[size=150]8.
แล้ว ดูฮาเกมส์ก็รูดม่านปิดฉากลงอย่างประทับใจคนทั่วโลก การแสดงต่างถูกเนรมิตขึ้นมาอย่างตระการตา ในขณะที่ทัพนักกีฬาสหรัฐอเมริกาครองเจ้าเหรียญทองไปอีกสมัยโดยการคว้าไปสี่สิบเหรียญทอง ทิ้งจีนที่เป็นอันดับสองถึงไปถึงสิบเหรียญทองด้วยกัน ส่วนกอลิยาห์ก็ไม่เสียหน้าที่เป็นเจ้าภาพ เก็บไปทั้งหมดสิบเหรียญทองเป็นอันดับที่แปดได้ตามความคาดหมาย
ฉะนั้นงานเลี้ยงนักกีฬาจึงถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในอีกสองวันต่อมาที่ท้องพระโรงในพระราชวังหลวง อะมานีใจกลางกรุงดูฮา
ก่อนเวลางานเลี้ยงจะเริ่ม ระหว่างที่ทักษอรกำลังแต่งตัวอยู่นั้น เสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้น หญิงสาวจำต้องใส่ชุดคลุมแล้วเดินไปมองลอดช่องตาแมวออกไป ปรากฏว่าผู้ที่มาเคาะประตูห้องของหล่อนเป็นนายทหารในยูนิฟอร์มสีน้ำเงินเข้มของราชอาณาจักรกอลิยาห์นายหนึ่ง
“สวัสดีครับ” นายทหารเอ่ยทักอย่างขึงขังเมื่อหล่อนเปิดประตูแง้มออก
“ค่ะ สวัสดีค่ะ”
“ผมได้รับพระราชโองการให้นำชุดราตรีสำหรับงานเลี้ยงคืนนี้มาให้คุณครับ”
“ให้ดิฉันหรือคะ” หญิงสาวถามอย่างงงๆ
“ครับ ถ้าคุณคือมิสทักษอร” เขาย้ำชื่อหล่อน
“ใช่ค่ะ” หล่อนรับพร้อมเปิดประตูอ้าออกกว้างขึ้น
“สุลต่านทรงพระราชทานให้กับนักกีฬาทุกคนครับ” นายทหารตอบ เขายื่นชุดราตรีที่ถูกคลุมด้วยผ้าใบให้หล่อน “โปรดรับไปเถอะครับ ผมยังต้องไปอีกหลายห้อง”
หญิงสาวเหลือบมองราวแขวนเสื้อเคลื่อนที่ด้านหลังของเขาแล้วก็ต้องรีบตอบ “เอ่อ...ค่ะๆๆ” หล่อนตะลีตะลานยื่นมือไปรับชุดจากเขาทันที
นายทหารหนุ่มเมื่อเสร็จภารกิจแล้วก็ทำวันทยหัตถ์ ก่อนที่จะหันเดินเข็นราวแขวนเสื้อจากไปด้วยท่าทางขึงขังสมชายชาติทหาร ทิ้งให้ทักษอรยืนมองด้วยอาการงุนงงอย่างบอกไม่ถูก
แต่เมื่อนายทหารผู้นั้นลับตาไปแล้ว ทักษอรก็ปิดประตูแล้วดึงชุดราตรีนั้นมากอดเอาไว้แนบอก “ทรงพระราชทานให้ฉันเหรอ” รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้างามด้วยความปลื้มปีติ
“เฮ้อ...” แต่แล้วหล่อนก็กลับถอนใจออกมา “แต่นายนั่นบอกว่าทรงพระราชทานให้นักกีฬาทุกคนนี่นา” ไหล่ของหล่อนลู่ลงอย่างไม่ได้ตั้งใจด้วยความผิดหวังเล็กๆ
“แต่ชั่งเถอะ มาดูกันซิว่าทรงประทานชุดอะไรมาให้”
ว่าแล้วหล่อนก็วางพาดมันลงบนเตียง ก่อนจะรูดซิบออกเผยให้เห็นชุดราตรีงามที่ซ่อนตัวอยู่ภายในผ้าใบสีเทา
ทักษอรดึงมันออกมาจากซอง มันเป็นชุดราตรีแบบเข้ารูปเน้นส่วนสัด ซึ่งหล่อนก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเอามาให้ก่อนงานเริ่มแค่ไม่กี่ชั่วโมง เพราะถ้ามันคับไปหรือหลวมไปจะทำให้ดูไม่สวยแน่ๆ ถ้าสวมใส่ไปแล้ว
“ไม่ลองก็ไม่รู้เน้อ” หญิงสาวยักไหล่ แล้วก็จัดการถอดเสื้อคลุมแล้วสวมใส่ชุดราตรีพระราชทานทันที
เป็นที่น่าแปลกใจสำหรับทักษอรไม่น้อยเมื่อชุดราตรีนั้นโอบรัดเรือนร่างของหล่อนเอาไว้ หล่อนไม่เพียงแต่จะใส่มันได้อย่างพอดีตัว แต่หญิงสาวยังรู้สึกได้ในทันทีที่ผิวอ่อนบางของหล่อนสัมผัสกับผ้าไหมเนื้อดีนั้นว่า ชุดราตรีพระราชทานนี้ถูกตัดเย็บมาเพื่อหล่อนโดยแท้
ทักษอรมองดูตัวเองในกระจกอย่างตื่นตา แต่แล้วอยู่ๆหล่อนก็รู้สึกขัดเขินขึ้นมาเมื่อเห็นเนินอกของตัวเองอวดโฉมอยู่หน้ากระจก ชุดเดรสผ้าไหมสีชมพูนี้เป็นแบบเกาะอกเปิดเผยเนินอกอิ่มของหล่อนไปเกือบครึ่ง อีกทั้งการเข้ารูปของชุดยังเน้นสัดส่วนของหล่อนจนน่าจะเรียกน้ำลายจากผู้ชายหลายคนได้ไม่ยากเลยทีเดียว
“ทำไมโป๊จัง” หล่อนห่อปากย่นจมูกอย่างไม่สบายใจ “โธ่ แล้วดันเป็นชุดที่สุลต่านพระราชทานมาให้อีกต่างหาก ไม่ใส่ไปก็ไม่ได้เสียด้วย แย่จัง”
หญิงสาวห่อไหล่อย่างไม่รู้จะทำอย่างไร แต่ยิ่งทำเช่นนั้น หล่อนก็รู้สึกว่าทรวงอกดันทะลักออกมามากยิ่งขึ้นจนน่าอับอายถ้าอยู่ต่อหน้าผู้คน
“เออใช่สิ” ทักษอรดีดนิ้วดังเปาะ “เอาผ้าที่ซื้อมาจากตลาดมาคลุมไหล่เอาไว้ดีกว่า”
หญิงสาวรีบรื้อค้นกระเป๋าเดินทางของหล่อนทันที แล้วเมื่อเจอผ้าลายพื้นเมืองที่เพิ่งซื้อมา หล่อนก็เอามาคลุมทับลงบนไหล่ขาวนวลของหล่อนแล้วจัดการส่องกระจกดู “เออ...อย่างนี้ค่อยยังชั่วหน่อย”
* * * * * * * * * *
เมื่อทักษอรมาถึงงานเลี้ยง หล่อนพบว่าตัวเองเหมือนกับหลุดมาอีกโลกหนึ่ง ความโอ่โถงและหรูหราของท้องพระโรงทำให้หล่อนตื่นตาตื่นใจ พื้นที่กว้างกว่าหนึ่งพันตารางเมตรมีเสาหินเรียงรายอยู่โดยรอบประมาณห้าสิบต้น แต่ละต้นล้วนถูกตกแต่งด้วยใบปาล์มและรูปดอกบัวอันเป็นศิลปะแบบเปอร์เซีย และเป็นสัญลักษณ์ของประเทศกอลิยาห์ เสาหินเหล่านั้นรองรับหลังคาโค้งที่ถูกทาด้วยสีดำแล้วแต่งแต้มด้วยดวงไฟกระพริบระยิบระยับราวกับท้องฟ้ายามราตรีกาลที่ดารดาษไปด้วยหมู่ดาว
ผู้คนต่างมารวมตัวกันอย่างคับคั่ง อันประกอบไปด้วยนักกีฬาที่ได้เหรียญทุกประเภทกีฬา ข้าราชการ ทหาร นักการเมือง และเชื้อพระวงศ์มากมาย จนทำให้หล่อนเริ่มรู้สึกว่า งานนี้หล่อนคงไม่ได้เป็นจุดสนพระทัยของพระราชาหนุ่มรูปงามอีกตามเคย
หญิงสาวกระชับผ้าคลุมให้ปกปิดมิดชิดขึ้นก่อนที่จะเดินหาคนรู้จักสักคน อาจจะเป็น คิม จู ซัง ที่เอาชนะหล่อนในการแข่งขัน หรือนักกีฬาไทยสักคนที่ได้รับเหรียญในครั้งนี้ด้วยซึ่งก็มีไม่ต่ำกว่าสิบห้าคน แต่ทว่าในจำนวนที่เอ่ยมานั้น หล่อนกลับหาใครไม่เจอเลยแม้แต่คนเดียว เพราะความกว้างใหญ่ของงาน
“ไฮ้ ทักษอร”
เหมือนเสียงสวรรค์ หญิงสาวหันกลับไปทางเสียงนั้นทันที “อาซามิ นี่เธอมาอยู่นี่ได้ยังไง”
“แหม ของกินเยอะขนาดนี้ อาซามิจะพลาดได้ยังไงเล่า” หญิงสาวร่างอวบตอบ
“แต่เธอไม่ได้เหรียญรางวัลไม่ใช่เหรอ”
“ฉันมากับเคนโด้น่ะเขาได้รับเหรียญทองจากกีฬายกน้ำหนัก”
“อ้าว...แล้วว่าที่เจ้าบ่าวของเธอไปไหนเสียล่ะ” ทักษอรอดแซวไม่ได้
“อยู่ทางโน้นน่ะ กำลังคุยกับใครก็ไม่รู้ ฉันเห็นเธอยืนเก้ๆกังๆอยู่ ก็เลยปลีกตัวมาทัก”
“เธอน่าจะบอกฉันก่อนนะว่ายังอยู่ในดูฮา จะได้นัดกันไปเที่ยวหรือไปทานข้าวกัน ปล่อยให้ฉันแกร่วอยู่ในดูฮานี่คนเดียวตั้งหลายวัน”
“แหม ปลีกตัวไปไหนไม่ได้เลย ต้องดูแลพ่อเทพบุตรเหรียญทองนั่นน่ะ” อาซามิพยักพเยิดหน้าไปยังชายร่างใหญ่ที่กำลังสนทนาอย่างออกรสกับนักกีฬาชาติอื่น
“จ้า หวานกันซะจนลืมเพื่อนเลยนะ” หญิงสาวประชดประชัน
“สวัสดีครับสาวๆ” แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นแทรกระหว่างการสนทนาของสองสาวเพื่อนรัก
เมื่อเห็นราชนิกูลสูงศักดิ์ประทับยืนอยู่ตรงหน้า หญิงสาวทั้งสองจึงรีบถอนสายบัวแล้วเอ่ยพร้อมกันเป็นเสียงเดียว “ถวายพระพรเพคะ”
เจ้าชายอัคคาร์ค้อมศีรษะรับ ก่อนจะแย้มสรวลตรัส “วันนี้คุณดูสวยมากนะมิสทักษอร”
“ขอบพระทัยเพคะ” หญิงสาวแย้มยิ้ม
“แหม ทรงชมแต่ทักษอร แล้วหม่อมฉันเล่าเพคะ” อาซามิท้วงขึ้น
“โอ้...มิสอาซามินั่นเอง คุณสวยขึ้นจนผมแทบจำไม่ได้เลย”
“อุ้ย...แหม เล่นชมกันซึ่งๆหน้าแบบนี้ หม่อมฉันก็เขินแย่สิเพคะ” สาวอาทิตย์อุทัยแก้มแดงเรื่อขึ้นแต้มใบหน้าขาวผ่องทันที คำชมกับชายรูปงามผู้สูงศักดิ์อย่างนี้ทำเอาหล่อนแทบตัวลอยเลยทีเดียว
การทักทายระหว่างเพื่อนเก่าทั้งสามมีอันถูกขัดจังหวะขึ้นด้วยเสียงแตรบทเพลงสรรเสริญพระบารมีดังกึกก้อง ก่อนที่ทหารมหาดเล็กจะป่าวร้องถึงการเสด็จมาของสุลต่านหนุ่มดังไปทั่วทั้งท้องพระโรง
“โอ้...เจ้าภาพของงานมาแล้ว” ทรงชี้ให้หญิงสาวทั้งสองดู
ทักษอรรู้สึกทำอะไรไม่ถูก หล่อนขยับผ้าคลุมให้กระชับขึ้น มือหนึ่งก็ลูบไล้เรือนผมด้วยเกรงว่าจะมีผมสักเส้นหนึ่งแตกแถวชี้โด่เด่ออกไป
“ตื่นเต้นเหรอยะ” ฮาซามิกระซิบแซว
“เปล่าเสียหน่อย” หญิงสาวปฏิเสธยิ้มๆ
แต่แล้วรอยยิ้มของหล่อนก็ต้องจางหายไป พร้อมๆกับความตื่นตระหนกที่เริ่มเข้ามาแทนที่ เมื่อเห็นว่าสุลต่านหนุ่มกำลังเสด็จพระราชดำเนินมาทางที่หล่อนยืนอยู่ หญิงสาวเอื้อมมือไปบีบมือเพื่อนสาวด้วยความประหม่าทันที
“ถวายพระพรพ่ะย่ะค่ะ” เจ้าชายอัคคาร์ค้อมพระเศียรลงเล็กน้อยเป็นการคารวะด้วยต่ำศักดิ์กว่า
“ไม่ต้องพิธีรีตองหรอกพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพี่” สุลต่านฮาซานตรัสตอบอย่างนอบน้อม ด้วยพระชนมายุด้อยเดือนกว่า
“งานจัดได้ยิ่งใหญ่ดีนะพ่ะย่ะค่ะ”
“ก็ได้เหล่าข้าราชการและประชาชนช่วยๆกันพ่ะย่ะค่ะ ถึงได้ออกมาดีอย่างนี้” ทรงตรัสสรรเสริญเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชา ก่อนที่จะหันไปหาหญิงสาวทั้งสองที่ยืนอยู่ไม่ห่าง ทรงทอดพระเนตรมองทักษอรด้วยสายตาชื่นชม วันนี้หล่อนดูสวยเป็นพิเศษด้วยชุดที่พระองค์พระราชทานให้ไป
“ถวายพระพรเพคะ” หญิงสาวทั้งสองถอนสายบัวให้กับองค์สุลต่าน
แต่เมื่อทักษอรเงยหน้าขึ้นมามอง หล่อนก็ต้องพบกับสายพระเนตรเย็นชาอย่างน่าตกใจ มันทำเอาหล่อนรู้สึกได้เลยว่า ทรงกำลังจ้องมองหล่อนด้วยความเกลียดชัง นี่มันเกิดอะไรขึ้นอีกล่ะนี่ เพียงแค่หล่อนก้มลงเคารพพระองค์ สายตาชื่นชมนั้นกลับแปรเปลี่ยนไปได้ในชั่วพริบตาเดียวเชียวหรือ
“ไม่ได้พบกันนานนะ มิสทักษอร” ทรงแย้มโอษฐ์ด้วยพระสุรเสียงเคร่งขรึม สายพระเนตรยังคงเย็นเยียบจนน่าขนลุก
“เพคะ” หญิงสาวทูลตอบสั้นๆ นึกไม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเหมือนกัน นี่มันผ่านมาตั้งห้าปีแล้วนะ ทรงยังไม่ลืมเรื่องที่หล่อนวิ่งหนีพระองค์อีกหรือนี่
อาซามิเองก็ได้แต่ยืนนิ่งเฉย ความเคร่งขรึมของพระองค์ทำให้หล่อนไม่กล้าหยอกล้อเล่นเหมือนที่ทูลกับเจ้าชายอัคคาร์
“ถ้าจำไม่ผิด นี่คงเป็นมิสอาซามิ” พระราชาหนุ่มหันมาทางสาวอาทิตย์อุทัยด้วยสีพระพักตร์ และพระสุรเสียงยิ้มแย้มต่างกับที่มีพระราชปฏิสันถารกับทักษอรอย่างสิ้นเชิง
“เพคะ”
“คุณผอมลงจนผมแทบจำไม่ได้” สุลต่านหนุ่มตรัส “คุณดูสวยมากขึ้นนะ”
“ขอบพระทัยเพคะ” อาซามิค้อมศีรษะรับพระดำรัส แก้มของหล่อนแทบปริเมื่อวันนี้มีชายหนุ่มสูงศักดิ์ถึงสองพระองค์มาชมเชยกันซึ่งๆหน้า
อาการวางปึ่งที่แตกต่างจากคนอื่นของพระองค์ทำให้ทักษอรรู้สึกน้อยใจขึ้นมา ทั้งยังไม่เข้าใจว่าหล่อนทำอะไรผิดนักหนา กับแค่หล่อนวิ่งหนีพระองค์ในเช้าวันหนึ่งเมื่อห้าปีก่อนเท่านั้นเองหรือ มันเป็นความผิดใหญ่หลวงถึงกับทำให้พระองค์ทรงพิโรธจนข้ามวันข้ามปีอย่างนี้เชียวหรือไงกัน
จากสถานการณ์นี้เอง ทำให้ระหว่างที่มีพระราชปฏิสันถารกับเจ้าชายอัคคาร์และอาซามิ ทักษอรจึงรู้สึกว่าตัวเองเหมือนส่วนเกินในวงสนทนาทักทายนี้ ทำให้ความกระตือรือร้นที่จะได้เข้าเฝ้าของหล่อนลดน้อยถอยลงไปเป็นลำดับ หญิงสาวจึงถอนใจออกมาด้วยความน้อยใจ
แต่มันเป็นความโชคร้ายของทักษอรหรือเปล่าก็ไม่ทราบ เมื่อเสียงเพลงและเสียงพูดคุยต่างหยุดลงในเสี้ยววินาทีนั้นราวกับนัดหมายมา ทุกคนรอบข้างได้ยินหล่อนถอนหายใจกันทั่วทุกคน ไม่เว้นแม้แต่สุลต่านฮาซาน
ทรงหันพระพักตร์ไปทอดพระเนตรหล่อนทันที สายพระเนตรที่จ้องมาราวกับจะตอกย้ำว่าหล่อนทำผิดอย่างร้ายแรงอีกครั้งหนึ่งแล้ว “ดูเหมือนคุณจะเบื่อ”
“เปล่านี่...เพคะ” หญิงสาวปฏิเสธเสียงแข็ง “หม่อมฉันแค่รู้สึกเหนื่อย”
“เหนื่อยอย่างนั้นหรือ” ทรงทวนคำ “ผมเข้าใจว่าคุณแข่งจบไปตั้งสัปดาห์แล้วไม่ใช่หรือ หรือว่าเหนื่อยอย่างอื่น”
“อย่างอื่น” ทักษอรมองจ้องเขม็ง “ทรงหมายถึงอะไรเพคะ”
“นั่นเป็นคำถามที่ผมจะต้องเป็นคนถามต่างหาก ผมจะไปรู้ได้ไงว่าคุณไปเหนื่อยอะไรมา”
“เฮอะ” หญิงสาวสะบัดหน้าหนี ไม่อยากจะโต้เถียงอะไรออกไปเพราะเพื่อนสาวบีบมือห้ามเอาไว้
เป็นจังหวะเดียวกับที่ดนตรีเริ่มบรรเลงเพลงต่อ คราวนี้มันเป็นเพลงค่อนข้างช้าและโรแมนติก สุลต่านหนุ่มจึงยื่นพระหัตถ์ออกไปตรงหน้าหล่อน
“พอมีแรงเต้นรำกับผมสักเพลงได้ไหมล่ะ”
เสียงอ่อนนุ่มและสุภาพทำให้ทักษอรตื่นใจจนลืมสิ้นท่าทางปั่นปึงของพระองค์เมื่อสักครู่นี้ หญิงสาวหันมองหน้าอาซามิที มองหน้าเจ้าชายอัคคาร์ทีด้วยความตื่นเต้น
แต่ท่าทางของหล่อนก็ทำให้สุลต่านฮาซานเข้าใจไปด้วยอคติอีกครั้งว่า หล่อนคงมองพระพักตร์เจ้าชายอัคคาร์เพื่อถามหาความเห็นจากพระสวามีของหล่อนกระมัง
“กระหม่อมขอตัวทักษอรไปเต้นรำก่อนจะได้หรือไม่ เสด็จพี่” ทรงตรัสขออนุญาตเจ้าชายอัคคาร์เป็นการประชด
“เอ่อ...ตะ...ตามสบายเถิดพ่ะย่ะค่ะ” เจ้าชายหนุ่มตอบด้วยความงงงวย รู้สึกแปลกใจว่าทำไมสุลต่านหนุ่มถึงได้ตรัสขออนุญาตราวกับว่าพระองค์เป็นเจ้าข้าวเจ้าของหญิงสาวชาวไทยผู้นี้
“เชิญ” สุลต่านฮาซานตรัสด้วยเสียงห้วนห้าว
ทักษอรวางมือลงบนพระหัตถ์อย่างจำยอม หลังจากมองเห็นสายตาเว้าวอนจากอาซามิเพื่อนรัก แต่หลังจากนั้นในชั่วพริบตาเดียว หญิงสาวก็รู้สึกตัวว่าถูกดึงไปด้วยแรงมหาศาล ดูจะเป็นการเต้นรำที่ไร้ความนุ่มนวลเสียเหลือเกิน
เมื่อทั้งคู่ออกมายืนเด่นอยู่กลางท้องพระโรง แสงไฟก็สาดส่องมาจนผู้คนแถวนั้นแตกฮือออกล้อมคู่เต้นรำเป็นวงกว้าง สุลต่านหนุ่มขยับพระบาทไปตามจังหวะเพลงอย่างคล่องแคล้ว แต่ทักษอรก็ไม่น้อยหน้า เมื่อหล่อนก็สามารถขยับเท้าก้าวไปตามจังหวะสอดประสานกับท่วงท่าของสุลต่านหนุ่มได้อย่างลงตัว
“คุณเต้นรำเก่งเหมือนกันนี่”
“ก็เคยเรียนมาบ้างเพคะ” หญิงสาวตอบเมินๆ ทั้งเขินที่อยู่ในอ้อมกอดของพระองค์และทั้งโกรธที่พระองค์ทรงแสดงท่าทางปั้นปึงกับหล่อนตั้งแต่เริ่มงาน
“ดูเหมือนผ้าคลุมนั่นจะไม่ได้อยู่ในชุดที่ผมให้ไปนะ”
“หม่อมฉัน...เอ่อ...” หญิงสาวรู้สึกเขินถ้าจะพูดความจริงออกไป
“มันจะไม่ดูหมิ่นกันไปหน่อยหรือ”
ทักษอรเงยหน้ามองพระองค์ทันที คำพูดและพระสุรเสียงดูเหมือนจะเต็มไปด้วยการตำหนิอย่างไร้ความเป็นธรรม
“ทำไม” ทรงตรัสถามเมื่อทอดพระเนตรเห็นสายตากราดเกรี้ยวนั้น
“ทำ
