Welcome
Welcome to <strong>mookfah</strong>.

You are currently viewing our boards as a guest, which gives you limited access to view most discussions and access our other features. By joining our free community, you will have access to post topics, communicate privately with other members (PM), respond to polls, upload content, and access many other special features. Registration is fast, simple, and absolutely free, so please, <a href="/profile.php?mode=register">join our community today</a>!

บทที่ 9

...ร้อนแรงบาดจิต....ในทะเลทรายร้อนระอุ
จาก ซ่อนกลิ่น

บทที่ 9

Postby ซ่อนกลิ่ on Tue Jun 19, 2007 1:56 am

[size=150]9.

ราชองครักษ์หนุ่มสองนายประคองสุลต่านฮาซานกลับมายังห้องบรรทมหลังจากงานเลี้ยงเสร็จสิ้นลง ทั้งสองวางพระองค์ประทับนอนทอดพระวรกายยาวไปบนเตียงนุ่ม ก่อนจะจัดการถอนฉลองพระบาทออกแล้วสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาอีกคนออกไป

"ทำไมถึงได้ทรงดื่มจนเมามายอย่างนี่เล่าพ่ะย่ะค่ะ" พันเอกนาซเซอร์ ราชองครักษ์หนุ่มทูลถามเชิงตำหนิในฐานะที่เป็นพระสหายสนิทของพระองค์ในอีกตำแหน่งด้วย

"แกเป็นครายวะ ทามมายมาถามฉันอย่างนี้ อยากหัว...หลุดจากบ่าหรืองาย" ทรงตรัสอ้อแอ้ พระเนตรยังคงหลับอยู่

"หม่อมฉันเตือนด้วยความหวังดีต่อพระองค์น่ะพ่ะย่ะค่ะ"

"เฮ้ย" ทรงตะคอกด้วยความขุ่นเคืองพระทัยก่อนจะลุกขึ้นมาบีบแก้มขององครักษ์หนุ่ม ทรงปรือพระเนตรทอดมองก่อนจะลดความกราดเกรี้ยวลง "อ้อ...นาซเซอร์หรอกหรือ" จากนั้นจึงคลายพระหัตถ์ออกแล้วล้มตัวลงนอนตามเดิม

"กระหม่อมเองพ่ะย่ะค่ะ" เขาตอบ "พระองค์ไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน"

"วันนี้มันวันสำคัญ ดื่มนิดๆหน่อยๆจะเป็นอะไรไป"

"เมาขนาดนี้ไม่เรียกว่านิดหน่อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ"

"เอาน่า อย่าเรื่องมากไปหน่อยเลย" ทรงตัดบทอย่างรำคาญพระทัย

"พ่ะย่ะค่ะ" ชายหนุ่มถอนใจ

ความเงียบครอบงำห้องบรรทมชั่วขณะ พันเอกหนุ่มจัดแจงนำผ้าชุบน้ำซับพระพักตร์ของสุลต่านหนุ่มอย่างระมัดระวัง


"นาซเซอร์" ในที่สุดก็ทรงเรียก

"พ่ะย่ะค่ะ"

"เจ้ามีความภักดีต่อฉันเพียงไร" ตรัสถามด้วยพระสุรเสียงจริงจัง แต่พระเนตรก็ยังคงปิดสนิท

"มากกว่าชีวิตของตัวเองพ่ะย่ะค่ะ"

"แล้วถ้าฉันจะให้เจ้าทำอะไรให้สักอย่างที่ผิดกฎหมาย เจ้าจะทำให้ฉันได้หรือไม่"

"ถ้าเป็นพระประสงค์ กระหม่อมก็มิอาจขัดได้พ่ะย่ะค่ะ"

"ดี" พระราชาหนุ่มทรงลุกขึ้นประทับนั่ง "ไปพาทักษอรมาให้ฉันคืนนี้"

องครักษ์หนุ่มเงยหน้ามองด้วยสายตาตกตะลึง มันอาจจะเป็นเพราะความเมาหรือเปล่าที่ทำให้พระองค์ทรงมีรับสั่งเช่นนี้ ทรงจะเรียกตัวหญิงงามคนนั้นมาเข้าเฝ้ากลางดึกอย่างนี้ด้วยเหตุผลอันใดหรือ

"ว่าไงล่ะ" ทรงทวงถามคำตอบ "หรือว่าที่เจ้าพูดมาเมื่อสักครู่นี้จะเป็นเพียงคำหลอกลวง"

"เอ่อ...มิได้พ่ะย่ะค่ะ" ชายหนุ่มค้อมศีรษะด้วยความเกรง

"ถ้าอย่างนั้นก็ไปพาหล่อนมา"

"เอ่อ..." เขาเงยหน้ามองพระองค์อีกครั้ง แต่เมื่อพบกับสายตาดุดันที่ไม่เคยพานพบมาก่อนก็กลับต้องหลบหน้าลง "ได้พ่ะย่ะค่ะ"

"ถ้าอย่างนั้นก็รีบไปสิ" ทรงตวาดสั่งแล้วก็ทรุดตัวลงนอนอีกครั้ง

เสียงนาซเซอร์ลุกไปและปิดประตูลง พระราชาหนุ่มลืมพระเนตรขึ้นมองเพดานอย่างว้าวุ่นและสับสน ทักษอรที่ได้พบวันนี้ทำให้พระองค์รู้สึกหลงใหลจนยากจะถอนพระทัยจากหล่อนขึ้นมาอีกครั้ง แต่ในขณะเดียวกันภาพที่เห็นหล่อนเคียงคู่กับเจ้าชายอัคคาร์หลายต่อหลายครั้งก็กลับทำให้ความชิงชังที่ซ่อนอยู่ระเบิดออกมาพร้อมๆกัน

มันทำให้พระองค์ก็ทรงไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไมพระองค์ถึงได้รู้สึกกับผู้หญิงคนหนึ่งหลากหลายเช่นนี้ ทำไมพระองค์ถึงได้รู้สึกทั้งรักและทั้งเกลียดหล่อนราวกับว่าหล่อนมีสองคนเช่นนั้นล่ะ

* * * * * * * * * *

ทักษอรเดินมาหยุดยืนอยู่หน้าห้องของตัวเอง หล่อนหันยืนพิงประตูแล้วเอ่ยกับผู้สูงศักดิ์ที่พระดำเนินตามมาว่า "ขอบพระทัยเพคะที่มาส่งหม่อมฉันถึงห้อง"

"ไม่เป็นไร" เจ้าชายอัคคาร์ตรัสอย่างยิ้มแย้ม "แต่จะไม่เชิญฉันเข้าไปดื่มอะไรสักหน่อยหรือ"

"เอ่อ..." หญิงสาวรู้สึกตะขิดตะขวงใจ ด้วยเป็นหญิงจึงไม่อยากจะอยู่กับผู้ชายตามลำพังในห้อง และยิ่งเป็นห้องของหล่อนเองด้วยแล้ว มันก็ไม่เป็นการสมควรอย่างยิ่ง "อย่าดีกว่าเพคะ มันไม่เหมาะ อีกอย่างห้องของหม่อมฉันก็คับแคบมีเพียงห้องนอน ไม่ได้มีห้องโถงกลางเหมือนห้องสูทอื่นๆ"

ทรงแย้มสรวลด้วยรู้สึกเลื่อมใสหล่อน เป็นผู้หญิงคนอื่นคงจะรีบทูลเชิญให้พระองค์เสด็จเข้าไป ไม่เว้นแม้แต่ทิชากรน้องสาวของหล่อนเอง "ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร ฉันกลับก่อนก็แล้วกัน"

"ขอบพระทัยอีกครั้งเพคะ" หล่อนค้อมศีรษะให้

เจ้าชายหนุ่มแย้มสรวลตอบ ก่อนจะหันหลังกลับแล้วพระดำเนินไป แต่ยังไม่ทันถึงลิฟท์ดี หญิงสาวก็ร้องเรียกให้พระองค์หันไปหาอีก

"เดี๋ยวก่อนเพคะ"

ทรงหันมาแย้มสรวลให้ นี่หล่อนคงเปลี่ยนใจแล้วกระมัง ถึงได้ตามมาเช่นนี้

"หม่อมฉันอยากจะฝากข่าวไปให้น้องสาวจะได้หรือไม่เพคะ"

ประโยคนั้นทำเอาเจ้าชายหนุ่มทรงผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็ทรงฝืนแย้มสรวลออกไป "เอาสิ"

"บิดามารดาของหม่อมฉันคิดถึงเธอมาก หม่อมฉันอยากให้ทิชากรติดต่อไปหาพวกท่านบ้าง จะเป็นจดหมายหรือโทรศัพท์ก็ได้เพคะ"

"ไม่เห็นต้องยุ่งยากอย่างนั้นเลยนี่" ทรงแย้มยิ้ม "ทำไมคุณไม่กลับไปเมืองไทยแล้วพาท่านทั้งสองบินไปที่อัสบายาห์ล่ะ ผมยินดีต้อนรับครอบครัวของทิชากรเสมอ"

"จริงหรือเพคะ" ใบหน้าของหญิงสาวสดใสขึ้นมาทันตา

"เอาอย่างนี้" ทรงพระดำเนินกลับมา "คุณกลับไปที่เมืองไทยเที่ยวนี้ ก็ไปจัดการแพ็คของ ทั้งของคุณ และของพ่อแม่คุณ ผมจะส่งเครื่องบินไปรับมาเป็นแขกพิเศษของอัสบายาห์สักสองสามสัปดาห์ ดีไหมครับ"

"เอ่อ...แหม หม่อมฉันเกรงใจพระองค์แย่เลยพ่ะย่ะค่ะ"

"อย่าพูดอย่างนั้นสิครับ คุณก็เหมือนคนครอบครัวเดียวกับผม เรื่องแค่นี้ไม่ทำให้เงินที่ผมมีอยู่พร่องลงไปได้สักกระผีกริ้นหรอกน่า"

"เอ่อ..."

"เอาเป็นว่าตามนี้ก็แล้วกัน" ทรงสรุปแล้วหันเดินเข้าไปในลิฟท์ที่เปิดประตูออกมาทันที

เจ้าชายหนุ่มทรงเข้าไปยืนและหันกลับมาแย้มสรวลให้หล่อน หญิงสาวค้อมศีรษะให้ก่อนที่ประตูลิฟท์จะปิดลงในที่สุด

ทักษอรมองประตูลิฟท์ที่สลักเสลาอย่างวิจิตรอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะถอนหายใจแล้วหันจะหลับไปที่ห้องพักของตัวเอง แต่หล่อนก็ต้องพบว่า มีนายทหารคนหนึ่งยืนขวางทางเดินของหล่อนอยู่

"มิสทักษอรใช่ไหมครับ" นายทหารหน้าตาคมคาย รูปร่างบึกบึนสูงใหญ่เอ่ยถามขึ้น

ดีที่เขาสวมยูนิฟอร์มของราชองครักษ์แห่งราชอาณาจักรกอลิยาห์อยู่ ไม่อย่างนั้นหล่อนคงจะต้องตกใจมากกว่านี้ที่มีคนมายืนขวางทางเดินในยามวิกาลเช่นนี้

"ใช่ค่ะ"

"ผมได้รับพระบรมราชโองการจากสุลต่านฮาซาน อาดิล อะมานี ให้มาเชิญคุณไปเข้าเฝ้าครับ" พันเอกหนุ่มกล่าวอย่างสุภาพ

"มีเรื่องอะไรหรือ ทำไมถึงทรงเรียกไปเฝ้าในยามวิกาลเช่นนี้"

"ไม่ทราบครับ" เขาตอบ "ผมคิดว่าคุณจะต้องไปทูลถามกับพระองค์ด้วยตัวเอง"

"ไม่ไปคงไม่ได้สินะ"

นาซเซอร์พยักหน้า โครงหน้าแบบชาวตะวันออกกลางประกอบกับดวงตาสีเหล็กทำให้ทักษอรนึกไปถึงสุลต่านฮาซาน คนที่นี่ช่างหล่อเหลาสมบูรณ์แบบอย่างนี้ทุกคนหรือเปล่าหนอ

"ถ้าอย่างนั้นก็รอให้ฉันเปลี่ยนชุดก่อนได้ไหม"

"ผมเกรงว่าจะไม่ทันการครับ ชุดนี้ก็สุภาพเรียบร้อยดีอยู่แล้ว" เขาท้วง

เรียบร้อยหรือ เฮอะ...ก็ถ้าไม่มีผ้าคลุมที่ฉันสรรหามาเอง มันก็คงไม่เรียบร้อยอย่างที่เห็นหรอก

"ก็ได้" หล่อนยอมจำนน "พาฉันไปสิ ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่าสุลต่านของเธอต้องการอะไรจากฉันกันแน่"

ราชองครักษ์จึงผายมือไปยังลิฟท์ที่เปิดขึ้นอีกครั้ง หลังจากทำภารกิจส่งเสด็จเจ้าชายอัคคาร์เรียบร้อยแล้ว หญิงสาวค้อมศีรษะให้ก่อนจะเดินเข้าสู่ตัวลิฟท์ โดยที่ไม่รู้ว่าวันนี้จะเป็นวันที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของหล่อนไปตลอดกาล

* * * * * * * * * *

ไม่นานหลังจากออกจากโรงแรมที่พัก พันเอกนาซเซอร์ก็พาทักษอรมาถึงห้องบรรทมของสุลต่านฮาซานซึ่งอยู่ชั้นในสุดของพระราชวังกลางเมืองดูฮา หญิงสาวสังเกตเห็นว่าพระองค์ยังคงประทับนอนเหยียดยาวอยู่บนเตียงนุ่มอย่างสบายอารมณ์ ดูไม่เหมือนมีเหตุด่วนเร่งร้อนเหมือนที่ราชองครักษ์หนุ่มบอกเลยสักนิดเดียว

"กระหม่อมนำมิสทักษอรมาเข้าเฝ้าแล้วพ่ะย่ะค่ะ" นาซเซอร์เอ่ยด้วยเสียงอันดังหวังจะปลุกให้องค์สุลต่านตื่นบรรทมขึ้นมา

"ดี" ทรงตรัสขึ้นในทันที แสดงให้เห็นว่าพระองค์ไม่ได้ทรงหลับสนิทเหมือนท่าทางที่เห็น "นายออกไปได้แล้ว แล้วก็ไม่ต้องให้ใครเข้ามาถ้าไม่ได้รับคำสั่งจากฉัน"

ทั้งนาซเซอร์และทักษอรต่างหันจ้องมองกัน หญิงสาวส่ายหัวบอกใบ้ไม่ให้เขาทำตามที่ได้ทรงรับสั่ง แต่ชายหนุ่มกลับส่ายศีรษะตอบอย่างจนใจ แล้วก็ลุกเดินออกจากห้องไป หญิงสาวได้แต่มองตามองครักษ์หนุ่มไปอย่างเว้าวอนทั้งๆที่รู้ว่ามันไม่มีผลอะไรเลยสักนิดเดียว


"ทำไม กลัวฉันมากหรือไง" ทรงลุกขึ้นประทับนั่ง ฉลองพระองค์แบะออกเผยให้เห็นพระโลมาบนพระอุราจนหญิงสาวต้องหลบตาด้วยความอาย รู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้า นี่เป็นครั้งแรกที่อยู่ในห้องสองต่อสองกับชายอื่น และที่สำคัญ ทรงแต่งกายไม่เรียบร้อยนัก

สุลต่านลุกจากพระแท่นแล้วพระราชดำเนินมาใกล้ หญิงสาวได้กลิ่นของบรั่นดีคละคลุ้งไปหมด กลิ่นของน้ำเมารุนแรงกว่าตอนที่เต้นรำจนหล่อนรู้สึกมึนงงขึ้นมาเล็กน้อย

ทรงเอื้อมพระดรรชนีมาไล้แก้มนวลของทักษอร หญิงสาวเอียงศีรษะผละหนีตามสัญชาตญาณกุลสตรีในทันทีที่รู้สึกถึงความรุ่มร้อนของบุรุษเพศ

"ทำไม" ทรงกล่าวด้วยพระสุรเสียงเข้ม "ทำอย่างกับไม่เคยแตะเนื้อต้องตัวชายอย่างนั้นแหละ"

พระราชดำรัสทำให้ทักษอรรู้สึกขุ่นเคืองใจไม่น้อย แต่ก็คิดว่า สู้นิ่งไว้เสียจะดีกว่า ควรพูดเรื่องธุระให้มันจบๆไปเสีย จะได้ออกไปจากห้องที่เต็มไปด้วยบรรยกาศแห่งความมึนเมานี่เสียเร็วๆ

"ทรงเรียกหม่อมฉันมาพบ ไม่ทราบว่ามีอะไรหรือเปล่าเพคะ"

"ก็แค่อยากจะทบทวนเรื่องเก่าๆของเราเสียหน่อย"

"แล้วทำไมต้องเป็นกลางดึกอย่างนี้ด้วยเพคะ" ทักษอรถามออกไปอย่างไม่เข้าใจ

"ก็ฉันคิดถึงเธอมากจนรอให้ถึงพรุ่งนี้ไม่ไหวน่ะสิ" ตรัสพร้อมกับโผเข้าหาหมายจะกอดหล่อนให้สมกับความโหยหามาแรมปี

แต่ทักษอรก็ไหวตัวทัน หญิงสาวหลบการจู่โจมจนสุลต่านหนุ่มหน้าคะมำไป

"ฝ่าบาทจะทำอะไรเพคะ" หล่อนร้องถามด้วยความตกใจ

"นี่อย่ามาทำตัวเป็นสาวบริสุทธิ์ต่อหน้าฉันไปหน่อยเลยน่า" ทรงตรัสออกไปด้วยความพิโรธและมึนเมาเป็นกำลัง

หญิงสาวถลึงตามองพระพักตร์แดงก่ำของสุลต่านหนุ่มทันที ความเดือดดาลเพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าทวี เมื่อถูกดูหมิ่นศักดิ์ศรีผู้หญิงอย่างต่อเนื่องถึงเพียงนี้ "ทรงเมามากแล้ว พรุ่งนี้ค่อยคุยกันจะดีกว่า ตอนนี้หม่อมฉันอยากจะขอตัวกลับก่อนเพคะ"

ทักษอรรีบลุกเดินไปยังประตูอย่างรวดเร็วที่สุด แต่ถึงแม้ว่าสุลต่านหนุ่มจะอยู่ในอาการเมามาย พระองค์ก็ยังทรงไวพอที่จะดึงรั้งแขนของหล่อนเอาไว้ได้ทันก่อนที่หล่อนจะถึงประตู

"เธอจะไปไหนไม่ได้ ถ้าฉันไม่อนุญาต" ทรงคำราม

"ฝ่าบาทไม่มีสิทธิ์มากักขังหม่อมฉันนะเพคะ" หญิงสาวหันขวับมาต่อว่า

"ทำไมฉันจะไม่มีสิทธิ์ ฉันเป็นผัวของเธอนะ"

เท่านั้นเอง ความอดทนของทักษอรก็ถึงขีดสุด หญิงสาวตบพระปรางค์ของสุลต่านหนุ่มอย่างแรงจนพระพักตร์หัน "หม่อมฉันไม่เคยเป็นเมียใคร ฝ่าบาททรงเมามากแล้ว หยุดพูดเรื่องเหลวไหลแล้วไปนอนซะ แล้วหม่อมฉันจะถือเสียว่าเรื่องคืนนี้ไม่เคยเกิดขึ้น"

พระเนตรเบิกกว้างด้วยความพิโรธ นี่หล่อนพูดออกมาได้อย่างไรกันว่าไม่เคยเป็นเมียใคร แล้วเหตุการณ์ที่อพาร์ตเมนต์ของหล่อน และที่บ้านพักของพระองค์เล่า มันไม่ได้อยู่ในหัวสมองของหล่อนสักนิดเลยเชียวหรือ

"เธอนี่มันลืมง่ายจริงๆนะ" ทรงรวบตัวหล่อนมาบีบต้นแขนทั้งสองอย่างลืมพระองค์ กลิ่นอัลกอฮอลล์ที่ผสมมากับพระปัสสาสะทำให้หล่อนรู้สึกมึนหัวเพิ่มมากขึ้นไปอีก

"หม่อมฉันเจ็บนะเพคะ" หญิงสาวโอดโอย

"เธอเจ็บไม่เท่ากับที่ฉันเจ็บหรอก" ทรงขบพระทนต์ด้วยความกราดเกรี้ยว

"หม่อมฉันไปทำอะไรให้พระองค์ไม่ทราบ"

"ได้" ทรงตรัสด้วยพระสุรเสียงกราดเกรี้ยว "ฉันจะทบทวนความจำให้เธอเอง"

สุลต่านหนุ่มเหวี่ยงทักษอรไปด้านหลัง ร่างของหญิงสาวเซถลาไปด้วยแรงเหวี่ยงอันมหาศาลจนไปนอนแผ่อยู่บนพระแท่นของพระองค์

"ฝ่าบาทจะทำอะไรหม่อมฉันน่ะ" หล่อนร้องถามด้วยความตกใจ พร้อมกับขยับผ้าคลุมอย่างหวาดกลัว

"ก็จะทำให้เธอจำได้น่ะสิว่า เราสองคนเคยมีอะไรกันดูดดื่มเพียงไร" ทรงโผเข้ามาคร่อมร่างหล่อนเอาไว้ ร่างกายที่ใหญ่โตและกำลังชายที่มีมากกว่าทำให้หล่อนไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้เลย

ทักษอรพยายามปัดป้องตัวเองอย่างสุดฤทธิ์ "อย่าเพคะ พระองค์ทรงเมาแล้วเพคะ"

"คนที่เมาน่ะมันเธอต่างหาก" ทรงตะคอก สองพระหัตถ์คว้าข้อมือของหล่อนให้หยุดทุบตีพระองค์เสียที ก่อนที่จะคำรามออกไปว่า "เมาผัวใหม่จนลืมผัวเก่า"

ทักษอรเบิกตากว้าง ทรงไม่เพียงแต่กล่าวหาว่าหล่อนเป็นเมียเท่านั้น แต่ยังทรงตรัสในทำนองที่ว่าหล่อนเป็นผู้หญิงหลายใจหลายผัวอีกต่างหาก อะดรีนาลีนพุ่งสูงจนสามารถสลัดมือจากการพันธนาการไปตบเข้าที่พระปรางค์ของสุลต่านฮาซานจนพระพักตร์หันไปอีกครั้ง

"นี่เธอตบฉันอีกแล้วนะ" ความฉุนเฉียวเพิ่มขึ้นถึงขีดสุดเมื่อได้รับการสนองตอบอย่างรุนแรง ทรงดึงคว้าผ้าคลุมของหล่อนหมายจะดึงออก

ทักษอรพยายามดึงรั้งเอาไว้ด้วยมันเป็นปราการด่านหนึ่งที่จะไม่ให้พระองค์รุกล้ำร่างกายของหล่อนได้ แต่หล่อนก็สู้พลังของสุลต่านหนุ่มไม่ได้ ผ้าคลุมที่หล่อนใช้พรางเรือนร่างจากชุดวาบหวิวขาดกระจุยกระจายติดพระหัตถ์ไปในที่สุด

เมื่อไร้ผ้าคลุมกายแล้ว เรือนร่างอันน่ายั่วยวนของทักษอรก็ปรากฏโฉมแด่องค์สุลต่านฮาซาน ทรงทอดพระเนตรทรวงอกอวบอิ่มที่โผล่พ้นคอเสื้อที่เว้าลึกด้วยพระทัยที่เต้นไม่เป็นจังหวะ "ดูสิ เธออยู่ในชุดของฉันแล้วดูดีจะตาย ทำไมต้องเอาไอ้ผ้าผืนนั้นมาปกปิดเรือนร่างอันงดงามนี้ไว้ด้วย หรือว่าหวงเอาไว้ให้ใครดูหรือไง"

"หม่อมฉันจะให้ใครดูก็ช่าง แต่ไม่ใช่ฝ่าบาทแน่ๆ" ทักษอรรีบดึงมือตัวเองมาปกปิดทรวงอกเอาไว้

"ถ้าฉันจะดู ก
ซ่อนกลิ่
 
Posts: 20
Joined: Thu Jun 07, 2007 6:22 am

Postby ซ่อนกลิ่ on Tue Jun 19, 2007 1:57 am

[size=150]"หม่อมฉันจะให้ใครดูก็ช่าง แต่ไม่ใช่ฝ่าบาทแน่ๆ" ทักษอรรีบดึงมือตัวเองมาปกปิดทรวงอกเอาไว้

"ถ้าฉันจะดู ก็ไม่มีใครห้ามฉันได้" ทรงคำรามก่อนที่จะดึงมือของหล่อนทั้งสองข้างออก

"ปล่อยหม่อมฉัน" หญิงสาวร้องตะโกนก้อง "ใครอยู่ข้างนอก ช่วยด้วย"


นาซเซอร์ที่ยืนรออยู่ด้านนอก เมื่อได้ยินเสียงร้องของหญิงสาวก็รู้สึกลังเล สุลต่านของเขาเมามาก อาจจะทรงทำอะไรไม่ดีไม่งามด้วยความขาดสติ ชายหนุ่มจึงตัดสินใจเคาะประตูห้องในที่สุด

"มีเรื่องอะไรหรือเปล่าพ่ะย่ะค่ะ" เขาตะโกนถามเข้าไป

"ช่วย..." เสียงหญิงสาวเล็ดรอดออกมาแล้วก็เงียบไป

"ไม่มีอะไร" พระสุรเสียงของพระราชาฮาซานดังก้องออกมา มันเต็มไปด้วยความเดือดดาลเหมือนคนขาดสติ "พาคนของเจ้าไปตรึงกำลังที่เขตพระราชฐานชั้นนอก แล้วถ้าไม่มีคำสั่งจากฉัน ใครย่างกรายเข้ามาฉันจะสั่งประหารชีวิตเสีย"

พันเอกหนุ่มถึงกับชะงัก พระราชาของเขาไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อน เขาไม่เคยต้องลำบากใจที่จะต้องทำตามพระบรมราชโองการในทุกๆเรื่องเหมือนเช่นนี้มาก่อนเลย

ชายหนุ่มยืนลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะถอนหายใจออกมา อย่างไรเสียพระองค์ก็ทรงเป็นเจ้าเหนือหัว นาซเซอร์จึงหันหลังให้กับประตูห้องบรรทมแล้วเดินออกไป ที่นี่สุลต่านคือกอลิยาห์ และกอลิยาห์ก็คือสุลต่าน นายพันหนุ่มไม่มีทางขัดพระราชโองการได้เลย ไม่อย่างนั้นเขาจะกลายเป็นกบฏไปอย่างแน่นอนที่สุด

นาซเซอร์สั่งถอนกำลังพลทันที เขานำมหาดเล็กรักษาพระองค์ออกไปประจำอยู่ที่พระราชฐานชั้นนอกตามรับสั่งด้วยหัวใจที่เป็นห่วงหญิงงามคนนั้นอย่างจับใจ


ตอนนี้ไม่มีใครจะมาขัดจังหวะสุลต่านฮาซานได้อีกแล้ว พระราชาหนุ่มทรงใช้กำลังกระชากชุดราตรีสุดหรูนั้นฉีกขาดออกจากกัน และเนื่องจากเป็นชุดเปลือยไหล่ หญิงสาวจึงไม่ได้ใส่ชุดชั้นในมา ทำให้ทรวงอกอิ่มของหล่อนอวดโฉมอร้าอร่ามต่อหน้าพระพักตร์อย่างช่วยไม่ได้

หญิงสาวยกมือขึ้นไหว้ไปพร้อมๆกับปกปิดทรวงอกอิ่มของตัวเอง หล่อนร่ำไห้อ้อนวอนพระองค์ด้วยน้ำตานองหน้า "อย่าทำอะไรหม่อมฉันเลยเพคะ"

"เธอนี่มันเจ้าบทบาทจริงๆ ถ้าฉันไม่เคยนอนกับเธอมาก่อน ฉันก็คงเข้าใจว่าเธอเป็นหญิงสาวบริสุทธิ์ไร้เดียงสาไปแล้ว"

"ทรงเข้าพระทัยผิดแล้วเพคะ หม่อมฉันไม่เคยนอนกับผู้ชายคนไหน"

"หยุดพูดราวกับตัวเองเป็นสาวพรหมจรรย์ได้แล้ว ฉันไม่เชื่อเธอหรอก" ทรงตวาดก่อนจะดึงมือหล่อนกางออกอีกครั้งหนึ่ง "ฉันจะทำให้เธอรู้ว่าฉันเหนือกว่าเสด็จพี่อัคคาร์ทุกอย่าง ไม่เว้นแม้แต่เรื่องบนเตียง"

เจ้าชายอัคคาร์ จริงสิ ถ้าหล่อนเอาเจ้าชายมาอ้าง บางทีอาจจะลดอารมณ์ที่เดือดดาลของสุลต่านหนุ่มลงไปได้ มันจะเป็นอะไรไปล่ะ ถ้าหล่อนแอบอ้างว่าเป็นน้องสาวตัวเองที่ไปเป็นชายาของเจ้าชายอัคคาร์อย่างลับๆ อย่างน้อยสุลต่านฮาซานก็คงจะต้องทรงเกรงพระทัยพระเชษฐราชสกุลวงศ์ (ลูกผู้พี่) บ้างไม่มากก็น้อย

"อย่าทำอะไรหม่อมฉันนะเพคะ ถ้ายังทรงเห็นเจ้าชายอัคคาร์เป็นพระเชษฐาอยู่ล่ะก็" หญิงสาวโพล่งออกไป

และมันก็ดูเหมือนจะได้ผล สุลต่านหนุ่มชะงักไปในทันทีที่หล่อนเอ่ยอ้างพระนามของเจ้าชายหนุ่ม และทรงสงบลงอย่างกะทันหันราวกับถูกปิดสวิทช์ลง

"ทรงปล่อยหม่อมฉันเถอะเพคะ นึกว่าเห็นแก่เจ้าชายอัคคาร์" หญิงสาวเห็นเป็นจังหวะดี หล่อนจึงอ้อนวอนด้วยเสียงที่อ่อนลง หวังให้สุลต่านหนุ่มเห็นใจบ้าง

แต่ทักษอรไม่อาจรู้ได้เลยว่า หล่อนกำลังทำผิดมหันต์ การเอ่ยถึงการเป็นชายาของเจ้าชายอัคคาร์จากปากของหล่อนเอง มันก็เหมือนดั่งเอาน้ำมันราดรดบนกองเพลิงที่กำลังโชติช่วง เพราะมันยิ่งเป็นการทำให้สุลต่านหนุ่มพิโรธไปกันใหญ่

"หยุดพูดได้แล้ว" ทรงตวาดหล่อน "นี่เธอยอมรับแล้วสินะ" ทรงรู้สึกได้ถึงความโกรธเกลียดที่วิ่งพล่านไปทั่วร่าง

"ทรงมีปัญหาแน่ ถ้าฝ่าบาทขืนทำอะไรหม่อมฉัน" ทักษอรไม่หยุดตามคำห้าม เห็นได้ชัดว่าทรงชะงักลง แม้จะเป็นแค่ชั่ววินาทีก็ตาม หล่อนจะใช้ข้ออ้างนี้เพื่อหลุดพ้นจากการกระทำที่กักขฬะของพระองค์ให้จงได้

"เธอกำลังทำให้ฉันโกรธ"

"ฝ่าบาทก็เช่นเดียวกัน" ดูเหมือนหล่อนจะคิดว่าพระนามของเจ้าชายอัคคาร์จะเป็นยันต์ปกป้องหล่อนได้ หญิงสาวจึงโต้ตอบออกไปอย่างไม่เกรงกลัว แต่หล่อนคิดผิด...

เมื่อพระโอษฐ์ของพระองค์ประกบลงมาบนริมฝีปากอ่อนนุ่มของหล่อน ทักษอรเบิกตากว้าง นี่หรือจูบ ทำไมมันช่างแข็งกระด้างเช่นนี้ ไม่ประทับใจเอาเสียเลยสำหรับจูบแรกในชีวิต

ครั้งหนึ่งในวัยเรียน ความฝันของเด็กสาวทุกคนคือจูบแรกอันหวานล้ำกับคนรัก หล่อนเคยใฝ่ฝันจะให้จูบแรกของหล่อนเป็นของชายที่ชื่อฮาซาน แต่เมื่อมาถึงเวลาจริงหล่อนกลับไม่แน่ใจในความรู้สึกนั้น ฮาซานเปลี่ยนไปแล้ว จากบุรุษหนุ่มผู้สุภาพ กลายมาเป็นจอมราชันย์ผู้กักขฬะ จุมพิตแรกที่ฝันเอาไว้ว่าจะมาจากความรัก กลับกลายมาเป็นจูบแห่งเพลิงแค้นที่หล่อนไม่รู้ว่าได้ก่อเอาไว้ตั้งแต่เมื่อไร


หญิงสาวสะบัดศีรษะเต็มกำลัง แต่พระหัตถ์ที่แข็งแกร่งก็บีบแก้มของหล่อนเอาไว้จนสลัดหนีไม่ได้ ทักษอรมองหาทางออกต่อไป สองมือของหล่อนว่างแล้ว ทรงปล่อยพระหัตถ์ไปจับแก้มหล่อน หญิงสาวจึงกระหน่ำกำปั้นทุบลงบนพระขนองอย่างแรง หมายให้พระองค์ทรงเจ็บบ้าง

แต่มือน้อยๆที่อ่อนบางของหล่อนก็เปรียบเสมือนปุยนุ่นที่ปลิวไปกระแทกกำแพง เมื่อพระขนองอันอุดมไปด้วยมัดกล้ามนั้นแข็งแกร่งเกินที่หล่อนจะคาดคิดมากนัก มากเสียจนหล่อนเริ่มรู้สึกว่าอยากจะนวดเฟ้นมันเสียเหลือเกิน

'อะไรกันนี่! ฉันกำลังคิดอะไร' ทักษอรได้แต่นึกในใจ เมื่อรู้สึกว่าริมฝีปากแข็งกระด้างนั้นอยู่ๆก็ผ่อนลงกลายเป็นความนุ่มนวลที่บดเคล้าอยู่บนริมฝีปากบางของหล่อน

'ดิ้นสิ ผละจากเขา' ทักษอรคิดเมื่อสองพระหัตถ์ละจากแก้มใสของหล่อนไล้ลงไปตามลำคอ แต่ริมฝีปากของหล่อนกลับไม่ทำตามที่คิด ทักษอรกลับกำลังปล่อยให้พระองค์ทำอย่างที่ทรงต้องการโดยไม่ขัดขืนเลยสักนิด

เป็นเพราะสัมผัสที่อ่อนนุ่มที่ริมฝีปากอย่างนั้นหรือ หรือว่าเป็นสองพระหัตถ์ที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างนุ่มนวลกันแน่ อะไรที่ทำให้หล่อนหยุดต่อต้านพระองค์ไปเสียดื้อๆเช่นนี้


แล้วความอ่อนนุ่มและหวานล้ำก็แทรกผ่านเข้ามาเมื่อหล่อนเผลอแย้มกลีบปากของตัวเองออก ปลายพระชิวหานั้นพลิ้วไหวจนหญิงสาวเคลิ้มฝัน โลกดูจะหายไปจากสายตา ทุกอย่างดูมืดมิด มีเพียงดวงพระเนตรของสุลต่านฮาซานเท่านั้นที่ฉายแสงระยิบระยับอยู่ในความมืดมิด

แต่แล้วโลกทั้งใบก็กลับมาอีกครั้งเมื่อทักษอรรู้สึกเจ็บที่ทรวงอก นั่นเป็นเพราะพระหัตถ์อันแข็งแกร่งของสุลต่านฮาซานนั่นเองที่บีบเคล้นหล่อนอย่างแรงด้วยความเกร็ง หญิงสาวผลักพระอุระของพระองค์ออกด้วยแรงต่อต้านเฮือกสุดท้ายทันที

"ดูเหมือนฉันจะเรียกความจำเธอออกมาได้เล็กน้อยแล้วนะ"

"ความจำอะไรไม่ทราบ" เป็นคำถามที่แข็งกระด้าง แต่น้ำเสียงของหล่อนกลับเป็นกระซิบแผ่ว

"สัญชาตญาณการตอบโต้ของเธอยังคงใช้ได้ แต่รู้สึกว่าฝีมือด้อยลงไปนะ หรือว่าการไปเป็นหม่อมห้ามของเสด็จพี่อัคคาร์ จะทำให้เธอลืมบทรักอันร้อนแรงของตัวเองไปล่ะ"

ถึงยามนี้ ทักษอรเริ่มประติดประต่อเรื่องราวได้แล้ว สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว และมันทำให้หล่อนพอจะเดาเรื่องออก นี่แสดงว่าสุลต่านฮาซานกำลังเข้าใจผิดว่าหล่อนเป็นคนอื่น และผู้หญิงที่ทำให้พระองค์เป็นเดือดเป็นแค้นทักษอรขนาดนี้ก็คงจะเป็นใครไม่ได้แน่ๆ นอกจากทิชากร น้องสาวฝาแฝดของหล่อนนั่นเอง

"ไม่ใช่นะเพคะ ฝ่าบาททรงเข้าพระทัยผิด" ทักษอรเห็นช่องทางอีกครั้ง หล่อนจึงพยายามจะอธิบาย

"เข้าใจผิดอย่างนั้นหรือ" พระสุรเสียงกราดเกรี้ยวขึ้นมาอีกครั้ง นี่หล่อนจะปฏิเสธฉันไปถึงไหนกัน

"ฝ่าบาทคงเข้าพระทัยผิดว่าหม่อมฉันเป็นอีกคนหนึ่ง เธอเป็นน้องสาวฝาแฝดของหม่อมฉันเพคะ"

ทรงหยุดทอดพระเนตรทักษอรชั่วครู่ นี่หล่อนกำลังพูดอะไรนี่ ฝาแฝดหรือ คนหน้าเหมือนกันหรือ โอ้...ช่างเป็นการแก้ตัวน้ำขุ่นๆอย่างที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนเลยทีเดียว แต่จะแปลกอะไรล่ะ ก็ในเมื่อหล่อนเป็นนักแสดงที่ดีจนมาถึงป่านนี้ ถ้าพระองค์ไม่เคยเจ็บปวดกับมารยาหญิงของหล่อนมาก่อนแล้ว ก็คงจะหลงเชื่อว่าหล่อนไม่ใช่ทักษอรที่เคยรู้จัก ผู้หญิงคนนี้สมควรได้รับรางวัลออสก้าเสียจริงๆ

แล้วในที่สุดก็ทรงพระสรวลออกมา "ฮ่าๆๆ น่าหัวเราะสิ้นดี นี่เธอคิดว่าฉันโง่เง้าจนจะเอาเรื่องโกหกตลบตะแลงมาหลอกฉันได้อย่างนั้นเหรอ"

"หม่อมฉันไม่ได้โกหกนะเพคะ ถ้าพระองค์ไม่ทรงเชื่อ ก็ลองตรัสถามเจ้าชายอัคคาร์ดูสิเพคะ"

"หึหึ" ทรงพระสรวลในลำพระศอ "เธอนี่มันลูกไม้จัดจริงๆนะ จะให้ฉันเดินไปถามเจ้าชายอัคคาร์อย่างนั้นหรือ จะได้ทรงมาช่วยเธอหรือไงกัน"

"ไม่ใช่อย่างนั้นนะเพคะ หม่อมฉันพูดความจริง"

ไม่มีประโยชน์อะไรเลยสำหรับคนที่ทั้งเมาเหล้า และเมาโทสะ การพูดถึงชายคนอื่นต่อหน้ายิ่งเป็นการทำให้สุลต่านหนุ่มยิ่งต้องการเอาชนะหล่อนมากยิ่งขึ้น

"เลิกมารยาเสียที ฉันจะพาผู้หญิงร่านรักคนนั้นกลับมาให้เธอดูเอง" ทรงตรัสก่อนที่จะจับข้อมือของหล่อนแยกออกอีกครั้ง ทรวงอกอิ่มของหล่อนปรากฏออกมาเต้นเร่าอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ของพระองค์ ยอดทรวงพุ่งชูชันยั่วเย้าพระองค์จนแทบจะอดพระทัยไม่ไหว

สุลต่านหนุ่มไม่รอช้า ทรงก้มลงจุมพิตทรวงอกอิ่มคู่นั้น หญิงสาวรู้สึกว่าพระโอษฐ์ของพระองค์ราวกับเพลิงแผดเผา มันทำให้หล่อนรู้สึกร้อนวูบทุกครั้งที่ทรงสัมผัส

"อย่าเพคะ หม่อมฉันไม่ใช่ทักษอรที่พระองค์ทรงรู้จัก..." หล่อนยังคงอ้อนวอน แต่เสียงกลับหอบกระเส่าไปตามการปลุกเร้าของพระองค์

ไม่เป็นผลเลยสักนิด ดูเหมือนยิ่งหล่อนพูดอะไรออกไป มันก็ยิ่งไปเพิ่มความเกรี้ยวกราดของพระองค์ให้มากขึ้นทุกที ผนวกกับฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่สะสมอยู่ก็ทำให้พระองค์ทรงรุกล้ำหล่อนอย่างรุนแรงขึ้น

ทักษอรร้องครางออกมาอย่างลืมตัวเมื่อพระองค์ทรงดูดยอดอกด้วยพระโอษฐ์อย่างแรง รู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งร่าง จิตใจบอกให้ผละหนี แต่ร่างกายกลับแอ่นขึ้นตามสัญชาตญาณดิบในจิตใจ

ทรงดื่มด่ำเนิ่นนานจนทักษอรบิดเร่าไปมา พระราชาหนุ่มนึกแปลกใจที่หล่อนแสดงออกราวกับเป็นสาวบริสุทธิ์ไร้เดียงสา อีกทั้งอกอิ่มของหล่อนก็ดูกระชับเต่งตึงกว่าครั้งก่อนราวกับไม่เคยต้องชายใดมาก่อน

แต่มันจะแปลกอะไรล่ะ สมัยนี้วิทยาการด้านความงามก้าวไปไกลกว่าที่คิดมาก การทำรีแพร์และเปลี่ยนสียอดทรวงให้เต่งตึงเป็นสีชมพูไม่ใช่เรื่องยากสำหรับหญิงที่มีพระสวามีร่ำรวยอย่างหล่อน

ความนุ่มนวลและเต่งตึงราวกับสาวบริสุทธิ์นี้เองที่แปรเปลี่ยนความรุนแรงของพระองค์ให้กลายเป็นความอ่อนโยนไปได้อีกครั้ง นั่นทำให้โลกทั้งโลกหายไปจากสายตาของทักษอรอีกครั้งเช่นเดียวกัน หญิงสาวเหมือนกับคนตาบอด สิ่งเดียวที่หล่อนสัมผัสได้ก็คือความอ่อนนุ่มของพระโอษฐ์ที่กำลังบดเคล้าทรวงอกอิ่มของหล่อนอยู่เท่านั้นเอง

ถึงกระนั้นทักษอรก็พร่ำบ่นออกมาจากจิตใจที่ถูกปลูกฝังมาอย่างดี หล่อนอ้อนวอนพระองค์อย่างไม่ขาดปาก "อย่าทำอะไรหม่อมฉันเลยเพคะ ทรงเข้าพระทัยผิดแล้วจริงๆ" คำพูดของหล่อนซ้ำวนไปวนมาและแผ่วเบาราวกับเป็นเสียงกระซิบ มันดูเหมือนอาการเพ้ออย่างไม่ได้ตั้งใจของผู้ป่วยหนัก แตกต่างกันก็เพียงแต่มันเป็นพิษไข้แห่งเพลิงราคะที่สุลต่านหนุ่มเป็นผู้จุดขึ้นมาเท่านั้นเอง

เสียงราวกับกระเส่ากระสันของหล่อนทำให้สุลต่านไม่สนพระทัยฟัง ทรงดำเนินเพลงรักของพระองค์อย่างชำนาญต่อไป จนหญิงสาวบิดเร่าเพราะทนไม่ไหว 'ช่างทำตัวไร้เดียงสาได้แนบเนียนมากนะ ทักษอร'

ทรงเคลื่อนพระหัตถ์สำรวจเรือนร่างหล่อน จากทรวงอกเต่งตึงไล่ลงไปตามชายโครง กล้ามเนื้อหน้าท้องของหล่อน และ...

"หม่อมฉันไม่ใช่ ทิ..." คำเพ้อของหล่อนถูกกลืนหายไป และหยุดลงแค่นั้นเมื่อพระมัชฌิมารุกล้ำแทรกผ่านเข้าสู่ร่างกายของหล่อน ทักษอรร้องครางออกมาด้วยความกระสัน โอ้...ทรงทำอะไรกับร่างกายของหม่อมฉันกันแน่ ความตั้งใจที่จะอธิบายเรื่องราวต่างๆมลายหายไปในทันที

พระมัชฌิมาเคลื่อนไหวไปมาอยู่บนส่วนที่อ่อนไหวที่สุดระหว่างขา ทรงถูนวดเบาๆในจุดที่อ่อนไหวที่สุดของผู้หญิง มันทำให้หญิงสาวแทบจะกรีดร้องออกมาถ้าพระโอษฐ์ไม่เคลื่อนมาครองครองริมฝีปากของหล่อนเอาไว้เสียก่อน

ทรงขยับพระองคุลีเข้าออกอย่างเพลิดเพลินพร้อมๆกับจุมพิตอันเร่าร้อน ทำเอาหญิงสาวแทบจะลุกเป็นไฟ หล่อนต้องขาดใจตายแน่ถ้าพระองค์ไม่ทรงหยุดการกระทำเช่นนั้น สิ่งเดียวในตอนนี้ที่หล่อนทำได้ก็คือตะปบเล็บจิกลงไปที่พระขนองจนจมลึก หล่อนต้องการให้พระองค์เจ็บจนเลิกทำอย่างนั้นหรือ ไม่ใช่แน่ หล่อนเพียงแค่ต้องการยึดอะไรบางอย่างเอาไว้เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องหลุดลอยออกไปสู่โลกอันเวิ้งว้างที่ไม่เคยสัมผัสโดยปราศจากพระองค์เท่านั้น

พระราชาฮาซานเริ่มรู้สึกสับสน ความเจ็บลึกที่ถูกจิกเนื้อทำให้พระองค์เริ่มสงสัย หล่อนไร้เดียงสาถึงเพียงนี้ได้อย่างไรกัน ความรู้สึกหนึ่งย้ำเตือนเรื่องที่หล่อนพยายามบอกพระองค์ แต่อีกความรู้สึกหนึ่งกลับคิดขัดแย้ง 'หึหึ ฝาแฝดอย่างนั้นหรือ เหลวไหลสิ้นดี'

เมื่อทรงถอนพระมัชฌิมาออก หญิงสาวเหมือนถูกปล่อยลงจากที่สูง หล่อนครางฮือออกมา ร่างกายรู้สึกเหมือนถูกปลดปล่อย แต่ยังคงโหยหาอยู่ราวกับว่ามันยังไม่ใช่สิ่งที่ร่างกายต้องการอย่างเต็มที่ หล่อนปรือตามองให้รู้แน่ พระองค์ทรงกำลังยืดกายขึ้นเหนือร่างหล่อน จัดการถอดฉลองพระองค์ออกอย่างรวดเร็ว

'เอาสิทักษอร ตอนนี้แหละ หนีไป'
ซ่อนกลิ่
 
Posts: 20
Joined: Thu Jun 07, 2007 6:22 am

Postby ซ่อนกลิ่ on Tue Jun 19, 2007 1:59 am

เมื่อทรงถอนพระมัชฌิมาออก หญิงสาวเหมือนถูกปล่อยลงจากที่สูง หล่อนครางฮือออกมา ร่างกายรู้สึกเหมือนถูกปลดปล่อย แต่ยังคงโหยหาอยู่ราวกับว่ามันยังไม่ใช่สิ่งที่ร่างกายต้องการอย่างเต็มที่ หล่อนปรือตามองให้รู้แน่ พระองค์ทรงกำลังยืดกายขึ้นเหนือร่างหล่อน จัดการถอดฉลองพระองค์ออกอย่างรวดเร็ว

'เอาสิทักษอร ตอนนี้แหละ หนีไป' เสียงในใจกู่ร้องอยู่ แต่ทักษอรก็ไม่รู้ว่าทำไม ร่างกายของหล่อนถึงไม่ขยับเขยื้อนดังใจ ราวกับว่ามันกำลังเฝ้ารออะไรบางอย่างที่หล่อนไม่เคยรู้ หญิงสาวเบิกตากว้างอย่างไม่แน่ใจ เมื่อเหลือบไปเห็นพระคุยหฐานของพระองค์ 'สิ่งนั้นหรือที่ร่างกายฉันรอคอยอยู่ มันจะไม่ฉีกร่างฉันเป็นชิ้นๆหรืออย่างไรกัน'

ตอนนี้เองที่ร่างกายเริ่มทำงานสัมพันธ์กับจิตใจ ทักษอรพยายามเคลื่อนตัวหนี หล่อนรับมันไม่ได้แน่ๆ แต่ความพยายามของหล่อนก็ต้องหยุดชะงักลง เมื่อทรงเอื้อมพระหัตถ์มากดไหล่ของหล่อนเอาไว้

"ไม่ต้องหนี และไม่ต้องกลัวฉันนะที่รัก" เป็นครั้งแรกที่พระองค์ทรงใช้พระสุรเสียงอันอ่อนหวานกับหล่อน หลังจากที่มาอยู่ในประเทศนี้เป็นเวลากว่าครึ่งเดือน และมันก็ได้ผล หญิงสาวคล้อยตามอย่างว่าง่าย

'ที่รัก' อย่างนั้นหรือ พระองค์ทรงเรียกหม่อมฉันว่าที่รักอย่างนั้นหรือ ถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริง แล้วหม่อมฉันจะหนีพระองค์ไปได้อย่างไร แต่...แต่มันเป็นเพียงคำโกหกของผู้ชายที่กำลังกระหายในความบริสุทธิ์ของหล่อนหรือเปล่า อย่ายอมหลงคารมของพระองค์นะ...ทักษอร

แต่แล้วความคิดสับสนทั้งมวลก็ถูกกลบลบเลือนไปราวกับมีคนมาปิดสวิตช์ เมื่อความแข็งขันนั้นสอดลึกเข้ามาในร่างของหล่อน มันทำให้หล่อนเจ็บปวดและอึดอัดจนหล่อนต้องหงายศีรษะกรีดร้องออกมาไม่เป็นภาษา ทุกอย่างพร่าเลือนราวกับโลกทั้งโลกกำลังจะมลายหายไป

ทักษอรตะปบพระองค์อีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นที่พระอุรา หล่อนพยายามผลักไสพระองค์ด้วยเหตุว่าทุกครั้งที่พระองค์เคลื่อนไหว พระองค์ก็จะเข้าลึกไปในร่างกายของหล่อนทุกขณะ มันทำให้หล่อนเจ็บปวดรวดร้าวเหลือประมาณ

สุลต่านฮาซานรู้สึกแปลกพระทัยที่หล่อนคับตึงได้ถึงขนาดนี้ อีกทั้งสีหน้าของหล่อนก็บ่งบอกถึงความเจ็บปวดอย่างแสนจะทรมานราวกับว่าไม่เคยเจอสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน ทรงสับสน แต่ก็ทรงตรัสปลอบหล่อนอย่างละมุนละม่อม "ทนหน่อยที่รัก"

ทักษอรร้องตอบออกมาไม่เป็นภาษา ทรงเคลื่อนกายเสียดสีจนรู้สึกเจ็บปวดจนสุดจะทน แต่มันก็เจือความเสียวซ่านเอาไว้นิดๆ และค่อยๆเพิ่มขึ้นทีละน้อยตามจังหวะการเคลื่อนตัวของพระองค์ ทำให้ความเจ็บปวดลดลงด้วยเช่นเดียวกัน

ไม่นานหล่อนก็เปิดรับพระองค์ได้อย่างเต็มที่ แม้จะรู้สึกคับตึงอยู่มากก็ตาม หญิงสาวเคลื่อนตัวไปมาสอดรับกับการเคลื่อนที่ของพระราชาหนุ่ม ร่างของทั้งคู่ราวกับหลอมเป็นหนึ่งเดียวและเคลื่อนที่ไปด้วยกันอย่างลงตัว

"ฮาซาน" หล่อนครางกระเส่า นี่เป็นเสียงร้องแรกที่พระองค์ทรงจับความได้ หล่อนกำลังเรียกชื่อของพระองค์เหมือนกับที่เคยได้ยินในครั้งหนึ่งเมื่อห้าปีที่แล้ว และมันก็ทำให้พระองค์ทรงใช้เป็นเหตุผลเข้าข้างพระองค์เองว่า หล่อนคือคนๆเดียวกับเมื่อห้าปีก่อนนี้ ไม่ใช่ฝาแฝดหน้าตาเหมือนกันอย่างที่หล่อนบอก

ทักษอรไปถึงฝั่งฝันหลายครั้งแล้ว ทรงนำพาหล่อนไป และคราวนี้ก็ถึงตาพระองค์บ้างล่ะ ทรงเคลื่อนร่างล้ำลึก และรุนแรงขึ้น สองพระหัตถ์บีบเคล้นทรวงอกหล่อนอย่างเร่งร้อน หญิงสาวกลับมาสู่การโลดแล่นอย่างอิสระไปพร้อมๆกับพระองค์อีกครั้ง ในที่สุดก็ทรงแอ่นพระขนองร้องครางออกมา

ห้องบรรทมในพระราชวังหลวงดูจะเลือนรางหายไป รอบกายกลายเป็นห้วงวิมานที่เต็มไปด้วยปุยเมฆขาวนวลไปหมด

จากนั้นทุกอย่างก็ผ่อนคลาย ทรงทรุดพระวรกายลงทาบทับหล่อนด้วยอาการเหนื่อยหอบราวกับผู้ชนะเหรียญทองในการวิ่งมาราธอนโอลิมปิก ทุกลมหายใจที่ราดรดไหล่กลมกลึงของหล่อนร้อนผ่าวและกระชั้นถี่ ทักษอรโอบแขนรอบพระวรกายของสุลต่านฮาซานเอาไว้ราวกับไม่อยากให้ผละจากไป แล้วทั้งคู่ก็เข้าสู่นิทรารมย์อันแสนหวานด้วยกันอย่างมีความสุข
ซ่อนกลิ่
 
Posts: 20
Joined: Thu Jun 07, 2007 6:22 am


Return to เงาพิศวาส

Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 0 guests

cron