Welcome
Welcome to <strong>mookfah</strong>.

You are currently viewing our boards as a guest, which gives you limited access to view most discussions and access our other features. By joining our free community, you will have access to post topics, communicate privately with other members (PM), respond to polls, upload content, and access many other special features. Registration is fast, simple, and absolutely free, so please, <a href="/profile.php?mode=register">join our community today</a>!

บทที่ 7

...ร้อนแรงบาดจิต....ในทะเลทรายร้อนระอุ
จาก ซ่อนกลิ่น

บทที่ 7

Postby ซ่อนกลิ่ on Tue Jun 19, 2007 1:51 am

[size=150]7.

นักวิ่งมาราธอนชาวกอลิยาห์วิ่งผ่านประตูบานใหญ่เข้าสู่สนามกีฬาแห่งชาติท่ามกลางเสียงไชโยโห่ร้องของผู้ชนกว่าหนึ่งแสนคนที่เข้ามาแออัดกันอยู่ในสนามแห่งนี้ เขาวิ่งไปรอบสนามหนึ่งรอบก่อนจะมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าแท่นประทับ

พระราชาธิบดีฮาซาน อาดิล อะมานี ฉลองพระองค์ด้วยชุดโตปสีขาวบริสุทธิ์ ครอบพระเศียรด้วยผ้าอิมามะห์และสวมกัน(มงกุฎ) ประดับพระเศียรอย่างชาวมุสลิม ทรงอูฐออกจากแท่นประทับมาหยุดนิ่งตรงตำแหน่งที่ได้กำหนดไว้ เพื่อรอรับเปลวเพลิงอันเป็นสัญลักษณ์ของโอลิมปิกจากนักวิ่งมาราธอนคนนั้น

ชายหนุ่มชาวอาหรับมองประมุขของเขาด้วยแววตาแห่งความปลาบปลื้มและชื่นชม ก่อนจะคุกเข่าลงชูคบเพลิงขึ้นเหนือศีรษะ สุลต่านหนุ่มทรงยื่นคบที่สลักเสลาอย่างสวยงามต่อไฟจากนักวิ่งผู้นั้น แล้วยกมันชูขึ้นเหนือพระเศียร ทำให้เหล่าผู้ชมในสนามต่างเปล่งเสียงชื่นชมยินดีกันกึกก้องราวกับฟ้าดินจะถล่มทลาย

สุลต่านหนุ่มทรงอูฐถือคบเพลิงไปรอบสนามอย่างเชื่องช้า เพื่อให้ประชาชนของพระองค์ได้ชื่นชมความสำเร็จของพวกเขา ความสำเร็จที่คนในชาติร่วมแรงร่วมใจกันมาแรมปีเพื่อจัดงานอันยิ่งใหญ่ของโลกเช่นนี้ในแผ่นดินเกิดของพวกเขา

พระองค์ทรงเรียกเสียงฮือฮาด้วยความชื่นชมยินดี และเสียงกรี๊ดอย่างหลงใหลจากบรรดาสาวต่างชาติในทุกจุดบนอัฒจันทร์ที่ทรงเคลื่อนผ่าน ไม่เว้นแม้แต่เหล่านักกีฬากลางสนามเอง พวกเขาต่างก็ไชโยโห่ร้องกันอย่างอื้ออึงในพระจริยาวัตรอันงดงามของสุลต่านพระองค์นี้

หลังจากทรงอูฐครบรอบสนามหนึ่งรอบแล้ว ทรงจบขั้นตอนสำคัญลงด้วยการทรงอูฐกลับมาประทับที่ตำแหน่งเดิมอีกครั้ง ทรงลดคบเพลิงลงในกระถางรูปดอกบัวอันเป็นสัญลักษณ์ของประเทศที่ค่อยๆแย้มกลีบออกมาทีละน้อยด้วยกลไกอิเล็กทรอนิกส์

ฉับพลันนั้นเอง เปลวไฟก็โชติช่วงชัชวาลขึ้นในกระถางดอกบัวนั้น มันได้ปลดปล่อยเปลวเพลิงให้เคลื่อนตัวลุกลามไปตามร่องน้ำมันที่ทอดยาวขึ้นไปถึงกระถางคบเพลิงขนาดใหญ่ด้านบนอัฒจันทร์

ไม่นานพระเพลิงแห่งกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกก็สุกใสสว่างขึ้นเหนือท้องฟ้ากรุงดูฮา เป็นการประกาศว่าการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ณ. แผ่นดินแห่งราชอาณาจักรกอลิยาห์


ทักษอรได้แต่มองภาพประทับใจเหล่านั้นด้วยความตื่นตาตื่นใจ แต่ในความตื่นใจนั้นเองหล่อนก็แอบหวังเอาไว้ว่าสุลต่านฮาซานจะหันทอดพระเนตรมาทางหล่อนบ้างสักครั้ง แต่ความหวังของหล่อนคงจะไม่เป็นความจริงขึ้นมาได้ง่ายๆเลย ด้วยหล่อนเป็นเพียงจุดเล็กๆเพียงจุดเดียวเท่านั้น ในจำนวนนักกีฬานับหมื่นที่อัดแน่นกันอยู่ในสนามแห่งนี้

"ไฮ้ ทักษอร" เสียงแหลมเล็กดังแว่วมาทำให้ทักษอรต้องละสายตาจากสุลต่านหนุ่ม หล่อนหันกลับไปมองที่มาของเสียง และก็ต้องดีใจแทบจะกระโดดเมื่อได้พบกับเพื่อนเก่าอีกครั้ง

"อาซามิ" หล่อนร้องตะโกนแล้ววิ่งเข้าไปโอบกอดเพื่อนเก่าด้วยความดีใจ

"เป็นยังไงบ้างย่ะหล่อน ไม่ได้เจอกันเสียนานเชียว"

"ก็สบายดี" ทักษอรตอบอย่างยิ้มแย้ม "แหมดีใจจริงๆที่ได้เจอเธอ อย่างน้อยก็ยังมีเธอคนหนึ่งล่ะที่เห็นฉันท่ามกลางฝูงนักกีฬามากมายขนาดนี้"

"โอโห ดีใจขนาดนั้นเลยเหรอ" อาซามิทำท่าแปลกใจ หล่อนหันไปหาสุลต่านหนุ่มแล้วหันกลับมายิ้มให้ทักษอรอย่างเข้าใจ "เป็นยังไงล่ะ ฉันบอกแล้วว่าอย่าเล่นตัวนัก รู้สึกอย่างไรก็ให้รีบๆบอกเขาไป แล้วทีนี้จะหาโอกาสที่ไหนไปบอกรักเขากันล่ะ"

"ใครเหรอ เธอพูดถึงใครกัน" นักกีฬาสาวไทยแสร้งทำเป็นไม่รู้ แต่ใบหน้ากับแดงก่ำจนไม่สามารถปกปิดความรู้สึกตัวเองเอาไว้ได้

"ก็นั่นไงล่ะ" อาซามิชี้ไปยังสุลต่านหนุ่มที่กำลังลงจากหลังอูฐท่ามกลางราชองครักษ์มากมาย แล้วพระราชดำเนินกลับไปยังที่ประทับด้านบนอัฒจันทร์

"บ้าเหรอ" ทักษอรตบป้าบเข้าให้ที่ต้นแขนเพื่อนสาวอย่างคุ้นเคย ก่อนจะมองตามไปยังพระแท่นที่ประทับซึ่งอยู่สูงขึ้นไป ดูพระองค์จะทรงสูงส่งไปเสียแล้วสำหรับคำบอกรักจากผู้หญิงธรรมดาๆอย่างหล่อน

"โอย...มือหนักเหมือนเดิมนะ" อาซามิประท้วง

"ก็เล่นพูดอะไรก็ไม่รู้นี่นา"

"แหม หรือจะเถียงว่าที่มาเป็นตัวแทนประเทศในครั้งนี้ไม่ใช่เพราะว่าอยากจะมาเข้าเฝ้าพระองค์น่ะ"

"ไม่ใช่ย่ะ" ทักษอรเปลี่ยนจากตบมาเป็นหยิก

"โอ๊ย"

"พูดมาก เดี๋ยวก็ได้หัวหลุดจากบ่าไปตามๆกันหรอก" ทักษอรค้อนปะหลับปะเหลือก

"จ้าๆ ไม่พูดแล้ว" อาซามิยอมจำนน

ฉับพลันนั้นเอง ทักษอรก็สังเกตเห็นรูปร่างที่เปลี่ยนไปของเพื่อนสาว แม้หล่อนจะมีรูปร่างใหญ่แต่ก็ดูไม่อ้วนท้วนเหมือนเมื่อสมัยเรียน

"นี่เธอผอมลงหรือเปล่าเนี่ย" ทักษอรร้องถามด้วยความอยากรู้

"หึหึ ก็ลดไปหลายปอนด์เหมือนกัน" อาซามิตอบด้วยท่าทางเขินๆ

"เกิดอะไรขึ้นหรือไง"

"ไม่รู้สิ คงเป็นเพราะ..." แก้มขาวเริ่มมีสีแดงเปื้อนออกมา

"นี่อย่าบอกนะว่าลดหุ่นเพื่อจะสวมชุดแต่งงาน"

อาซามิไม่ตอบ หล่อนเพียงแต่พยักหน้าด้วยท่าทางขวยอายเท่านั้นเอง นั่นเท่ากับว่าเป็นการยอมรับว่าสิ่งที่ทักษอรคาดเดานั้นเป็นความจริง

"เคนโด้เหรอ"

สาวญี่ปุ่นพยักหน้าอีกครั้ง

"ฉันยินดีด้วยนะ" ทักษอรกุมมือเพื่อนด้วยความดีใจ

"หลังจากดูฮาเกมส์คราวนี้ เราจะจัดงานแต่งกันที่เกียวโต บ้านเกิดของเคนโด้"

"อย่าลืมร่อนการ์ดเชิญมาให้ฉันล่ะ"

"แหม...สำหรับเธอ ฉันต้องบังคับให้เป็นเพื่อนเจ้าสาวเลยแหละ"

"ยินดีจ้ะ" ทักษอรยิ้มด้วยความปลาบปลื้มแทนเพื่อน "เออ...แล้วนี่เธอมาอยู่ในขบวนนักกีฬาในวันนี้ได้ไงเนี่ย"

"ก็พอดีลองไปคัดตัวเป็นนักกีฬาทุ่มน้ำหนักดู ปรากฏว่าติดแฮะ ก็เลยมาที่นี่ได้อย่างที่เห็นนั่นแหละ"

"แหม เก่งนะยะ" ทักษอรหยิกแก้มสาวอาทิตย์อุทัยเป็นการหยอก

"เออ...แล้วยัยทิชาน้องสาวเธอเป็นยังไงบ้าง ยังเฮี้ยวอยู่เหมือนเดิมไหม"

คำถามของหล่อนทำเอาทักษอรนิ่งอึ้งไป เมื่อห้าปีก่อน หลังจากฮาซานหายตัวไปพร้อมๆกับทิชากรได้ไม่กี่วัน องครักษ์ของเจ้าชายอัคคาร์ก็ติดต่อมาหาหล่อน และเล่าให้หล่อนฟังว่า เจ้าชายทรงโปรดทิชากรมาก และจะขอหล่อนไปเป็นชายา เพื่อเตรียมพร้อมที่จะก้าวไปเป็นพระราชินีในอนาคตของพระองค์ หากทรงได้ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระราชบิดา

แต่เนื่องจากในขณะนี้ยังติดเรื่องกฎมณเฑียรบาลอยู่ เพราะประเทศอัสบายาห์เป็นประเทศมุสลิม ผู้ที่ดำรงตำแหน่งสูงสุดไม่เว้นแม้แต่ราชินีจะต้องเป็นชาวมุสลิมมาแต่กำเนิด ทำให้ทรงจำเป็นต้องเก็บงำเรื่องอภิเษกนี้ไว้เป็นความลับก่อน รอให้ทรงขึ้นครองราชย์แล้ว จึงจะทรงแก้ไขกฎมณเฑียรบาล และประกาศแต่งตั้งทิชากรให้เป็นราชินีอย่างเปิดเผย

ทักษอรถูกย้ำนักย้ำหนาว่าอย่าแพร่งพรายเรื่องนี้ให้ใครรู้เด็ดขาด มิเช่นนั้นแล้ว น้องสาวของหล่อนอาจจะได้พบกับความผิดหวังก็เป็นได้

"ตอนนี้ไปอยู่กินกับเศรษฐีชาวอาหรับแล้วล่ะ" ทักษอรบิดเบือนความจริงไปเล็กน้อย

"อ๋อเหรอ แหมสบายไปเลยเน้อ"

"ก็คงอย่างนั้น" สาวไทยยักไหล่ หล่อนก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าน้องสาวฝาแฝดของหล่อนจะสบายจริงหรือเปล่า เพราะการต้องหลบๆซ่อนๆอยู่อย่างนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับเมียน้อยเมียเก็บเลยสักนิดเดียว


"ตายล่ะ มัวแต่คุยเพลิน เขาจะกลับที่พักกันหมดแล้ว เดี๋ยวฉันกลับไปเข้าแถวก่อนนะ แล้วเอาไว้ค่อยคุยกันอีก" อาซามิกล่าวลา

"ได้จ้ะ" ทักษอรยิ้มรับอย่างยินดี รู้สึกเหมือนวันเก่าๆกลับมา ขาดแต่ก็เพียงผู้ชายที่ชื่อฮาซานเท่านั้น เขาดูห่างไกลจนหล่อนไม่คิดว่าจะได้พบกันอีก เพราะบัดนี้ เขาได้กลายมาเป็นสุลต่านที่มั่งคั่งติดอันดับของโลกไปเสียแล้ว

หญิงสาวแหงนหน้ามองพระองค์อีกครั้ง ดูเหมือนว่าความสูงของอัฒจันทร์กับพื้นสนามหญ้าที่หล่อนยืนอยู่จะเทียบไม่ได้เลยระหว่างความสูงศักดิ์ของสุลต่านฮาซานกับหญิงสาวชาวบ้านจากต่างแดนอย่างหล่อน ความหวังและความฝันของหล่อนดูจะห่างไกลออกไปทุกที

* * * * * * * * * *

หลังจากผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ การแข่งขันยิงธนูประเภทบุคคลหญิงก็มาถึงรอบชิงชนะเลิศ และประเทศที่ได้เข้าชิงก็คือตัวแทนจากเกาหลีใต้ คิม จู ซัง ซึ่งเคยได้เหรียญทองและทุบสถิติโลกลงไปได้เมื่อโอลิมปิกคราวที่แล้ว หล่อนจะต้องพบกับตัวแทนจากประเทศไทยผู้มีนามว่า ทักษอร เตชภณ

"ตอนนี้คะแนนของทักษอรตามหลัง คิม จู ซัง ที่ยิงครบไปแล้วอยู่เพียงเก้าแต้ม ถ้าเธอสามารถยิงธนูลูกสุดท้ายได้คะแนนเต็ม เธอจะเป็นนักกีฬายิงธนูคนแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่ได้เหรียญทองในกีฬาโอลิมปิกไปครอง" เสียงผู้บรรยายกีฬาดังผ่านลำโพงออกมา

สุลต่านฮาซานทรงทอดพระเนตรผ่านโทรทัศน์วงจรปิดด้วยพระทัยเต้นระทึก หญิงสาวที่เคยโปรดและได้เคยร่วมเรียงเคียงหมอนกับพระองค์ บัดนี้กำลังจะสร้างประวัติศาสตร์ของตัวหล่อนเองในประเทศของพระองค์ มันทำให้ความขุ่นข้องหมองใจในอดีตถูกบดบังไปได้ชั่วขณะ

ทักษอรยกคันธนูขึ้นมาจัดระดับแขนทั้งสองข้าง ก่อนจะน้าวสาย ตอนนี้ภาพในโทรทัศน์จับไปอยู่ที่ใบหน้างามของหล่อน ท่าทางของหล่อนดูสมบูรณ์แบบ มือที่ใช้น้าวสายอยู่ใต้คาง สายธนูแตะปากและจมูกเป็นแนวเดียวกัน ดวงตาของหล่อนแน่วแน่จนสะกดผู้ชมให้นิ่งงัน

ในที่สุดหล่อนก็ปล่อยสายเพื่อปลดปล่อยลูกธนูให้เป็นอิสระ มันพุ่งออกจากคันธนูราวนกอินทรีย์ที่โผบินไปด้วยความเร็วเพื่อจับเหยื่อ ศรแหลมยาววิ่งตรงไปยังเป้าหมายที่ตั้งอยู่ห่างออกไปเจ็ดสิบเมตรและปักกับเป้าเสียงซวบ

กล้องแพนตามลูกธนูไปทันที จากนั้นตากล้องก็ค่อยๆซูมเข้าไปใกล้ท่ามกลางเสียงโห่ร้องด้วยความเสียดายของผู้ชมในสนามที่พกกล้องส่องทางไกลมาด้วย

ลูกธนูไม่ได้เข้าตรงวงกลมสีเหลืองตรงกลางเหมือนในรอบที่ผ่านๆมา หากแต่ว่ามันไปปักคาอยู่บนเส้นแบ่งวงระหว่างวงที่สอง (วงสีเหลือง) กับวงที่สาม (วงสีแดง) แม้กล้องจะซูมไปได้ระยะเท่าใด ก็ไม่อาจระบุแน่ชัดว่าลูกธนูปักอยู่ที่วงไหนกันแน่

นั่นทำให้กรรมการต้องวิ่งเข้าไปตรวจดูอย่างละเอียด ทุกคนต่างรอคอยด้วยใจเต้นระทึก เพราะถ้าลูกศรเบี่ยงเบนไปทางวงสีเหลือง (วงที่สอง) มากกว่า ทักษอรจะได้เก้าคะแนนในการยิงครั้งสุดท้าย นั่นก็หมายความว่าหล่อนจะมีคะแนนเท่ากับ คิม จู ซัง และต้องมีการยิงธนูตัดสินกันใหม่

แต่ถ้าไม่ นั่นหมายความว่าทักษอรจะมีเพียงแปดแต้มเท่านั้น นั่นเท่ากับว่าหล่อนพลาดเหรียญทองไปแค่เพียงคะแนนเดียวเท่านั้น

หลังจากปล่อยให้ผู้ชมในสนามและที่ดูการถ่ายทอดสดลุ้นระทึกอยู่นาน กรรมการก็ขาดออกมาเสียงดังว่า "สีแดง แปดคะแนน"


"ปัดโธ่ แค่นี้ทำไมพลาดได้นะ" สุลต่านหนุ่มตบพระชานุดังฉาดด้วยความเสียดาย


ทักษอรเป่าปากเสียดาย แต่ดูท่าหล่อนจะไม่ได้เสียใจอะไรมากนัก หญิงสาวหันกลับไปหาคู่ชิงชัยของตัวเองทันที ก่อนจะขอจับมือสาวเกาหลีด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม

"คุณเก่งมากมิสทักษอร" สาวคิมกล่าวชื่นชมด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"แต่คงเทียบไม่ได้กับคุณ คุณเก่งจริงๆค่ะ คุณคิม"

คิม จู ซัง ยิ้มให้หล่อนอีกครั้ง ก่อนจะหันไปหาผู้ชมในสนามแล้วยกมือทักษอรชูขึ้นเหนือศีรษะเป็นการเชิดชูคู่แข่งคนสำคัญของหล่อน

ผู้ชมต่างปรบมือให้ทั้งคู่ดังสนั่นหวั่นไหว พวกเขาปรบมือให้กับ คิม จู ซัง ที่เก่งกาจจนได้เป็นแชมป์กีฬาโอลิมปิกเป็นสมัยที่สอง และปรบมือให้กับทักษอร ม้ามืดชาวไทยที่ต่อสู้กับแชมป์เก่าได้อย่างสูสี จนต้องลุ้นกันในนาทีสุดท้ายเลยทีเดียว

ทักษอรโปรยยิ้มให้พวกเขา ท่อนแขนอันเรียวงามอีกข้างยกขึ้นโบกมือไปมา สายตาของหล่อนสอดส่องไปในฝูงชนเหล่านั้น ในใจก็หวังอยู่ลึกๆว่า สุลต่านฮาซานจะเสด็จมาทอดพระเนตรการแข่งขันครั้งนี้ด้วย แต่ความหวังของหล่อนก็คงไม่อาจเป็นจริงได้ หญิงสาวได้แต่ฉีกยิ้มให้กับฝูงชนเหล่านั้น แต่ภายในใจกลับเศร้าซึมและเต็มไปด้วยความผิดหวัง

* * * * * * * * * *

การแข่งขันของทักษอรจบลงไปแล้ว แต่หล่อนก็ยังไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางกลับประเทศไทย แถมยังได้รับพ๊อกเก็ตมันนี่และที่พักฟรีสำหรับท่องเที่ยวอยู่ในกอลิยาห์จนกว่าจะจบการแข่งขันอีกต่างหาก

ทางฝ่ายจัดการแข่งขันให้เหตุผลว่า สุลต่านจะทรงจัดเลี้ยงให้กับนักกีฬาที่ได้เหรียญจากการแข่งขันครั้งนี้ทุกคน ซึ่งนั่นก็รวมไปถึงหล่อนด้วยที่ได้เหรียญเงินมาในการแข่งขันยิงธนูเมื่อไม่กี่วันมานี้

ทักษอรจึงได้แต่ท่องเที่ยวไปในดูฮาและใช้จ่ายเงินที่ได้มาฟรีๆอย่างที่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรให้ดีกว่านี้ และวันนี้หล่อนก็เดินทางมาถึง ซุก (ตลาด) อาลิม อันเป็นตลาดผ้าพื้นเมืองและเครื่องประดับ ที่ตั้งอยู่ในจัตุรัสกลางเมืองหน้าพระราชวังหลวง

หญิงสาวเดินเลือกซื้อของอย่างเพลิดเพลินจนมาหยุดอยู่ตรงหน้าพระราชวังหลวง หล่อนชะเง้อมองผ่านรั้วเหล็กสีเทาเข้าไปในเขตพระราชฐาน พระราชวังดูใหญ่โตโอ่อ่าและงดงามเหลือเกิน และสุลต่านฮาซานก็คงประทับอยู่ในนั้น โอ้...ความอลังการนั้นยิ่งทำให้หญิงสาวรู้สึกว่า พระองค์ช่างสูงส่งเกินเอื้อมสำหรับหล่อนจริงๆ

"เฮ้อ..." ทักษอรถอนหายใจก่อนที่จะสะบัดศีรษะไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไป

หล่อนหันหลังให้กับพระราชวังหลวง แล้วหันหน้าเข้าหาตลาดผ้าอันคึกคักทันทีทิ้งความโอ่อ่าอันน่าหดหู่ให้เด่นตระหง่านอยู่ด้านหลัง

ใน ซุกอาลิม แห่งนี้นั้นเต็มไปด้วยแผงลอยและร้านรวงต่างๆคับคั่ง ทุกซอกทุกมุมล้วนเป็นที่ซื้อขายสินค้าอย่างคึกคัก ส่วนใหญ่เป็นผ้าพื้นเมืองสีสันสวยงาม อีกทั้งยังมีสินค้าพื้นเมือง เครื่องสำอาง เครื่องหอม และเครื่องประดับเพชรพลอยราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นของจริง

ทักษอรเริ่มเดินชมสินค้าต่างๆไปเรื่อยๆอีกครั้ง จนมาสะดุด
ซ่อนกลิ่
 
Posts: 20
Joined: Thu Jun 07, 2007 6:22 am

Postby ซ่อนกลิ่ on Tue Jun 19, 2007 1:52 am

ทักษอรเริ่มเดินชมสินค้าต่างๆไปเรื่อยๆอีกครั้ง จนมาสะดุดกับชายรูปร่างสูงโปร่งคนหนึ่ง เขามาหยุดยืนหน้าหล่อน และขวางไม่ให้หล่อนไป ใบหน้าของเขาคุ้นตา แต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน

"สวัสดีครับ" ภาษาอังกฤษสำเนียงอาหรับ ผสมกับกลิ่นเครื่องเทศที่อบอวลไปทั่ว ทำให้เขาดูมีเสน่ห์ขึ้นมาอย่างประหลาด

"เอ่อ...สวัสดีค่ะ"

เขาสวมโตป และพรางใบหน้าด้วยผ้าคลุมศีรษะ แถมยังใส่แว่นกันแดดจนหล่อนไม่สามารถคาดเดาได้ถูกเลยว่า เขาเป็นใคร

"มีอะไรให้ดิฉันช่วยไหมคะ"

"คุณคงจำผมไม่ได้" เขาเอ่ยเสียงเบา "ที่แรกผมก็นึกว่าคุณเป็นอีกคนหนึ่งเสียอีก"

"เอ่อ...คุณคงหมายถึงทิชากรใช่ไหมค่ะ" หล่อนคาดเดา ถ้าจะมีใครคิดว่าหล่อนเป็นคนอื่นล่ะก็ เขาก็ต้องคิดว่าหล่อนคือทิชากรน้องสาวฝาแฝดแน่ๆ ผู้ชายคนนี้รู้จักน้องสาวของหล่อนหรือ เขาเป็นใครกันแน่

"ครับ" เขายอมรับ "คุณเหมือนหล่อนมากจนผมเกือบจะจำผิด"

"แล้วคุณเป็นใครล่ะคะ"

"เอ่อ...ก็เป็นสามีของน้องสาวคุณนั่นแหละครับ" เขาเฉลยเป็นปริศนา

"เจ้า..." ทักษอรเกือบจะหลุดปากไป แต่เจ้าชายอัคคาร์ก็ไวพอที่จะปิดปากหล่อนเอาไว้ได้

"อย่าพูดไปครับ ผมพรางตัวมา ไม่อยากให้ใครรู้" ทรงอธิบาย "ผมจะปล่อยมือ คุณเรียกผมว่าอัคคาร์ก็พอนะครับ"

"เพคะ" หล่อนหลุดปากไปจนได้หลังจากทรงปล่อยพระหัตถ์ออก

"ผมว่า ใช้คำว่า 'ค่ะ' เฉยๆดูจะปลอดภัยกว่านะครับ"

"เอ่อ...ขอโทษเพคะ เอ๊ย...ค่ะ" หล่อนค้อมศีรษะให้อย่างนอบน้อม

"ตามสบายเถอะครับ" ทรงแย้มสรวล "แล้วนี่มาเดินซื้อของหรือครับ"

"ค่ะ ต้องอยู่อีกหลายวัน ก็เลยมาเดินเล่นน่ะค่ะ"

"โอ้...ถ้าไม่รังเกียจ ให้ผมเดินไปเป็นเพื่อนนะครับ" ทรงเสนอตัว

"แหม หม่อมฉัน...เอ๊ย...ดิฉันต่างหากที่ต้องเป็นคนพูดคำนั้น" หญิงสาวยิ้มหวาน

รอยยิ้มนั้นช่างเป็นรอยยิ้มที่แตกต่างจากชายาของพระองค์เสียเหลือเกิน เจ้าชายหนุ่มจึงอดรู้สึกชื่นชมในตัวทักษอรขึ้นมาไม่ได้ หล่อนมีความงามทุกอย่างไม่ได้ด้อยไปกว่าทิชากรเลยสักนิด แต่ที่ทำให้พระองค์รู้สึกว่าหล่อนสมบูรณ์แบบกว่าก็คือท่วงท่าอันอ่อนช้อยของหล่อนนั่นเอง

"แล้วทิชากรไม่มาด้วยหรือคะ"

"อย่างทิชากรน่ะเหรอจะมาเดินตลาด นี่คุณไม่รู้จักน้องสาวคุณเลยหรือไงกัน"

"เอ่อ..." เป็นความจริงอย่างที่ตรัส "แล้วตอนนี้เธออยู่ที่ไหนคะ"

"ยังอยู่ที่อัสบายาห์ครับ ไม่ได้มาด้วยหรอก"

"เธอสบายดีไหมคะ"

"อืมม์..." ทรงครุ่นคิดว่าจะตอบหล่อนว่าอย่างไรดี "ก็คิดว่านอกจากที่ต้องเก็บตัวอยู่แต่ในวังแล้ว อย่างอื่นก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรนะ"

"ดิฉันคิดถึงเธอจัง"

เจ้าชายหนุ่มแย้มสรวล นี่เป็นโอกาสอันเหมาะที่จะสานสัมพันธ์กับหล่อน พระองค์จึงตรัสเชิญชวนในทันที "ถ้าคิดถึง ก็ไปเยี่ยมสิครับ"

"ได้หรือคะ" หญิงสาวเบิกตาโตด้วยความดีใจ

"ทำไมจะไม่ได้ล่ะ ก็คุณเป็นพี่สะใภ้ผมนะครับ แล้วไอ้การไปเยี่ยมน้องสาวนี้มันก็ไม่เหมือนการไปเยี่ยมนักโทษในคุกนะครับ ผมไม่ได้เอาน้องสาวคุณไปขังเสียหน่อย"

"จริงนะคะ" ทักษอรถามย้ำด้วยความดีใจ แววตาเหงาหงอยเมื่อสักครู่เปล่งประกายระยิบระยับขึ้นมาทันที

"จริงสิครับ" ทรงย้ำคำเพื่อให้หล่อนมั่นใจ


"เออ...ว่าแต่วันนี้คุณเจาะจงมาซื้ออะไรเป็นพิเศษหรือเปล่าครับ"

"ก็มาเดินเล่นแก้เซ็งน่ะค่ะ"

"คุณชอบเดินเที่ยวตลาดหรือครับ" ตรัสถามอย่างสนพระทัย

"ก็สนุกดีค่ะ ได้เห็นอะไรเยอะแยะ"

"เหมือนผมเลย มันดูมีชีวิตชีวากว่าในห้างสรรพสินค้าที่ติดแอร์เย็นฉ่ำเป็นไหนๆ ดูสิ นี่คือวิถีชาวบ้านแบบมุสลิมแท้ๆ เราจะไม่ได้เห็นอารยธรรมตะวันตกในซุก (ตลาด) ทุกแห่งเลยแม้แต่น้อย"

"เอ...คุณจะมาเดินตลาดอย่างนี้ทำไมล่ะคะ ดิฉันว่าในวัง...เอ่อ...ที่บ้านคุณน่าจะมีทุกสิ่งทุกอย่างครบครันจนไม่อยากมาเดินให้เมื่อยเลยนี่คะ"

"หึหึ" ทรงพระสรวลในลำคอ "ผมมาเดินเล่นดูผู้คนน่ะครับ ก็อย่างที่บอก วันๆเจอแต่พวกไฮโซไฮซ้อ น่าเบื่อจะตาย ผมชอบที่จะมาดูความเป็นอยู่ของประชาชนนะ นี่พอดีได้รับเชิญจากสุลต่านฮาซานให้มาชมพิธีปิดดูฮาเกมส์ ก็เลยถือโอกาสมาเดินเล่นตลาดของกอลิยาห์ไปด้วยเลย"

"หรือคะ แหมได้คนที่เป็นห่วงเป็นใยราษฎรอย่างนี้ ประเทศของคุณจะต้องมีแต่ความสงบสุขแน่ๆเลยค่ะ" หล่อนกล่าวชมด้วยความเลื่อมใส

"ขอบคุณครับ" ทรงแย้มสรวลรับ "เราไปกันเถอะครับ เดี๋ยวเลยไปทานอะไรกัน ผมเลี้ยงเอง"

"ถ้าอย่างนั้นดิฉันไม่เกรงใจนะคะ" หล่อนกล่าวติดตลก

ทั้งสองมองหน้ากัน ก่อนจะระเบิดหัวเราะออกมา แล้วพากันเดินเที่ยวตลาดอย่างสนุกสนาน


แต่การพลางตัวเดินตลาดก็ไม่ได้มีแต่เจ้าชายอัคคาร์เพียงพระองค์เดียว สุลต่านฮาซานก็ทรงมีนิสัยอย่างนี้เช่นเดียวกัน และตอนนี้ก็ทรงประทับยืนทอดพระเนตรทักษอรกะหนุงกะหนิงกับเจ้าชายอัคคาร์อยู่ไม่ห่างออกไปไกลเท่าใดนัก

นั่นเท่ากับเป็นการตอกย้ำความเข้าใจผิดๆเดิมให้มากขึ้นไปอีก หลายปีที่ผ่านมา ทรงได้ข่าวมาว่าเจ้าชายอัคคาร์ได้รับหญิงชาวต่างชาติมาแอบซ่อนเป็นชายาอยู่ในพระราชวังหลวง เพื่อรอเวลาเปลี่ยนแปลงกฎมณเฑียรบาลเมื่อขึ้นครองราชย์

ตลอดเวลาทรงได้แต่คิดเข้าข้างพระองค์เองว่า ผู้หญิงคนนั้นคงไม่ใช่ทักษอร แต่ภาพที่เห็นในวันนี้ก็ทำให้ความหวังของพระองค์พังทลายลง ทั้งคู่ควงคู่กันออกมาเดินตลาดพร่ำพลอดกันอย่างสุขใจ ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ผู้หญิงต่างชาติที่เป็นข่าวร่ำลือนั้นก็คือ ทักษอร หญิงสาวที่ไม่เคยลบเลือนไปจากพระราชหฤทัยของพระองค์เลยนั่นเอง
ซ่อนกลิ่
 
Posts: 20
Joined: Thu Jun 07, 2007 6:22 am


Return to เงาพิศวาส

Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 0 guests

cron