้สินะ"
นาซเซอร์พยักหน้า โครงหน้าแบบชาวตะวันออกกลางประกอบกับดวงตาสีเหล็กทำให้ทักษอรนึกไปถึงสุลต่านฮาซาน คนที่นี่ช่างหล่อเหลาสมบูรณ์แบบอย่างนี้ทุกคนหรือเปล่าหนอ
"ถ้าอย่างนั้นก็รอให้ฉันเปลี่ยนชุดก่อนได้ไหม"
"ผมเกรงว่าจะไม่ทันการครับ ชุดนี้ก็สุภาพเรียบร้อยดีอยู่แล้ว" เขาท้วง
เรียบร้อยหรือ เฮอะ...ก็ถ้าไม่มีผ้าคลุมที่ฉันสรรหามาเอง มันก็คงไม่เรียบร้อยอย่างที่เห็นหรอก
"ก็ได้" หล่อนยอมจำนน "พาฉันไปสิ ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่าสุลต่านของเธอต้องการอะไรจากฉันกันแน่"
ราชองครักษ์จึงผายมือไปยังลิฟท์ที่เปิดขึ้นอีกครั้ง หลังจากทำภารกิจส่งเสด็จเจ้าชายอัคคาร์เรียบร้อยแล้ว หญิงสาวค้อมศีรษะให้ก่อนจะเดินเข้าสู่ตัวลิฟท์ โดยที่ไม่รู้ว่าวันนี้จะเป็นวันที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของหล่อนไปตลอดกาล
* * * * * * * * * *
ไม่นานหลังจากออกจากโรงแรมที่พัก พันเอกนาซเซอร์ก็พาทักษอรมาถึงห้องบรรทมของสุลต่านฮาซานซึ่งอยู่ชั้นในสุดของพระราชวังกลางเมืองดูฮา หญิงสาวสังเกตเห็นว่าพระองค์ยังคงประทับนอนเหยียดยาวอยู่บนเตียงนุ่มอย่างสบายอารมณ์ ดูไม่เหมือนมีเหตุด่วนเร่งร้อนเหมือนที่ราชองครักษ์หนุ่มบอกเลยสักนิดเดียว
"กระหม่อมนำมิสทักษอรมาเข้าเฝ้าแล้วพ่ะย่ะค่ะ" นาซเซอร์เอ่ยด้วยเสียงอันดังหวังจะปลุกให้องค์สุลต่านตื่นบรรทมขึ้นมา
"ดี" ทรงตรัสขึ้นในทันที แสดงให้เห็นว่าพระองค์ไม่ได้ทรงหลับสนิทเหมือนท่าทางที่เห็น "นายออกไปได้แล้ว แล้วก็ไม่ต้องให้ใครเข้ามาถ้าไม่ได้รับคำสั่งจากฉัน"
ทั้งนาซเซอร์และทักษอรต่างหันจ้องมองกัน หญิงสาวส่ายหัวบอกใบ้ไม่ให้เขาทำตามที่ได้ทรงรับสั่ง แต่ชายหนุ่มกลับส่ายศีรษะตอบอย่างจนใจ แล้วก็ลุกเดินออกจากห้องไป หญิงสาวได้แต่มองตามองครักษ์หนุ่มไปอย่างเว้าวอนทั้งๆที่รู้ว่ามันไม่มีผลอะไรเลยสักนิดเดียว
"ทำไม กลัวฉันมากหรือไง" ทรงลุกขึ้นประทับนั่ง ฉลองพระองค์แบะออกเผยให้เห็นพระโลมาบนพระอุราจนหญิงสาวต้องหลบตาด้วยความอาย รู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้า นี่เป็นครั้งแรกที่อยู่ในห้องสองต่อสองกับชายอื่น และที่สำคัญ ทรงแต่งกายไม่เรียบร้อยนัก
สุลต่านลุกจากพระแท่นแล้วพระราชดำเนินมาใกล้ หญิงสาวได้กลิ่นของบรั่นดีคละคลุ้งไปหมด กลิ่นของน้ำเมารุนแรงกว่าตอนที่เต้นรำจนหล่อนรู้สึกมึนงงขึ้นมาเล็กน้อย
ทรงเอื้อมพระดรรชนีมาไล้แก้มนวลของทักษอร หญิงสาวเอียงศีรษะผละหนีตามสัญชาตญาณกุลสตรีในทันทีที่รู้สึกถึงความรุ่มร้อนของบุรุษเพศ
"ทำไม" ทรงกล่าวด้วยพระสุรเสียงเข้ม "ทำอย่างกับไม่เคยแตะเนื้อต้องตัวชายอย่างนั้นแหละ"
พระราชดำรัสทำให้ทักษอรรู้สึกขุ่นเคืองใจไม่น้อย แต่ก็คิดว่า สู้นิ่งไว้เสียจะดีกว่า ควรพูดเรื่องธุระให้มันจบๆไปเสีย จะได้ออกไปจากห้องที่เต็มไปด้วยบรรยกาศแห่งความมึนเมานี่เสียเร็วๆ
"ทรงเรียกหม่อมฉันมาพบ ไม่ทราบว่ามีอะไรหรือเปล่าเพคะ"
"ก็แค่อยากจะทบทวนเรื่องเก่าๆของเราเสียหน่อย"
"แล้วทำไมต้องเป็นกลางดึกอย่างนี้ด้วยเพคะ" ทักษอรถามออกไปอย่างไม่เข้าใจ
"ก็ฉันคิดถึงเธอมากจนรอให้ถึงพรุ่งนี้ไม่ไหวน่ะสิ" ตรัสพร้อมกับโผเข้าหาหมายจะกอดหล่อนให้สมกับความโหยหามาแรมปี
แต่ทักษอรก็ไหวตัวทัน หญิงสาวหลบการจู่โจมจนสุลต่านหนุ่มหน้าคะมำไป
"ฝ่าบาทจะทำอะไรเพคะ" หล่อนร้องถามด้วยความตกใจ
"นี่อย่ามาทำตัวเป็นสาวบริสุทธิ์ต่อหน้าฉันไปหน่อยเลยน่า" ทรงตรัสออกไปด้วยความพิโรธและมึนเมาเป็นกำลัง
หญิงสาวถลึงตามองพระพักตร์แดงก่ำของสุลต่านหนุ่มทันที ความเดือดดาลเพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าทวี เมื่อถูกดูหมิ่นศักดิ์ศรีผู้หญิงอย่างต่อเนื่องถึงเพียงนี้ "ทรงเมามากแล้ว พรุ่งนี้ค่อยคุยกันจะดีกว่า ตอนนี้หม่อมฉันอยากจะขอตัวกลับก่อนเพคะ"
ทักษอรรีบลุกเดินไปยังประตูอย่างรวดเร็วที่สุด แต่ถึงแม้ว่าสุลต่านหนุ่มจะอยู่ในอาการเมามาย พระองค์ก็ยังทรงไวพอที่จะดึงรั้งแขนของหล่อนเอาไว้ได้ทันก่อนที่หล่อนจะถึงประตู
"เธอจะไปไหนไม่ได้ ถ้าฉันไม่อนุญาต" ทรงคำราม
"ฝ่าบาทไม่มีสิทธิ์มากักขังหม่อมฉันนะเพคะ" หญิงสาวหันขวับมาต่อว่า
"ทำไมฉันจะไม่มีสิทธิ์ ฉันเป็นผัวของเธอนะ"
เท่านั้นเอง ความอดทนของทักษอรก็ถึงขีดสุด หญิงสาวตบพระปรางค์ของสุลต่านหนุ่มอย่างแรงจนพระพักตร์หัน "หม่อมฉันไม่เคยเป็นเมียใคร ฝ่าบาททรงเมามากแล้ว หยุดพูดเรื่องเหลวไหลแล้วไปนอนซะ แล้วหม่อมฉันจะถือเสียว่าเรื่องคืนนี้ไม่เคยเกิดขึ้น"
พระเนตรเบิกกว้างด้วยความพิโรธ นี่หล่อนพูดออกมาได้อย่างไรกันว่าไม่เคยเป็นเมียใคร แล้วเหตุการณ์ที่อพาร์ตเมนต์ของหล่อน และที่บ้านพักของพระองค์เล่า มันไม่ได้อยู่ในหัวสมองของหล่อนสักนิดเลยเชียวหรือ
"เธอนี่มันลืมง่ายจริงๆนะ" ทรงรวบตัวหล่อนมาบีบต้นแขนทั้งสองอย่างลืมพระองค์ กลิ่นอัลกอฮอลล์ที่ผสมมากับพระปัสสาสะทำให้หล่อนรู้สึกมึนหัวเพิ่มมากขึ้นไปอีก
"หม่อมฉันเจ็บนะเพคะ" หญิงสาวโอดโอย
"เธอเจ็บไม่เท่ากับที่ฉันเจ็บหรอก" ทรงขบพระทนต์ด้วยความกราดเกรี้ยว
"หม่อมฉันไปทำอะไรให้พระองค์ไม่ทราบ"
"ได้" ทรงตรัสด้วยพระสุรเสียงกราดเกรี้ยว "ฉันจะทบทวนความจำให้เธอเอง"
สุลต่านหนุ่มเหวี่ยงทักษอรไปด้านหลัง ร่างของหญิงสาวเซถลาไปด้วยแรงเหวี่ยงอันมหาศาลจนไปนอนแผ่อยู่บนพระแท่นของพระองค์
"ฝ่าบาทจะทำอะไรหม่อมฉันน่ะ" หล่อนร้องถามด้วยความตกใจ พร้อมกับขยับผ้าคลุมอย่างหวาดกลัว
"ก็จะทำให้เธอจำได้น่ะสิว่า เราสองคนเคยมีอะไรกันดูดดื่มเพียงไร" ทรงโผเข้ามาคร่อมร่างหล่อนเอาไว้ ร่างกายที่ใหญ่โตและกำลังชายที่มีมากกว่าทำให้หล่อนไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้เลย
ทักษอรพยายามปัดป้องตัวเองอย่างสุดฤทธิ์ "อย่าเพคะ พระองค์ทรงเมาแล้วเพคะ"
"คนที่เมาน่ะมันเธอต่างหาก" ทรงตะคอก สองพระหัตถ์คว้าข้อมือของหล่อนให้หยุดทุบตีพระองค์เสียที ก่อนที่จะคำรามออกไปว่า "เมาผัวใหม่จนลืมผัวเก่า"
ทักษอรเบิกตากว้าง ทรงไม่เพียงแต่กล่าวหาว่าหล่อนเป็นเมียเท่านั้น แต่ยังทรงตรัสในทำนองที่ว่าหล่อนเป็นผู้หญิงหลายใจหลายผัวอีกต่างหาก อะดรีนาลีนพุ่งสูงจนสามารถสลัดมือจากการพันธนาการไปตบเข้าที่พระปรางค์ของสุลต่านฮาซานจนพระพักตร์หันไปอีกครั้ง
"นี่เธอตบฉันอีกแล้วนะ" ความฉุนเฉียวเพิ่มขึ้นถึงขีดสุดเมื่อได้รับการสนองตอบอย่างรุนแรง ทรงดึงคว้าผ้าคลุมของหล่อนหมายจะดึงออก
ทักษอรพยายามดึงรั้งเอาไว้ด้วยมันเป็นปราการด่านหนึ่งที่จะไม่ให้พระองค์รุกล้ำร่างกายของหล่อนได้ แต่หล่อนก็สู้พลังของสุลต่านหนุ่มไม่ได้ ผ้าคลุมที่หล่อนใช้พรางเรือนร่างจากชุดวาบหวิวขาดกระจุยกระจายติดพระหัตถ์ไปในที่สุด
เมื่อไร้ผ้าคลุมกายแล้ว เรือนร่างอันน่ายั่วยวนของทักษอรก็ปรากฏโฉมแด่องค์สุลต่านฮาซาน ทรงทอดพระเนตรทรวงอกอวบอิ่มที่โผล่พ้นคอเสื้อที่เว้าลึกด้วยพระทัยที่เต้นไม่เป็นจังหวะ "ดูสิ เธออยู่ในชุดของฉันแล้วดูดีจะตาย ทำไมต้องเอาไอ้ผ้าผืนนั้นมาปกปิดเรือนร่างอันงดงามนี้ไว้ด้วย หรือว่าหวงเอาไว้ให้ใครดูหรือไง"
"หม่อมฉันจะให้ใครดูก็ช่าง แต่ไม่ใช่ฝ่าบาทแน่ๆ" ทักษอรรีบดึงมือตัวเองมาปกปิดทรวงอกเอาไว้
"ถ้าฉันจะดู ก
