[size=150]7.
นักวิ่งมาราธอนชาวกอลิยาห์วิ่งผ่านประตูบานใหญ่เข้าสู่สนามกีฬาแห่งชาติท่ามกลางเสียงไชโยโห่ร้องของผู้ชนกว่าหนึ่งแสนคนที่เข้ามาแออัดกันอยู่ในสนามแห่งนี้ เขาวิ่งไปรอบสนามหนึ่งรอบก่อนจะมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าแท่นประทับ
พระราชาธิบดีฮาซาน อาดิล อะมานี ฉลองพระองค์ด้วยชุดโตปสีขาวบริสุทธิ์ ครอบพระเศียรด้วยผ้าอิมามะห์และสวมกัน(มงกุฎ) ประดับพระเศียรอย่างชาวมุสลิม ทรงอูฐออกจากแท่นประทับมาหยุดนิ่งตรงตำแหน่งที่ได้กำหนดไว้ เพื่อรอรับเปลวเพลิงอันเป็นสัญลักษณ์ของโอลิมปิกจากนักวิ่งมาราธอนคนนั้น
ชายหนุ่มชาวอาหรับมองประมุขของเขาด้วยแววตาแห่งความปลาบปลื้มและชื่นชม ก่อนจะคุกเข่าลงชูคบเพลิงขึ้นเหนือศีรษะ สุลต่านหนุ่มทรงยื่นคบที่สลักเสลาอย่างสวยงามต่อไฟจากนักวิ่งผู้นั้น แล้วยกมันชูขึ้นเหนือพระเศียร ทำให้เหล่าผู้ชมในสนามต่างเปล่งเสียงชื่นชมยินดีกันกึกก้องราวกับฟ้าดินจะถล่มทลาย
สุลต่านหนุ่มทรงอูฐถือคบเพลิงไปรอบสนามอย่างเชื่องช้า เพื่อให้ประชาชนของพระองค์ได้ชื่นชมความสำเร็จของพวกเขา ความสำเร็จที่คนในชาติร่วมแรงร่วมใจกันมาแรมปีเพื่อจัดงานอันยิ่งใหญ่ของโลกเช่นนี้ในแผ่นดินเกิดของพวกเขา
พระองค์ทรงเรียกเสียงฮือฮาด้วยความชื่นชมยินดี และเสียงกรี๊ดอย่างหลงใหลจากบรรดาสาวต่างชาติในทุกจุดบนอัฒจันทร์ที่ทรงเคลื่อนผ่าน ไม่เว้นแม้แต่เหล่านักกีฬากลางสนามเอง พวกเขาต่างก็ไชโยโห่ร้องกันอย่างอื้ออึงในพระจริยาวัตรอันงดงามของสุลต่านพระองค์นี้
หลังจากทรงอูฐครบรอบสนามหนึ่งรอบแล้ว ทรงจบขั้นตอนสำคัญลงด้วยการทรงอูฐกลับมาประทับที่ตำแหน่งเดิมอีกครั้ง ทรงลดคบเพลิงลงในกระถางรูปดอกบัวอันเป็นสัญลักษณ์ของประเทศที่ค่อยๆแย้มกลีบออกมาทีละน้อยด้วยกลไกอิเล็กทรอนิกส์
ฉับพลันนั้นเอง เปลวไฟก็โชติช่วงชัชวาลขึ้นในกระถางดอกบัวนั้น มันได้ปลดปล่อยเปลวเพลิงให้เคลื่อนตัวลุกลามไปตามร่องน้ำมันที่ทอดยาวขึ้นไปถึงกระถางคบเพลิงขนาดใหญ่ด้านบนอัฒจันทร์
ไม่นานพระเพลิงแห่งกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกก็สุกใสสว่างขึ้นเหนือท้องฟ้ากรุงดูฮา เป็นการประกาศว่าการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ณ. แผ่นดินแห่งราชอาณาจักรกอลิยาห์
ทักษอรได้แต่มองภาพประทับใจเหล่านั้นด้วยความตื่นตาตื่นใจ แต่ในความตื่นใจนั้นเองหล่อนก็แอบหวังเอาไว้ว่าสุลต่านฮาซานจะหันทอดพระเนตรมาทางหล่อนบ้างสักครั้ง แต่ความหวังของหล่อนคงจะไม่เป็นความจริงขึ้นมาได้ง่ายๆเลย ด้วยหล่อนเป็นเพียงจุดเล็กๆเพียงจุดเดียวเท่านั้น ในจำนวนนักกีฬานับหมื่นที่อัดแน่นกันอยู่ในสนามแห่งนี้
"ไฮ้ ทักษอร" เสียงแหลมเล็กดังแว่วมาทำให้ทักษอรต้องละสายตาจากสุลต่านหนุ่ม หล่อนหันกลับไปมองที่มาของเสียง และก็ต้องดีใจแทบจะกระโดดเมื่อได้พบกับเพื่อนเก่าอีกครั้ง
"อาซามิ" หล่อนร้องตะโกนแล้ววิ่งเข้าไปโอบกอดเพื่อนเก่าด้วยความดีใจ
"เป็นยังไงบ้างย่ะหล่อน ไม่ได้เจอกันเสียนานเชียว"
"ก็สบายดี" ทักษอรตอบอย่างยิ้มแย้ม "แหมดีใจจริงๆที่ได้เจอเธอ อย่างน้อยก็ยังมีเธอคนหนึ่งล่ะที่เห็นฉันท่ามกลางฝูงนักกีฬามากมายขนาดนี้"
"โอโห ดีใจขนาดนั้นเลยเหรอ" อาซามิทำท่าแปลกใจ หล่อนหันไปหาสุลต่านหนุ่มแล้วหันกลับมายิ้มให้ทักษอรอย่างเข้าใจ "เป็นยังไงล่ะ ฉันบอกแล้วว่าอย่าเล่นตัวนัก รู้สึกอย่างไรก็ให้รีบๆบอกเขาไป แล้วทีนี้จะหาโอกาสที่ไหนไปบอกรักเขากันล่ะ"
"ใครเหรอ เธอพูดถึงใครกัน" นักกีฬาสาวไทยแสร้งทำเป็นไม่รู้ แต่ใบหน้ากับแดงก่ำจนไม่สามารถปกปิดความรู้สึกตัวเองเอาไว้ได้
"ก็นั่นไงล่ะ" อาซามิชี้ไปยังสุลต่านหนุ่มที่กำลังลงจากหลังอูฐท่ามกลางราชองครักษ์มากมาย แล้วพระราชดำเนินกลับไปยังที่ประทับด้านบนอัฒจันทร์
"บ้าเหรอ" ทักษอรตบป้าบเข้าให้ที่ต้นแขนเพื่อนสาวอย่างคุ้นเคย ก่อนจะมองตามไปยังพระแท่นที่ประทับซึ่งอยู่สูงขึ้นไป ดูพระองค์จะทรงสูงส่งไปเสียแล้วสำหรับคำบอกรักจากผู้หญิงธรรมดาๆอย่างหล่อน
"โอย...มือหนักเหมือนเดิมนะ" อาซามิประท้วง
"ก็เล่นพูดอะไรก็ไม่รู้นี่นา"
"แหม หรือจะเถียงว่าที่มาเป็นตัวแทนประเทศในครั้งนี้ไม่ใช่เพราะว่าอยากจะมาเข้าเฝ้าพระองค์น่ะ"
"ไม่ใช่ย่ะ" ทักษอรเปลี่ยนจากตบมาเป็นหยิก
"โอ๊ย"
"พูดมาก เดี๋ยวก็ได้หัวหลุดจากบ่าไปตามๆกันหรอก" ทักษอรค้อนปะหลับปะเหลือก
"จ้าๆ ไม่พูดแล้ว" อาซามิยอมจำนน
ฉับพลันนั้นเอง ทักษอรก็สังเกตเห็นรูปร่างที่เปลี่ยนไปของเพื่อนสาว แม้หล่อนจะมีรูปร่างใหญ่แต่ก็ดูไม่อ้วนท้วนเหมือนเมื่อสมัยเรียน
"นี่เธอผอมลงหรือเปล่าเนี่ย" ทักษอรร้องถามด้วยความอยากรู้
"หึหึ ก็ลดไปหลายปอนด์เหมือนกัน" อาซามิตอบด้วยท่าทางเขินๆ
"เกิดอะไรขึ้นหรือไง"
"ไม่รู้สิ คงเป็นเพราะ..." แก้มขาวเริ่มมีสีแดงเปื้อนออกมา
"นี่อย่าบอกนะว่าลดหุ่นเพื่อจะสวมชุดแต่งงาน"
อาซามิไม่ตอบ หล่อนเพียงแต่พยักหน้าด้วยท่าทางขวยอายเท่านั้นเอง นั่นเท่ากับว่าเป็นการยอมรับว่าสิ่งที่ทักษอรคาดเดานั้นเป็นความจริง
"เคนโด้เหรอ"
สาวญี่ปุ่นพยักหน้าอีกครั้ง
"ฉันยินดีด้วยนะ" ทักษอรกุมมือเพื่อนด้วยความดีใจ
"หลังจากดูฮาเกมส์คราวนี้ เราจะจัดงานแต่งกันที่เกียวโต บ้านเกิดของเคนโด้"
"อย่าลืมร่อนการ์ดเชิญมาให้ฉันล่ะ"
"แหม...สำหรับเธอ ฉันต้องบังคับให้เป็นเพื่อนเจ้าสาวเลยแหละ"
"ยินดีจ้ะ" ทักษอรยิ้มด้วยความปลาบปลื้มแทนเพื่อน "เออ...แล้วนี่เธอมาอยู่ในขบวนนักกีฬาในวันนี้ได้ไงเนี่ย"
"ก็พอดีลองไปคัดตัวเป็นนักกีฬาทุ่มน้ำหนักดู ปรากฏว่าติดแฮะ ก็เลยมาที่นี่ได้อย่างที่เห็นนั่นแหละ"
"แหม เก่งนะยะ" ทักษอรหยิกแก้มสาวอาทิตย์อุทัยเป็นการหยอก
"เออ...แล้วยัยทิชาน้องสาวเธอเป็นยังไงบ้าง ยังเฮี้ยวอยู่เหมือนเดิมไหม"
คำถามของหล่อนทำเอาทักษอรนิ่งอึ้งไป เมื่อห้าปีก่อน หลังจากฮาซานหายตัวไปพร้อมๆกับทิชากรได้ไม่กี่วัน องครักษ์ของเจ้าชายอัคคาร์ก็ติดต่อมาหาหล่อน และเล่าให้หล่อนฟังว่า เจ้าชายทรงโปรดทิชากรมาก และจะขอหล่อนไปเป็นชายา เพื่อเตรียมพร้อมที่จะก้าวไปเป็นพระราชินีในอนาคตของพระองค์ หากทรงได้ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระราชบิดา
แต่เนื่องจากในขณะนี้ยังติดเรื่องกฎมณเฑียรบาลอยู่ เพราะประเทศอัสบายาห์เป็นประเทศมุสลิม ผู้ที่ดำรงตำแหน่งสูงสุดไม่เว้นแม้แต่ราชินีจะต้องเป็นชาวมุสลิมมาแต่กำเนิด ทำให้ทรงจำเป็นต้องเก็บงำเรื่องอภิเษกนี้ไว้เป็นความลับก่อน รอให้ทรงขึ้นครองราชย์แล้ว จึงจะทรงแก้ไขกฎมณเฑียรบาล และประกาศแต่งตั้งทิชากรให้เป็นราชินีอย่างเปิดเผย
ทักษอรถูกย้ำนักย้ำหนาว่าอย่าแพร่งพรายเรื่องนี้ให้ใครรู้เด็ดขาด มิเช่นนั้นแล้ว น้องสาวของหล่อนอาจจะได้พบกับความผิดหวังก็เป็นได้
"ตอนนี้ไปอยู่กินกับเศรษฐีชาวอาหรับแล้วล่ะ" ทักษอรบิดเบือนความจริงไปเล็กน้อย
"อ๋อเหรอ แหมสบายไปเลยเน้อ"
"ก็คงอย่างนั้น" สาวไทยยักไหล่ หล่อนก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าน้องสาวฝาแฝดของหล่อนจะสบายจริงหรือเปล่า เพราะการต้องหลบๆซ่อนๆอยู่อย่างนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับเมียน้อยเมียเก็บเลยสักนิดเดียว
"ตายล่ะ มัวแต่คุยเพลิน เขาจะกลับที่พักกันหมดแล้ว เดี๋ยวฉันกลับไปเข้าแถวก่อนนะ แล้วเอาไว้ค่อยคุยกันอีก" อาซามิกล่าวลา
"ได้จ้ะ" ทักษอรยิ้มรับอย่างยินดี รู้สึกเหมือนวันเก่าๆกลับมา ขาดแต่ก็เพียงผู้ชายที่ชื่อฮาซานเท่านั้น เขาดูห่างไกลจนหล่อนไม่คิดว่าจะได้พบกันอีก เพราะบัดนี้ เขาได้กลายมาเป็นสุลต่านที่มั่งคั่งติดอันดับของโลกไปเสียแล้ว
หญิงสาวแหงนหน้ามองพระองค์อีกครั้ง ดูเหมือนว่าความสูงของอัฒจันทร์กับพื้นสนามหญ้าที่หล่อนยืนอยู่จะเทียบไม่ได้เลยระหว่างความสูงศักดิ์ของสุลต่านฮาซานกับหญิงสาวชาวบ้านจากต่างแดนอย่างหล่อน ความหวังและความฝันของหล่อนดูจะห่างไกลออกไปทุกที
* * * * * * * * * *
หลังจากผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ การแข่งขันยิงธนูประเภทบุคคลหญิงก็มาถึงรอบชิงชนะเลิศ และประเทศที่ได้เข้าชิงก็คือตัวแทนจากเกาหลีใต้ คิม จู ซัง ซึ่งเคยได้เหรียญทองและทุบสถิติโลกลงไปได้เมื่อโอลิมปิกคราวที่แล้ว หล่อนจะต้องพบกับตัวแทนจากประเทศไทยผู้มีนามว่า ทักษอร เตชภณ
"ตอนนี้คะแนนของทักษอรตามหลัง คิม จู ซัง ที่ยิงครบไปแล้วอยู่เพียงเก้าแต้ม ถ้าเธอสามารถยิงธนูลูกสุดท้ายได้คะแนนเต็ม เธอจะเป็นนักกีฬายิงธนูคนแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่ได้เหรียญทองในกีฬาโอลิมปิกไปครอง" เสียงผู้บรรยายกีฬาดังผ่านลำโพงออกมา
สุลต่านฮาซานทรงทอดพระเนตรผ่านโทรทัศน์วงจรปิดด้วยพระทัยเต้นระทึก หญิงสาวที่เคยโปรดและได้เคยร่วมเรียงเคียงหมอนกับพระองค์ บัดนี้กำลังจะสร้างประวัติศาสตร์ของตัวหล่อนเองในประเทศของพระองค์ มันทำให้ความขุ่นข้องหมองใจในอดีตถูกบดบังไปได้ชั่วขณะ
ทักษอรยกคันธนูขึ้นมาจัดระดับแขนทั้งสองข้าง ก่อนจะน้าวสาย ตอนนี้ภาพในโทรทัศน์จับไปอยู่ที่ใบหน้างามของหล่อน ท่าทางของหล่อนดูสมบูรณ์แบบ มือที่ใช้น้าวสายอยู่ใต้คาง สายธนูแตะปากและจมูกเป็นแนวเดียวกัน ดวงตาของหล่อนแน่วแน่จนสะกดผู้ชมให้นิ่งงัน
ในที่สุดหล่อนก็ปล่อยสายเพื่อปลดปล่อยลูกธนูให้เป็นอิสระ มันพุ่งออกจากคันธนูราวนกอินทรีย์ที่โผบินไปด้วยความเร็วเพื่อจับเหยื่อ ศรแหลมยาววิ่งตรงไปยังเป้าหมายที่ตั้งอยู่ห่างออกไปเจ็ดสิบเมตรและปักกับเป้าเสียงซวบ
กล้องแพนตามลูกธนูไปทันที จากนั้นตากล้องก็ค่อยๆซูมเข้าไปใกล้ท่ามกลางเสียงโห่ร้องด้วยความเสียดายของผู้ชมในสนามที่พกกล้องส่องทางไกลมาด้วย
ลูกธนูไม่ได้เข้าตรงวงกลมสีเหลืองตรงกลางเหมือนในรอบที่ผ่านๆมา หากแต่ว่ามันไปปักคาอยู่บนเส้นแบ่งวงระหว่างวงที่สอง (วงสีเหลือง) กับวงที่สาม (วงสีแดง) แม้กล้องจะซูมไปได้ระยะเท่าใด ก็ไม่อาจระบุแน่ชัดว่าลูกธนูปักอยู่ที่วงไหนกันแน่
นั่นทำให้กรรมการต้องวิ่งเข้าไปตรวจดูอย่างละเอียด ทุกคนต่างรอคอยด้วยใจเต้นระทึก เพราะถ้าลูกศรเบี่ยงเบนไปทางวงสีเหลือง (วงที่สอง) มากกว่า ทักษอรจะได้เก้าคะแนนในการยิงครั้งสุดท้าย นั่นก็หมายความว่าหล่อนจะมีคะแนนเท่ากับ คิม จู ซัง และต้องมีการยิงธนูตัดสินกันใหม่
แต่ถ้าไม่ นั่นหมายความว่าทักษอรจะมีเพียงแปดแต้มเท่านั้น นั่นเท่ากับว่าหล่อนพลาดเหรียญทองไปแค่เพียงคะแนนเดียวเท่านั้น
หลังจากปล่อยให้ผู้ชมในสนามและที่ดูการถ่ายทอดสดลุ้นระทึกอยู่นาน กรรมการก็ขาดออกมาเสียงดังว่า "สีแดง แปดคะแนน"
"ปัดโธ่ แค่นี้ทำไมพลาดได้นะ" สุลต่านหนุ่มตบพระชานุดังฉาดด้วยความเสียดาย
ทักษอรเป่าปากเสียดาย แต่ดูท่าหล่อนจะไม่ได้เสียใจอะไรมากนัก หญิงสาวหันกลับไปหาคู่ชิงชัยของตัวเองทันที ก่อนจะขอจับมือสาวเกาหลีด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม
"คุณเก่งมากมิสทักษอร" สาวคิมกล่าวชื่นชมด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
"แต่คงเทียบไม่ได้กับคุณ คุณเก่งจริงๆค่ะ คุณคิม"
คิม จู ซัง ยิ้มให้หล่อนอีกครั้ง ก่อนจะหันไปหาผู้ชมในสนามแล้วยกมือทักษอรชูขึ้นเหนือศีรษะเป็นการเชิดชูคู่แข่งคนสำคัญของหล่อน
ผู้ชมต่างปรบมือให้ทั้งคู่ดังสนั่นหวั่นไหว พวกเขาปรบมือให้กับ คิม จู ซัง ที่เก่งกาจจนได้เป็นแชมป์กีฬาโอลิมปิกเป็นสมัยที่สอง และปรบมือให้กับทักษอร ม้ามืดชาวไทยที่ต่อสู้กับแชมป์เก่าได้อย่างสูสี จนต้องลุ้นกันในนาทีสุดท้ายเลยทีเดียว
ทักษอรโปรยยิ้มให้พวกเขา ท่อนแขนอันเรียวงามอีกข้างยกขึ้นโบกมือไปมา สายตาของหล่อนสอดส่องไปในฝูงชนเหล่านั้น ในใจก็หวังอยู่ลึกๆว่า สุลต่านฮาซานจะเสด็จมาทอดพระเนตรการแข่งขันครั้งนี้ด้วย แต่ความหวังของหล่อนก็คงไม่อาจเป็นจริงได้ หญิงสาวได้แต่ฉีกยิ้มให้กับฝูงชนเหล่านั้น แต่ภายในใจกลับเศร้าซึมและเต็มไปด้วยความผิดหวัง
* * * * * * * * * *
การแข่งขันของทักษอรจบลงไปแล้ว แต่หล่อนก็ยังไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางกลับประเทศไทย แถมยังได้รับพ๊อกเก็ตมันนี่และที่พักฟรีสำหรับท่องเที่ยวอยู่ในกอลิยาห์จนกว่าจะจบการแข่งขันอีกต่างหาก
ทางฝ่ายจัดการแข่งขันให้เหตุผลว่า สุลต่านจะทรงจัดเลี้ยงให้กับนักกีฬาที่ได้เหรียญจากการแข่งขันครั้งนี้ทุกคน ซึ่งนั่นก็รวมไปถึงหล่อนด้วยที่ได้เหรียญเงินมาในการแข่งขันยิงธนูเมื่อไม่กี่วันมานี้
ทักษอรจึงได้แต่ท่องเที่ยวไปในดูฮาและใช้จ่ายเงินที่ได้มาฟรีๆอย่างที่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรให้ดีกว่านี้ และวันนี้หล่อนก็เดินทางมาถึง ซุก (ตลาด) อาลิม อันเป็นตลาดผ้าพื้นเมืองและเครื่องประดับ ที่ตั้งอยู่ในจัตุรัสกลางเมืองหน้าพระราชวังหลวง
หญิงสาวเดินเลือกซื้อของอย่างเพลิดเพลินจนมาหยุดอยู่ตรงหน้าพระราชวังหลวง หล่อนชะเง้อมองผ่านรั้วเหล็กสีเทาเข้าไปในเขตพระราชฐาน พระราชวังดูใหญ่โตโอ่อ่าและงดงามเหลือเกิน และสุลต่านฮาซานก็คงประทับอยู่ในนั้น โอ้...ความอลังการนั้นยิ่งทำให้หญิงสาวรู้สึกว่า พระองค์ช่างสูงส่งเกินเอื้อมสำหรับหล่อนจริงๆ
"เฮ้อ..." ทักษอรถอนหายใจก่อนที่จะสะบัดศีรษะไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไป
หล่อนหันหลังให้กับพระราชวังหลวง แล้วหันหน้าเข้าหาตลาดผ้าอันคึกคักทันทีทิ้งความโอ่อ่าอันน่าหดหู่ให้เด่นตระหง่านอยู่ด้านหลัง
ใน ซุกอาลิม แห่งนี้นั้นเต็มไปด้วยแผงลอยและร้านรวงต่างๆคับคั่ง ทุกซอกทุกมุมล้วนเป็นที่ซื้อขายสินค้าอย่างคึกคัก ส่วนใหญ่เป็นผ้าพื้นเมืองสีสันสวยงาม อีกทั้งยังมีสินค้าพื้นเมือง เครื่องสำอาง เครื่องหอม และเครื่องประดับเพชรพลอยราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นของจริง
ทักษอรเริ่มเดินชมสินค้าต่างๆไปเรื่อยๆอีกครั้ง จนมาสะดุด
