Welcome
Welcome to <strong>mookfah</strong>.

You are currently viewing our boards as a guest, which gives you limited access to view most discussions and access our other features. By joining our free community, you will have access to post topics, communicate privately with other members (PM), respond to polls, upload content, and access many other special features. Registration is fast, simple, and absolutely free, so please, <a href="/profile.php?mode=register">join our community today</a>!

บทที่ 8

...ร้อนแรงบาดจิต....ในทะเลทรายร้อนระอุ
จาก ซ่อนกลิ่น

บทที่ 8

Postby ซ่อนกลิ่ on Tue Jun 19, 2007 1:53 am

[size=150]8.

แล้ว ดูฮาเกมส์ก็รูดม่านปิดฉากลงอย่างประทับใจคนทั่วโลก การแสดงต่างถูกเนรมิตขึ้นมาอย่างตระการตา ในขณะที่ทัพนักกีฬาสหรัฐอเมริกาครองเจ้าเหรียญทองไปอีกสมัยโดยการคว้าไปสี่สิบเหรียญทอง ทิ้งจีนที่เป็นอันดับสองถึงไปถึงสิบเหรียญทองด้วยกัน ส่วนกอลิยาห์ก็ไม่เสียหน้าที่เป็นเจ้าภาพ เก็บไปทั้งหมดสิบเหรียญทองเป็นอันดับที่แปดได้ตามความคาดหมาย

ฉะนั้นงานเลี้ยงนักกีฬาจึงถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในอีกสองวันต่อมาที่ท้องพระโรงในพระราชวังหลวง อะมานีใจกลางกรุงดูฮา

ก่อนเวลางานเลี้ยงจะเริ่ม ระหว่างที่ทักษอรกำลังแต่งตัวอยู่นั้น เสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้น หญิงสาวจำต้องใส่ชุดคลุมแล้วเดินไปมองลอดช่องตาแมวออกไป ปรากฏว่าผู้ที่มาเคาะประตูห้องของหล่อนเป็นนายทหารในยูนิฟอร์มสีน้ำเงินเข้มของราชอาณาจักรกอลิยาห์นายหนึ่ง

“สวัสดีครับ” นายทหารเอ่ยทักอย่างขึงขังเมื่อหล่อนเปิดประตูแง้มออก

“ค่ะ สวัสดีค่ะ”

“ผมได้รับพระราชโองการให้นำชุดราตรีสำหรับงานเลี้ยงคืนนี้มาให้คุณครับ”

“ให้ดิฉันหรือคะ” หญิงสาวถามอย่างงงๆ

“ครับ ถ้าคุณคือมิสทักษอร” เขาย้ำชื่อหล่อน

“ใช่ค่ะ” หล่อนรับพร้อมเปิดประตูอ้าออกกว้างขึ้น

“สุลต่านทรงพระราชทานให้กับนักกีฬาทุกคนครับ” นายทหารตอบ เขายื่นชุดราตรีที่ถูกคลุมด้วยผ้าใบให้หล่อน “โปรดรับไปเถอะครับ ผมยังต้องไปอีกหลายห้อง”

หญิงสาวเหลือบมองราวแขวนเสื้อเคลื่อนที่ด้านหลังของเขาแล้วก็ต้องรีบตอบ “เอ่อ...ค่ะๆๆ” หล่อนตะลีตะลานยื่นมือไปรับชุดจากเขาทันที

นายทหารหนุ่มเมื่อเสร็จภารกิจแล้วก็ทำวันทยหัตถ์ ก่อนที่จะหันเดินเข็นราวแขวนเสื้อจากไปด้วยท่าทางขึงขังสมชายชาติทหาร ทิ้งให้ทักษอรยืนมองด้วยอาการงุนงงอย่างบอกไม่ถูก



แต่เมื่อนายทหารผู้นั้นลับตาไปแล้ว ทักษอรก็ปิดประตูแล้วดึงชุดราตรีนั้นมากอดเอาไว้แนบอก “ทรงพระราชทานให้ฉันเหรอ” รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้างามด้วยความปลื้มปีติ

“เฮ้อ...” แต่แล้วหล่อนก็กลับถอนใจออกมา “แต่นายนั่นบอกว่าทรงพระราชทานให้นักกีฬาทุกคนนี่นา” ไหล่ของหล่อนลู่ลงอย่างไม่ได้ตั้งใจด้วยความผิดหวังเล็กๆ

“แต่ชั่งเถอะ มาดูกันซิว่าทรงประทานชุดอะไรมาให้”

ว่าแล้วหล่อนก็วางพาดมันลงบนเตียง ก่อนจะรูดซิบออกเผยให้เห็นชุดราตรีงามที่ซ่อนตัวอยู่ภายในผ้าใบสีเทา

ทักษอรดึงมันออกมาจากซอง มันเป็นชุดราตรีแบบเข้ารูปเน้นส่วนสัด ซึ่งหล่อนก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเอามาให้ก่อนงานเริ่มแค่ไม่กี่ชั่วโมง เพราะถ้ามันคับไปหรือหลวมไปจะทำให้ดูไม่สวยแน่ๆ ถ้าสวมใส่ไปแล้ว

“ไม่ลองก็ไม่รู้เน้อ” หญิงสาวยักไหล่ แล้วก็จัดการถอดเสื้อคลุมแล้วสวมใส่ชุดราตรีพระราชทานทันที

เป็นที่น่าแปลกใจสำหรับทักษอรไม่น้อยเมื่อชุดราตรีนั้นโอบรัดเรือนร่างของหล่อนเอาไว้ หล่อนไม่เพียงแต่จะใส่มันได้อย่างพอดีตัว แต่หญิงสาวยังรู้สึกได้ในทันทีที่ผิวอ่อนบางของหล่อนสัมผัสกับผ้าไหมเนื้อดีนั้นว่า ชุดราตรีพระราชทานนี้ถูกตัดเย็บมาเพื่อหล่อนโดยแท้

ทักษอรมองดูตัวเองในกระจกอย่างตื่นตา แต่แล้วอยู่ๆหล่อนก็รู้สึกขัดเขินขึ้นมาเมื่อเห็นเนินอกของตัวเองอวดโฉมอยู่หน้ากระจก ชุดเดรสผ้าไหมสีชมพูนี้เป็นแบบเกาะอกเปิดเผยเนินอกอิ่มของหล่อนไปเกือบครึ่ง อีกทั้งการเข้ารูปของชุดยังเน้นสัดส่วนของหล่อนจนน่าจะเรียกน้ำลายจากผู้ชายหลายคนได้ไม่ยากเลยทีเดียว

“ทำไมโป๊จัง” หล่อนห่อปากย่นจมูกอย่างไม่สบายใจ “โธ่ แล้วดันเป็นชุดที่สุลต่านพระราชทานมาให้อีกต่างหาก ไม่ใส่ไปก็ไม่ได้เสียด้วย แย่จัง”

หญิงสาวห่อไหล่อย่างไม่รู้จะทำอย่างไร แต่ยิ่งทำเช่นนั้น หล่อนก็รู้สึกว่าทรวงอกดันทะลักออกมามากยิ่งขึ้นจนน่าอับอายถ้าอยู่ต่อหน้าผู้คน



“เออใช่สิ” ทักษอรดีดนิ้วดังเปาะ “เอาผ้าที่ซื้อมาจากตลาดมาคลุมไหล่เอาไว้ดีกว่า”

หญิงสาวรีบรื้อค้นกระเป๋าเดินทางของหล่อนทันที แล้วเมื่อเจอผ้าลายพื้นเมืองที่เพิ่งซื้อมา หล่อนก็เอามาคลุมทับลงบนไหล่ขาวนวลของหล่อนแล้วจัดการส่องกระจกดู “เออ...อย่างนี้ค่อยยังชั่วหน่อย”

* * * * * * * * * *

เมื่อทักษอรมาถึงงานเลี้ยง หล่อนพบว่าตัวเองเหมือนกับหลุดมาอีกโลกหนึ่ง ความโอ่โถงและหรูหราของท้องพระโรงทำให้หล่อนตื่นตาตื่นใจ พื้นที่กว้างกว่าหนึ่งพันตารางเมตรมีเสาหินเรียงรายอยู่โดยรอบประมาณห้าสิบต้น แต่ละต้นล้วนถูกตกแต่งด้วยใบปาล์มและรูปดอกบัวอันเป็นศิลปะแบบเปอร์เซีย และเป็นสัญลักษณ์ของประเทศกอลิยาห์ เสาหินเหล่านั้นรองรับหลังคาโค้งที่ถูกทาด้วยสีดำแล้วแต่งแต้มด้วยดวงไฟกระพริบระยิบระยับราวกับท้องฟ้ายามราตรีกาลที่ดารดาษไปด้วยหมู่ดาว

ผู้คนต่างมารวมตัวกันอย่างคับคั่ง อันประกอบไปด้วยนักกีฬาที่ได้เหรียญทุกประเภทกีฬา ข้าราชการ ทหาร นักการเมือง และเชื้อพระวงศ์มากมาย จนทำให้หล่อนเริ่มรู้สึกว่า งานนี้หล่อนคงไม่ได้เป็นจุดสนพระทัยของพระราชาหนุ่มรูปงามอีกตามเคย

หญิงสาวกระชับผ้าคลุมให้ปกปิดมิดชิดขึ้นก่อนที่จะเดินหาคนรู้จักสักคน อาจจะเป็น คิม จู ซัง ที่เอาชนะหล่อนในการแข่งขัน หรือนักกีฬาไทยสักคนที่ได้รับเหรียญในครั้งนี้ด้วยซึ่งก็มีไม่ต่ำกว่าสิบห้าคน แต่ทว่าในจำนวนที่เอ่ยมานั้น หล่อนกลับหาใครไม่เจอเลยแม้แต่คนเดียว เพราะความกว้างใหญ่ของงาน

“ไฮ้ ทักษอร”

เหมือนเสียงสวรรค์ หญิงสาวหันกลับไปทางเสียงนั้นทันที “อาซามิ นี่เธอมาอยู่นี่ได้ยังไง”

“แหม ของกินเยอะขนาดนี้ อาซามิจะพลาดได้ยังไงเล่า” หญิงสาวร่างอวบตอบ

“แต่เธอไม่ได้เหรียญรางวัลไม่ใช่เหรอ”

“ฉันมากับเคนโด้น่ะเขาได้รับเหรียญทองจากกีฬายกน้ำหนัก”

“อ้าว...แล้วว่าที่เจ้าบ่าวของเธอไปไหนเสียล่ะ” ทักษอรอดแซวไม่ได้

“อยู่ทางโน้นน่ะ กำลังคุยกับใครก็ไม่รู้ ฉันเห็นเธอยืนเก้ๆกังๆอยู่ ก็เลยปลีกตัวมาทัก”

“เธอน่าจะบอกฉันก่อนนะว่ายังอยู่ในดูฮา จะได้นัดกันไปเที่ยวหรือไปทานข้าวกัน ปล่อยให้ฉันแกร่วอยู่ในดูฮานี่คนเดียวตั้งหลายวัน”

“แหม ปลีกตัวไปไหนไม่ได้เลย ต้องดูแลพ่อเทพบุตรเหรียญทองนั่นน่ะ” อาซามิพยักพเยิดหน้าไปยังชายร่างใหญ่ที่กำลังสนทนาอย่างออกรสกับนักกีฬาชาติอื่น

“จ้า หวานกันซะจนลืมเพื่อนเลยนะ” หญิงสาวประชดประชัน



“สวัสดีครับสาวๆ” แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นแทรกระหว่างการสนทนาของสองสาวเพื่อนรัก

เมื่อเห็นราชนิกูลสูงศักดิ์ประทับยืนอยู่ตรงหน้า หญิงสาวทั้งสองจึงรีบถอนสายบัวแล้วเอ่ยพร้อมกันเป็นเสียงเดียว “ถวายพระพรเพคะ”

เจ้าชายอัคคาร์ค้อมศีรษะรับ ก่อนจะแย้มสรวลตรัส “วันนี้คุณดูสวยมากนะมิสทักษอร”

“ขอบพระทัยเพคะ” หญิงสาวแย้มยิ้ม

“แหม ทรงชมแต่ทักษอร แล้วหม่อมฉันเล่าเพคะ” อาซามิท้วงขึ้น

“โอ้...มิสอาซามินั่นเอง คุณสวยขึ้นจนผมแทบจำไม่ได้เลย”

“อุ้ย...แหม เล่นชมกันซึ่งๆหน้าแบบนี้ หม่อมฉันก็เขินแย่สิเพคะ” สาวอาทิตย์อุทัยแก้มแดงเรื่อขึ้นแต้มใบหน้าขาวผ่องทันที คำชมกับชายรูปงามผู้สูงศักดิ์อย่างนี้ทำเอาหล่อนแทบตัวลอยเลยทีเดียว



การทักทายระหว่างเพื่อนเก่าทั้งสามมีอันถูกขัดจังหวะขึ้นด้วยเสียงแตรบทเพลงสรรเสริญพระบารมีดังกึกก้อง ก่อนที่ทหารมหาดเล็กจะป่าวร้องถึงการเสด็จมาของสุลต่านหนุ่มดังไปทั่วทั้งท้องพระโรง

“โอ้...เจ้าภาพของงานมาแล้ว” ทรงชี้ให้หญิงสาวทั้งสองดู

ทักษอรรู้สึกทำอะไรไม่ถูก หล่อนขยับผ้าคลุมให้กระชับขึ้น มือหนึ่งก็ลูบไล้เรือนผมด้วยเกรงว่าจะมีผมสักเส้นหนึ่งแตกแถวชี้โด่เด่ออกไป

“ตื่นเต้นเหรอยะ” ฮาซามิกระซิบแซว

“เปล่าเสียหน่อย” หญิงสาวปฏิเสธยิ้มๆ

แต่แล้วรอยยิ้มของหล่อนก็ต้องจางหายไป พร้อมๆกับความตื่นตระหนกที่เริ่มเข้ามาแทนที่ เมื่อเห็นว่าสุลต่านหนุ่มกำลังเสด็จพระราชดำเนินมาทางที่หล่อนยืนอยู่ หญิงสาวเอื้อมมือไปบีบมือเพื่อนสาวด้วยความประหม่าทันที

“ถวายพระพรพ่ะย่ะค่ะ” เจ้าชายอัคคาร์ค้อมพระเศียรลงเล็กน้อยเป็นการคารวะด้วยต่ำศักดิ์กว่า

“ไม่ต้องพิธีรีตองหรอกพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพี่” สุลต่านฮาซานตรัสตอบอย่างนอบน้อม ด้วยพระชนมายุด้อยเดือนกว่า

“งานจัดได้ยิ่งใหญ่ดีนะพ่ะย่ะค่ะ”

“ก็ได้เหล่าข้าราชการและประชาชนช่วยๆกันพ่ะย่ะค่ะ ถึงได้ออกมาดีอย่างนี้” ทรงตรัสสรรเสริญเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชา ก่อนที่จะหันไปหาหญิงสาวทั้งสองที่ยืนอยู่ไม่ห่าง ทรงทอดพระเนตรมองทักษอรด้วยสายตาชื่นชม วันนี้หล่อนดูสวยเป็นพิเศษด้วยชุดที่พระองค์พระราชทานให้ไป

“ถวายพระพรเพคะ” หญิงสาวทั้งสองถอนสายบัวให้กับองค์สุลต่าน

แต่เมื่อทักษอรเงยหน้าขึ้นมามอง หล่อนก็ต้องพบกับสายพระเนตรเย็นชาอย่างน่าตกใจ มันทำเอาหล่อนรู้สึกได้เลยว่า ทรงกำลังจ้องมองหล่อนด้วยความเกลียดชัง นี่มันเกิดอะไรขึ้นอีกล่ะนี่ เพียงแค่หล่อนก้มลงเคารพพระองค์ สายตาชื่นชมนั้นกลับแปรเปลี่ยนไปได้ในชั่วพริบตาเดียวเชียวหรือ

“ไม่ได้พบกันนานนะ มิสทักษอร” ทรงแย้มโอษฐ์ด้วยพระสุรเสียงเคร่งขรึม สายพระเนตรยังคงเย็นเยียบจนน่าขนลุก

“เพคะ” หญิงสาวทูลตอบสั้นๆ นึกไม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเหมือนกัน นี่มันผ่านมาตั้งห้าปีแล้วนะ ทรงยังไม่ลืมเรื่องที่หล่อนวิ่งหนีพระองค์อีกหรือนี่

อาซามิเองก็ได้แต่ยืนนิ่งเฉย ความเคร่งขรึมของพระองค์ทำให้หล่อนไม่กล้าหยอกล้อเล่นเหมือนที่ทูลกับเจ้าชายอัคคาร์

“ถ้าจำไม่ผิด นี่คงเป็นมิสอาซามิ” พระราชาหนุ่มหันมาทางสาวอาทิตย์อุทัยด้วยสีพระพักตร์ และพระสุรเสียงยิ้มแย้มต่างกับที่มีพระราชปฏิสันถารกับทักษอรอย่างสิ้นเชิง

“เพคะ”

“คุณผอมลงจนผมแทบจำไม่ได้” สุลต่านหนุ่มตรัส “คุณดูสวยมากขึ้นนะ”

“ขอบพระทัยเพคะ” อาซามิค้อมศีรษะรับพระดำรัส แก้มของหล่อนแทบปริเมื่อวันนี้มีชายหนุ่มสูงศักดิ์ถึงสองพระองค์มาชมเชยกันซึ่งๆหน้า



อาการวางปึ่งที่แตกต่างจากคนอื่นของพระองค์ทำให้ทักษอรรู้สึกน้อยใจขึ้นมา ทั้งยังไม่เข้าใจว่าหล่อนทำอะไรผิดนักหนา กับแค่หล่อนวิ่งหนีพระองค์ในเช้าวันหนึ่งเมื่อห้าปีก่อนเท่านั้นเองหรือ มันเป็นความผิดใหญ่หลวงถึงกับทำให้พระองค์ทรงพิโรธจนข้ามวันข้ามปีอย่างนี้เชียวหรือไงกัน

จากสถานการณ์นี้เอง ทำให้ระหว่างที่มีพระราชปฏิสันถารกับเจ้าชายอัคคาร์และอาซามิ ทักษอรจึงรู้สึกว่าตัวเองเหมือนส่วนเกินในวงสนทนาทักทายนี้ ทำให้ความกระตือรือร้นที่จะได้เข้าเฝ้าของหล่อนลดน้อยถอยลงไปเป็นลำดับ หญิงสาวจึงถอนใจออกมาด้วยความน้อยใจ

แต่มันเป็นความโชคร้ายของทักษอรหรือเปล่าก็ไม่ทราบ เมื่อเสียงเพลงและเสียงพูดคุยต่างหยุดลงในเสี้ยววินาทีนั้นราวกับนัดหมายมา ทุกคนรอบข้างได้ยินหล่อนถอนหายใจกันทั่วทุกคน ไม่เว้นแม้แต่สุลต่านฮาซาน

ทรงหันพระพักตร์ไปทอดพระเนตรหล่อนทันที สายพระเนตรที่จ้องมาราวกับจะตอกย้ำว่าหล่อนทำผิดอย่างร้ายแรงอีกครั้งหนึ่งแล้ว “ดูเหมือนคุณจะเบื่อ”

“เปล่านี่...เพคะ” หญิงสาวปฏิเสธเสียงแข็ง “หม่อมฉันแค่รู้สึกเหนื่อย”

“เหนื่อยอย่างนั้นหรือ” ทรงทวนคำ “ผมเข้าใจว่าคุณแข่งจบไปตั้งสัปดาห์แล้วไม่ใช่หรือ หรือว่าเหนื่อยอย่างอื่น”

“อย่างอื่น” ทักษอรมองจ้องเขม็ง “ทรงหมายถึงอะไรเพคะ”

“นั่นเป็นคำถามที่ผมจะต้องเป็นคนถามต่างหาก ผมจะไปรู้ได้ไงว่าคุณไปเหนื่อยอะไรมา”

“เฮอะ” หญิงสาวสะบัดหน้าหนี ไม่อยากจะโต้เถียงอะไรออกไปเพราะเพื่อนสาวบีบมือห้ามเอาไว้

เป็นจังหวะเดียวกับที่ดนตรีเริ่มบรรเลงเพลงต่อ คราวนี้มันเป็นเพลงค่อนข้างช้าและโรแมนติก สุลต่านหนุ่มจึงยื่นพระหัตถ์ออกไปตรงหน้าหล่อน

“พอมีแรงเต้นรำกับผมสักเพลงได้ไหมล่ะ”

เสียงอ่อนนุ่มและสุภาพทำให้ทักษอรตื่นใจจนลืมสิ้นท่าทางปั่นปึงของพระองค์เมื่อสักครู่นี้ หญิงสาวหันมองหน้าอาซามิที มองหน้าเจ้าชายอัคคาร์ทีด้วยความตื่นเต้น

แต่ท่าทางของหล่อนก็ทำให้สุลต่านฮาซานเข้าใจไปด้วยอคติอีกครั้งว่า หล่อนคงมองพระพักตร์เจ้าชายอัคคาร์เพื่อถามหาความเห็นจากพระสวามีของหล่อนกระมัง

“กระหม่อมขอตัวทักษอรไปเต้นรำก่อนจะได้หรือไม่ เสด็จพี่” ทรงตรัสขออนุญาตเจ้าชายอัคคาร์เป็นการประชด

“เอ่อ...ตะ...ตามสบายเถิดพ่ะย่ะค่ะ” เจ้าชายหนุ่มตอบด้วยความงงงวย รู้สึกแปลกใจว่าทำไมสุลต่านหนุ่มถึงได้ตรัสขออนุญาตราวกับว่าพระองค์เป็นเจ้าข้าวเจ้าของหญิงสาวชาวไทยผู้นี้

“เชิญ” สุลต่านฮาซานตรัสด้วยเสียงห้วนห้าว

ทักษอรวางมือลงบนพระหัตถ์อย่างจำยอม หลังจากมองเห็นสายตาเว้าวอนจากอาซามิเพื่อนรัก แต่หลังจากนั้นในชั่วพริบตาเดียว หญิงสาวก็รู้สึกตัวว่าถูกดึงไปด้วยแรงมหาศาล ดูจะเป็นการเต้นรำที่ไร้ความนุ่มนวลเสียเหลือเกิน



เมื่อทั้งคู่ออกมายืนเด่นอยู่กลางท้องพระโรง แสงไฟก็สาดส่องมาจนผู้คนแถวนั้นแตกฮือออกล้อมคู่เต้นรำเป็นวงกว้าง สุลต่านหนุ่มขยับพระบาทไปตามจังหวะเพลงอย่างคล่องแคล้ว แต่ทักษอรก็ไม่น้อยหน้า เมื่อหล่อนก็สามารถขยับเท้าก้าวไปตามจังหวะสอดประสานกับท่วงท่าของสุลต่านหนุ่มได้อย่างลงตัว

“คุณเต้นรำเก่งเหมือนกันนี่”

“ก็เคยเรียนมาบ้างเพคะ” หญิงสาวตอบเมินๆ ทั้งเขินที่อยู่ในอ้อมกอดของพระองค์และทั้งโกรธที่พระองค์ทรงแสดงท่าทางปั้นปึงกับหล่อนตั้งแต่เริ่มงาน

“ดูเหมือนผ้าคลุมนั่นจะไม่ได้อยู่ในชุดที่ผมให้ไปนะ”

“หม่อมฉัน...เอ่อ...” หญิงสาวรู้สึกเขินถ้าจะพูดความจริงออกไป

“มันจะไม่ดูหมิ่นกันไปหน่อยหรือ”

ทักษอรเงยหน้ามองพระองค์ทันที คำพูดและพระสุรเสียงดูเหมือนจะเต็มไปด้วยการตำหนิอย่างไร้ความเป็นธรรม

“ทำไม” ทรงตรัสถามเมื่อทอดพระเนตรเห็นสายตากราดเกรี้ยวนั้น

“ทำ
ซ่อนกลิ่
 
Posts: 20
Joined: Thu Jun 07, 2007 6:22 am

Postby ซ่อนกลิ่ on Tue Jun 19, 2007 1:54 am

“ทำไม” ทรงตรัสถามเมื่อทอดพระเนตรเห็นสายตากราดเกรี้ยวนั้น

“ทำไมอะไรเพคะ” หญิงสาวสะบัดหน้าหนี

ตอนนี้ผู้คนเริ่มทยอยกันลงมาเต้นรำแล้ว ทั้งลานเต็มไปด้วยคู่หนุ่มสาวเต้นรำเคล้าคลอกันไปตามจังหวะเพลงที่วงออเครสต้าบรรเลงอย่างหวานซึ้ง

“ทำไมถึงต้องคลุมผ้านั่น ชุดที่ผมให้ไปไม่สวยหรือใส่ไม่พอดีหรืออย่างไร”

“ตรงกันข้ามเพคะ” หล่อนสวนกลับ “หม่อมฉันรู้สึกว่ามันพอดีจนคิดไม่ถึงเลยด้วยซ้ำ”

“ก็แน่นอนสิ รูปร่างคุณตอนนี้ไม่ต่างจากที่ผมได้สัมผัสเมื่อห้าปีที่แล้วเลยนี่” ทรงตรัสออกไปด้วยพระสุรเสียงชิงชัง แต่ความจริงแล้ว ที่มันพอดีตัวกับหล่อนก็เพราะว่าทรงได้ข้อมูลมาจากสมาคมกีฬายิงธนูของประเทศไทยต่างหาก

หญิงสาวเงยหน้ามองพระองค์อีกครั้งด้วยสายตาขึงโกรธ ตรัสเหมือนกับว่าเคยสำรวจทุกซอกทุกมุมของหล่อนอย่างนั้นแหละ ช่างเป็นพระดำรัสที่จาบจ้วงล่วงเกินอย่างไม่น่าให้อภัยเสียนี่กระไร

“ที่โกรธนี่เพราะว่าเจ้าชายอัคคาร์ทรงทอดพระเนตรมองอยู่ล่ะสิ” ทรงถากถางอย่างต่อเนื่อง

“ไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้าชายสักนิด”

“แล้วคุณโกรธผมเรื่องอะไร หรือว่ามันไม่เป็นความจริง”

หญิงสาวไม่ตอบ แต่กลับสะบัดหน้าหนี รู้สึกผิดหวังที่คนที่เฝ้าหลงรักมาเป็นแรมปีพูดจาดูหมิ่นหล่อนได้ถึงขนาดนี้

พระราชาฮาซานเองกลับรู้สึกถึงท่าทางเมินเฉยของหล่อนไปในอีกแง่หนึ่ง ทรงเข้าพระทัยว่าที่หล่อนไม่ตอบเพราะพระองค์ตรัสแทงใจดำของหล่อนนั่นเอง

ทรงดึงร่างหล่อนเข้ามาแนบลำตัว พระราชาหนุ่มรู้สึกได้ถึงทรวงอกอิ่มและแน่นเหมือนเมื่อครั้งก่อน “คุณทำให้ผมรู้สึกอยากจะสัมผัสคุณขึ้นมาอีกครั้ง”

“ปล่อยหม่อมฉัน” หล่อนกัดฟันกระซิบ เมื่อรู้สึกว่าพระราชาหนุ่มเริ่มตรัสไปในเชิงดูหมิ่นหล่อนมากขึ้นทุกที และแน่นอน มันอาจจะเป็นเพราะกลิ่นบรั่นดีที่ออกมาจากพระโอษฐ์ของพระองค์ก็เป็นได้

“ทำไมล่ะ หรือคุณลืมรสรักของผมไปแล้ว”

“หยาบคาย” หญิงสาวเลือดขึ้นหน้า รู้สึกยิ่งใกล้ชิดก็ยิ่งถูกดูหมิ่นอย่างกักขฬะมากขึ้นเรื่อยๆ

“โอเค ผมขอโทษ” ทรงคลายวงพระกรออก

“หม่อมฉันไม่อยากเต้นรำแล้วเพคะ” ทักษอรเมินไปทางอื่นอย่างขุนเคือง ซึ่งมันเป็นทิศทางเดียวกับที่เจ้าชายอัคคาร์ทรงเต้นรำอยู่กับอาซามิพอดี

พระราชาหนุ่มหันทอดพระเนตรตาม และก็พบกับเจ้าชายอัคคาร์ที่ทรงแย้มสรวลให้ พระองค์จึงทรงแย้มสรวลตอบกลับ ก่อนจะหันกลับมาหาทักษอร “ทำไมล่ะ อยากไปเต้นรำกับเจ้าชายอัคคาร์หรือไงกัน”

“หม่อมฉันคิดว่า เจ้าชายอัคคาร์คงไม่กระทำการดูหมิ่นหม่อมฉันเหมือนพระองค์”

“ก็ฉันขอโทษแล้วไงล่ะ” ทรงตรัส “ไม่เอาน่า ถ้าเต้นไม่จบเพลงฉันก็เสียหน้าแย่เลย”

“นั่นมันเรื่องของพระองค์”

“ทำไมล่ะ ตอนนี้ฉันร่ำรวยกว่าเจ้าชายอัคคาร์เสียอีกนะ เธอจะได้ทุกอย่างที่เธออยากได้ถ้ามาเป็นนางบำเรอของฉัน”

‘นางบำเรอ’ ทรงตรัสออกมาได้อย่างไร นี่หรือคนที่หล่อนเฝ้ารอคอยที่จะได้พบเจอ ทำไมถึงก้าวร้าว กักขฬะเช่นนี้ คำๆนั้นเหมือนไปจุดระเบิดให้กับทักษอร หล่อนผลักพระราชาฮาซานออกทันที ด้วยความโมโหอย่างสุดจะกลั้น

แต่มันก็เป็นจังหวะเดียวกับที่เสียงเพลงหยุดพอดี พระราชาฮาซานจึงค้อมพระเศียรให้หล่อนก่อนที่จะเงยหน้ามาแย้มสรวลเยาะให้

‘บ้า’ หญิงสาวพึมพำแล้วเชิดใส่พระองค์

แต่ก็ทรงเมินให้กับหล่อน จากนั้นจึงหันไปโค้งสาวชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งมาเป็นคู่เต้นรำต่อ และก็ทรงไม่ทอดพระเนตรมามองหล่อนอีกเลย ราวกับว่าหล่อนเป็นดอกไม้ดอกหนึ่งที่ถูกเด็ดขึ้นมาเชยชมแล้วโยนทิ้งลงอย่างไม่ใยดี

ทักษอรยังคงมองจ้องพระองค์กับคู่เต้นใหม่ต่อไป ในจิตใจรู้สึกสับสนอย่างบอกไม่ถูก ที่รู้สึกได้ชัดเจนในตอนนี้ก็คือ ความผิดหวังที่หล่อนเคยคิดว่าทรงเป็นคนสุภาพ น่าผิดหวังเสียเหลือเกินที่เคยชื่นชมหลงใหลได้ถึงขนาดนั้น

หญิงสาวสะบัดหน้าหนีเมื่อคิดว่าพระองค์จะไม่ทรงทอดพระเนตรมามองหล่อนอีกแล้ว ทักษอรหันเดินไปยังระเบียงที่อยู่ใกล้ที่สุด ความรู้สึกที่มีต่อพระองค์ในตอนนี้ ผนวกกับคู่เต้นรำมากมายที่หมุนวนกันอยู่บนลานทำให้หล่อนอยากจะอาเจียนออกมา



ทันทีที่เปิดประตูออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ภายนอก หล่อนก็พบว่าความรู้สึกพะอืดพะอมนั้นหายไปเป็นปลิดทิ้ง อากาศเย็นสบายยามราตรีในเมืองดูฮาแตกต่างจากอากาศร้อนในตอนกลางวันมาก ลมเย็นๆพัดเอื่อยมาทำให้หล่อนรู้สึกสดชื่นขึ้น หญิงสาวเคลื่อนตัวไปยืนพิงราวระเบียงที่ทำมาจากต้นสนซีดาร์สลักเป็นรูปใบปาล์มกับดอกบัวเหมือนเสาหินด้านใน หล่อนสูดอากาศแล้วมองทอดออกไปยังทะเลทรายอันกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาอย่างผ่อนคลาย

“ดูเหมือนงานจะทำให้คุณไม่สนุก” เสียงนั้นทำให้หล่อนสะดุ้ง

“เจ้าชายอัคคาร์” หล่อนหันไปค้อมศีรษะให้

เจ้าชายหนุ่มทรงพระดำเนินมาประทับยืนอิงระเบียงเคียงข้างหล่อน “อากาศข้างนอกนี่สดชื่นกว่าข้างในจริงๆด้วยแฮะ”

“เอ่อ...หม่อมฉันแค่รู้สึกเวียนหัวนิดหน่อยเพคะ ก็เลยอยากจะออกมาสูดอากาศข้างนอกนี่สักหน่อย”

“ผมก็เหมือนกัน ข้างในดูวุ่นวายเหลือเกิน”

“หึหึ” หล่อนหัวเราะในลำคอ

เจ้าชายหนุ่มหันมามองด้วยความสงสัย “หัวเราะอะไรครับ”

“ก็หม่อมฉันคิดว่าพระองค์ทรงชอบงานปาร์ตี้อะไรทำนองนี้น่ะเพคะ” หล่อนหัวเราะ

รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของหล่อนทำให้เจ้าชายหนุ่มรู้สึกชื่นชม มันมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ใบหน้าและรอยยิ้มที่เหมือนกันของพี่น้องฝาแฝดคู่นี้ดูต่างกันอย่างสิ้นเชิง รอยยิ้มของทักษอรดูจริงใจและเต็มไปด้วยความสดใสร่าเริงน่าหลงใหลกว่าน้องสาวเป็นกอง

“ก็ส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะความจำเป็นน่ะครับ แต่จริงๆแล้วผมเป็นคนค่อนข้างสันโดษมากกว่า ชอบเดินป่า ดูธรรมชาติ อะไรทำนองนั้น”

“รวมทั้งชอบเดินตลาดด้วยหรือเปล่าเพคะ”

“อ่า...นั่นก็ด้วยครับ” ทรงตรัสตอบ

แล้วทั้งคู่ก็ต่างมองหน้ากัน ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา



สุลต่านฮาซานทรงประทับยืนทอดพระเนตรออกมาจากในท้องพระโรงด้วยสายตาที่ชิงชัง ดูเหมือนหล่อนจะมีความสุขเมื่อได้อยู่กับเจ้าชายอัคคาร์มากกว่าที่อยู่กับพระองค์

‘ทำไมล่ะ ในเมื่อเธอเหยียบหัวฉันเพราะเสด็จพี่อัคคาร์ทรงร่ำรวยกว่าไอ้ฮาซาน แต่ตอนนี้ฉันไม่ได้มีอะไรที่ด้อยไปกว่าเสด็จพี่เลย ออกจะมั่งคั่งกว่าเสียด้วยซ้ำ ทำไมเธอถึงยังไม่สนใจฉันอีก’ ทรงคิดน้อยพระทัยวุ่นวาย ก่อนที่จะยกบรั่นดีในพระหัตถ์ขึ้นดื่มจนหมด
ซ่อนกลิ่
 
Posts: 20
Joined: Thu Jun 07, 2007 6:22 am


Return to เงาพิศวาส

Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 0 guests

cron