Welcome
Welcome to <strong>mookfah</strong>.

You are currently viewing our boards as a guest, which gives you limited access to view most discussions and access our other features. By joining our free community, you will have access to post topics, communicate privately with other members (PM), respond to polls, upload content, and access many other special features. Registration is fast, simple, and absolutely free, so please, <a href="/profile.php?mode=register">join our community today</a>!

บทที่ 6

...ร้อนแรงบาดจิต....ในทะเลทรายร้อนระอุ
จาก ซ่อนกลิ่น

บทที่ 6

Postby ซ่อนกลิ่ on Tue Jun 19, 2007 1:49 am

[size=150]6.

ห้าปีผ่านไป

สนามกีฬายิงธนูกรุงเทพมหานคร

ทักษอรก้าวเข้าสู่แทนยิงด้วยท่วงท่าที่สง่างาม ตอนนี้หล่อนกลายเป็นสาวเต็มตัว อีกทั้งยังมีดีกรีปริญญาจากสหรัฐอเมริกาพ่วงท้ายมาด้วย นั่นทำให้หล่อนเป็นที่จับตามองของสื่อมวลชนและประชาชนชาวไทยในฐานะนักกีฬาหญิงที่โดดเด่นที่สุดในยามนี้

เหรียญทองจากกีฬามหาวิทยาลัยแห่งสหรัฐอเมริกาสามสมัยซ้อนทำให้หล่อนได้เปรียบกว่าคู่แข่งชาติเดียวกันคนอื่นๆ และตอนนี้หล่อนก็เพียงแค่ส่งลูกธนูให้ออกไปโดนส่วนใดส่วนหนึ่งของเป้าเท่านั้น หล่อนก็จะได้เป็นตัวแทนของประเทศไทยไปแข่งกีฬาโอลิมปิกที่ราชอาณาจักรกอลิยาห์ในปลายปีนี้แล้ว

หญิงสาวสูดลมหายใจลึกสู่ปอด ก่อนจะดึงสายธนูจนสุด สายตาเล็งไปยังเป้าหมาย ตอนนี้เองที่พระพักตร์ของสุลต่านหนุ่มปรากฏขึ้นบนเป้าที่อยู่ห่างออกไปเจ็ดสิบเมตร เป้าหมายอันสูงสุดอยู่ตรงหน้าแล้ว ทักษอรจึงปล่อยให้ลูกธนูพุ่งออกไปทันที และ...

“โอ้ว...มันเข้ากลางเป้าพอดีเลยครับ” เสียงโฆษกสนามประกาศก้อง “นางสาวทักษอร เตชภณ อายุยี่สิบสี่ปีได้เป็นตัวแทนของประเทศไทยเพื่อไปแข่งดูฮาเกมส์ที่ประเทศกอลิยาห์ครับ”

เสียงผู้คนที่เข้ามาชมการคัดตัวนักกีฬาครั้งนี้ร้องเฮขึ้นอย่างกึกก้องเพื่อแสดงความยินดีกับหล่อน ทักษอรหันมาโปรยยิ้มให้แล้วก้มกราบขอบคุณทุกคนอย่างงดงาม สมกับเป็นตัวแทนแห่งราชอาณาจักรไทยจริงๆ

* * * * * * * * * *

หลังจากมาถึงห้องพักนักกีฬา ทักษอรก็เดินไปทรุดตัวลงนั่งเหยียดแข้งขาบนม้านั่งยาว ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาทาบทับลงบนใบหน้าเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดจากการแข่งขันที่เพิ่งผ่านไป

‘ฉันทำสำเร็จ’ หญิงสาวกู่ร้องในใจอย่างปีติ

ห้าปีแล้วสินะ ที่เขาจากไปอย่างค้างคาใจ หล่อนจดจำคำพูดแปลกๆในวันสุดท้ายที่ได้พบกันได้เป็นอย่างดี และนั่นก็เป็นสิ่งที่ทำให้ทุกวันนี้ หล่อนไม่เคยลืมเลือนเขาได้เลย ทุกครั้งหล่อนจะเฝ้าถามตัวเองอยู่เสมอว่า มันเกิดอะไรขึ้นระหว่างเขาและเธอกันแน่

และคราวนี้แหละ เป็นโอกาสที่หล่อนจะได้ทวงถามถึงสิ่งที่ค้างคาจิตใจของหล่อนมาตลอดห้าปีให้จงได้



“เยี่ยมจริงๆ” เสียงหวานใสดึงสติของทักษอรที่โลดแล่นไปถึงกอลิยาห์ให้กลับมาสู่ความเป็นจริง

ทักษอรได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาอย่างแผ่วเบา หล่อนรู้สึกได้ว่าม้านั่งยาวไหวเอนด้วยหญิงสาวผู้นั้นนั่งลง หล่อนแง้มผ้าขึ้นดูก็พบว่าผู้ที่เข้ามานั่งใกล้ๆนั้นคืออินทิรานั่นเอง

ทักษอรจึงหลับตาลงอีกครั้งและปล่อยอารมณ์ต่อภายใต้ผ้าขนหนูอันเย็นฉ่ำ

“เล่นทำคะแนนเต็มอย่างนี้ มีหวังเหรียญทองเหรียญแรกของสมาคมคงไม่ไปไหนเสียหรอก” อินทิราเอ่ยขึ้น หล่อนก็เป็นหนึ่งในตัวแทนของประเทศเช่นกัน ซึ่งจะลงทำหน้าที่ในประเภททีมร่วมกับทักษอร

“ไม่หรอกมั้ง คนเก่งๆกว่าฉันมีอีกตั้งเยอะ” หล่อนตอบสบายๆ

“แต่เท่าที่ดู ฉันว่าเธอมีโอกาสมากกว่าประเทศอื่นเยอะเลยนะ” อินทิราใช้รีโมทเปิดโทรทัศน์ที่ยึดติดอยู่กับเพดานห้อง

หน้าจอดำมืดค่อยๆปรากฏแสงสว่างขึ้น แล้วเสียงของผู้ประกาศข่าวก็ตามมาในทันทีทันใด

“ต่อไปเป็นสกู๊ปพิเศษเกี่ยวกับเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกที่จะจัดขึ้นกลางปีนี้ครับ รายงานโดยศรี ธัญญะ จากกรุงดูฮา ประเทศกอลิยาห์ครับ”

เสียงผู้ประกาศข่าวกีฬาดังขึ้นทันทีที่โทรทัศน์แสดงผล นั่นทำให้ทักษอรลุกพรวดขึ้นมาทันที เพราะว่ามันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศที่หล่อนสนใจเป็นพิเศษนั่นเอง

ภาพในโทรทัศน์เป็นชายวันกลางคนชาวไทย แต่งตัวด้วยชุดยาวสีขาวแบบชาวอาหรับ “สวัสดีครับ ตอนนี้ผมยืนอยู่ในเมืองแห่งรุ่งอรุณ หรือที่ชาวอาหรับเรียกกันว่าดูฮา (แปลว่ารุ่งอรุณ)” ผู้ประกาศข่าวเดินต่อไปแล้วผายมือไปยังแผ่นโปสเตอร์ล้อมกรอบทองขนาดใหญ่ด้านหลัง “นี่คือพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระราชาธิบดี ฮาซาน อาดิล อะมานี ขนาดเท่าพระองค์จริงซึ่งประดิษฐานอยู่ที่ด้านหน้าของสนามกีฬาแห่งชาติกอลิยาห์ครับ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ที่ทรงโปรดให้ถ่ายไว้เมื่อวันที่พระองค์ทรงรับเหรียญทองในกีฬาฟันดาบสากลประเภทดาบเซเบอร์ในกีฬาโอลิมปิกเมื่อสี่ปีก่อนหน้านี้”

ดวงตาของทักษอรฉายแววแห่งความปิติขึ้น ในพระบรมฉายาลักษณ์ทรงอยู่ในฉลองพระองค์สีขาวล้วน หนีบหมวกเซเบอร์ใต้พระกัจฉะ และมีดาบเซเบอร์ที่มีโกร่งดาบสลักเสลาอย่างสวยงามเป็นลวดลายอักษรอารบิคโบราณอยู่ในพระหัตถ์

ทักษอรได้ชมการถ่ายทอดสดในวันนั้น วันที่สุลต่านฮาซานทรงดาบแข่งขันชิงเหรียญทอง ผ่านสัญญาณดาวเทียมของสหรัฐอเมริกาในสี่ปีก่อนหน้านี้

ท่วงท่าในการทรงดาบของพระองค์ทรงสง่างามเกินใคร อีกทั้งยังทรงทำคะแนนได้อย่างคล่องแคล้ว สมแล้วที่ได้รับเหรียญทองจากกีฬาโอลิมปิกในครั้งนั้น

“พระราชประวัติความเป็นมาของพระองค์เป็นอย่างไรนั้น เราไปติดตามสกู๊ปพิเศษนี้ไปพร้อมๆกันได้เลยครับ” ผู้ประกาศข่าวนอกสถานที่เอื้อนเอ่ยเชิญชวน

แล้วภาพก็ตัดไปยังพระบรมฉายาลักษณ์ในสมัยที่ทรงศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยมินเนโซต้า เรื่องราวต่างๆถูกบรรยายโดยละเอียด จนกระทั่งมาถึงตอนสำคัญที่หล่อนเฝ้าค้นหาคำตอบมาตลอดห้าปีที่พระองค์ทรงหายไป

ภาพข่าวการลอบปลงพระชนม์กษัตริย์มูฮาหมัดและเชื้อพระวงศ์รวมสิบสี่พระองค์ถูกฉายขึ้นแทนที่ และตามด้วยคำบรรยายจากผู้ประกาศข่าว “หลังจากสุลต่านมูฮาหมัดทรงสิ้นพระชนม์จากการลอบปลงพระชนม์แล้ว เหล่าคณะรัฐบาลและทหารต่างลงความเห็นว่าผู้ที่สมควรได้สืบราชบัลลังก์ก็คือ หม่อมหลวงฮาซาน ในสมัยนั้น”

จากนั้นภาพก็เปลี่ยนเป็นสุลต่านพระองค์ใหม่ในชุดฉลองพระองค์เต็มยศ “ทรงเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตยที่ยังไม่ค่อยสมบูรณ์นักทีละเล็กทีละน้อย แต่ยังทรงคงอำนาจเบ็ดเสร็จไว้กับพระองค์เอง ด้วยเกรงว่าจะเกิดความวุ่นวายตามมาภายหลัง ทรงค่อยๆเรียกหุ้นจากรัฐวิสาหกิจที่ถูกแปรรูปไปกลับคืนมาเป็นของรัฐ นั่นจึงทำให้ในสี่ปีแรกที่ทรงครองราชย์ รายได้เข้ารัฐบาลเพิ่มขึ้นจากสมัยก่อนถึงสามเท่าตัว นั่นเป็นที่มาของคณะกรรมการตรวจสอบข้าราชการโกงกิน มีข้าราชการมากมายถูกลงโทษในข้อหาฉ้อโกงและกอบโกยผลประโยชน์ของชาติเอาไว้จนร่ำรวยอยู่เพียงกลุ่มเดียว”

จากนั้นภาพก็เปลี่ยนเป็นแท่นขุดเจาะน้ำมันขนาดใหญ่กลางทะเลทราย “แต่ความเปลี่ยนแปลงชนิดที่เรียกได้ว่าจากหน้ามือเป็นหลังมือของประเทศก็คือ การค้นพบแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ใกล้เมืองดูฮาในขวบปีแรกที่ทรงขึ้นครองราชย์ ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ประเทศที่เคยแห้งแล้งกันดารมีแต่ทะเลทรายสุดลูกหูลูกตากลายเป็นประเทศที่ลอยอยู่กลางทะเลน้ำมันไปโดยปริยาย และบ่อน้ำมันเหล่านี้ก็ทำให้ประเทศที่มีรายได้ประชากรต่อคนต่อปีน้อยที่สุดในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง กลายมาเป็นประเทศที่ทำรายได้จากน้ำมันมาเป็นอันดับสามรองจากซาอุดีอารเบีย และอิรัก”

ภาพตัดกลับมาที่ผู้ประกาศข่าวที่หน้าสนามกีฬาอีกครั้ง “นั่นคือรายได้จากการผลิตน้ำมันดิบของกอลิยาห์จะพุ่งสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างอัสบายาห์เกือบเท่าตัวเลยทีเดียว ทำให้ประเทศที่เคยเป็นลูกไล่ของอัสบายาห์อย่างกอลิยาห์ ก้าวแซงประเทศเพื่อนบ้านไปในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน

นิตยสารไทม์ได้กล่าวเอาไว้ว่า พระราชาธิบดีฮาซาน ทรงเป็นกษัตริย์ผู้พลิกประวัติศาสตร์ของราชอาณาจักรกอลิยาห์อย่างแท้จริง และทั้งหมดคือรายงานข่าวจากเมืองดูฮา ประเทศกอลิยาห์ โดยศรี ธัญญะ” ผู้ประกาศข่าวชื่อคล้ายโรงพยาบาลโรคจิตยกมือขึ้นไหว้ลาอย่างสวยงาม

การรายงานจบลงโดยเพลงชาติของกอลิยาห์ โดยมีพระบรมฉายาลักษณ์ของสุลต่านฮาซานเป็นฉากหลัง ทักษอรมองพระพักตร์งามนั้นด้วยความปลาบปลื้ม ทรงไม่เคยลบไปจากใจของหล่อนเลยนับจากที่ทรงหายตัวไปในปีสุดท้ายของการศึกษาของพระองค์

“อะไรกันจ้ะ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่” อินทิราเอ่ยปากแซวเมื่อเห็นเพื่อนร่วมทีมชาติอมยิ้มอยู่หน้าจอโทรทัศน์ “นี่อย่าบอกนะว่าที่เปลี่ยนใจลงคัดตัวปีนี้ก็เพราะว่ามีโอกาสจะได้ไปเข้าเฝ้าพระองค์น่ะ”

“บ้าเหรอ” หล่อนตบไหล่เพื่อนด้วยความเขิน

“โอ๊ย” อินทิราโอดโอยด้วยหล่อนปล่อยแรงมาเยอะเกินคำว่าหยอกไปเสียแล้ว “มือหนักเป็นบ้าเลย”

“อุ้ย...ขอโทษ มันเคยมือน่ะ” ทักษอรยกมือไหว้ขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ มันทำให้หล่อนนึกไปถึงอาซามิ เพื่อนชาวญี่ปุ่นของหล่อนที่เป็นสาวร่างใหญ่ ทักษอรจึงต้องออกแรงในการหยอกล้อมากกว่าปรกติจึงจะทำให้สาวอาทิตย์อุทัยรู้สึกได้ และมันก็ทำให้หล่อนติดมาจนเกือบทำให้อินทิราไหล่หลุดเข้าให้แล้ว

“โหย ใครได้เธอเป็นแฟนนี่โชคร้ายจริงๆเลย ยิงธนูก็แม่น แถมยังตบหนักอีกต่างหาก” อินทิราบ่นอุบ พลางนวดไหล่ป้อยๆด้วยความเจ็บปวด

หญิงสาวหัวเราะคิกคัก ก่อนจะหันกลับไปที่โทรทัศน์ แต่หล่อนก็พบว่าพระพักตร์งามของสุลต่านฮาซานได้หายไปจากจอเสียแล้ว ตอนนี้มีเพียงผู้ประกาศข่าวสาวอีกคนหนึ่งกำลังรายงานสถานการณ์ของอัสบายาห์อยู่เท่านั้นเอง

“หลังจากสุลต่านมูร็อคทรงลงพระปรมาภิไธยให้กองทัพสหรัฐอเมริกาเข้ามาตั้งฐานทัพในแคว้นโคโดวิชทางตอนใต้ของอัสบายาห์ ฝูงชนที่ไม่พอใจต่างออกมาชุมนุมประท้วงที่หน้าทำเนียบ และเรียกร้องให้มีการทบทวน...”

ทักษอรไม่ได้สนใจข่าวนั้น หล่อนถอนหายใจเบาๆก่อนจะยกผ้าเช็ดหน้าคลุมใบหน้าอีกครั้งหนึ่ง

* * * * * * * * * *

สกู๊ปข่าวที่ทักษอรได้ดูนั้น ไม่ได้แพร่ภาพแต่เพียงในประเทศไทยเท่านั้น แต่มันได้ถูกส่งไปทั่วโลก และภายในราชอาณาจักรอัสบายาห์ก็เช่นเดียวกันที่ได้รับเทปโปรโมตการแข่งขันรายการนี้ และหนึ่งในผู้ที่ติดตามชมนั้นก็รวมไปถึงชายาแสนสวยของเจ้าชายมงกุฎราชกุมารอัคคาร์ด้วย

“น่าเบื่อจริงๆ” หม่อมทิชากรปิดโทรทัศน์เมื่อรายงานพิเศษจบลง ก่อนจะโยนรีโมททิ้งแล้วล้มลงนอนเอกเขนกอยู่บนโซฟาหรูอย่างไม่สบอารมณ์

ภาพลีลารักอันเร้าร้อนของฮาซานในสมัยก่อนย้อนกลับมาหลอกหลอนหล่อนอีกครั้ง หญิงสาวได้แต่นึกวุ่นวายไปว่า ถ้าหล่อนไม่ทิ้งเขา ป่านนี้ก็คงจะได้เป็นพระราชินีของประเทศที่มั่งคั่งอย่างกอลิยาห์ไปแล้ว เพราะจวบจนกระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่มีผู้ใดได้ดำรงตำแหน่งผู้หญิงสูงสุดนั้นเลย

ตอนนี้เหมือนพระสวามีของหล่อนจะถูกพ่อเทพบุตรนั่นแซงไปหลายช่วงตัวแล้ว หม่อมทิชากรได้แต่คิดในทางอกุศลว่า ทำไมพระราชบิดาของพระสวามีจึงไม่รีบสิ้นพระชนม์ไปเสียเร็วๆ หล่อนจะได้ไม่ต้องหลบๆซ่อนๆราวกับเป็นนางบำเรออยู่อย่างนี้



แล้วเสียงประตูเปิดก็ทำให้จิตใจที่วุ่นวายของหล่อนถูกขัดจังหวะ เจ้าชายอัคคาร์ทรงเสด็จออกมาจากห้องแต่งตัว กลิ่นน้ำหอมฟุ้งตลบอบอวลไปหมด

“จะเสด็จไปไหนหรือเพคะ” หญิงสาวลุกขึ้นทูลถาม

“ไปงานเลี้ยงเสียหน่อย” ทรงตอบสั้นๆ ระยะหลังทรงไม่อยากที่จะตรัสอะไรกับหล่อนมากนัก ด้วยทรงเบื่อกับความเจ้าอารมณ์อย่างไร้เหตุผล และความไม่เป็นโล้เป็นพายของหล่อน

“ทำไมไม่บอกหม่อมฉันล่วงหน้าเล่าเพคะ อย่างนี้จะแต่งตัวทันได้อย่างไร”

“ฉันจะไปคนเดียว เธออยู่ที่วังนี่แหละ”

“หมายความว่ายังไงเพคะ”

“ก็หมายความอย่างที่พูดนั่นแหละ เธอก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าตอนนี้เธออยู่ในฐานะอะไร”

“ก็ในฐานะชายาขององค์รัชทายาทแห่งอัสบายาห์น่ะสิเพคะ” หญิงสาวสวนขึ้น

“แต่เธอก็รู้ดีนี่นา ว่าสถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้มันเป็นยังไง”

“แล้วฝ่าบาทจะทรงไปแคร์อะไรกับพวกประท้วงพวกนั้นเล่าเพคะ ในเมื่อทรงมีพระราชอำนาจอยู่ในพระหัตถ์ล้นฟ้าล้นแผ่นดินออกอย่างนี้”

“ฉันยังไม่ได้เป็นพระราชานะ ยังไงตอนนี้เธอก็ยังไม่สามารถเปิดเผยตัวได้” ทรงให้เหตุผล “ต้องรอจนกว่าฉันจะได้ครองราชย์และเปลี่ยนไอ้กฎบ้าๆบอๆนั่นเสียก่อน”

“แต่หม่อมฉันไม่ไว้ใจพระองค์นี่เพคะ” หล่อนสวนขึ้น “ที่งานคงมีพวกสาวๆมาเต้นระบำเปลื้องผ้ายั่วยวนพระองค์ด้วยสิใช่ไหมเพคะ”

“ไม่มีอะไรอย่างนั้นหรอกน่า” ทรงตรัสอย่างรำคาญพระทัย

“หม่อมฉันไม่ให้พระองค์ไป” หล่อนยื่นคำขาดแล้วฉุดรั้งพระกรของพระสวามีไว้

เจ้าชายอัคคาร์สะบัดพระกรอย่างแรง เป็นเหตุให้ทิชากรกระเด็นลงไปนั่งที่โซฟาดังเก่า “เธอไม่มีสิทธิ์มาห้ามฉันนะ”

“ทำไมจะไม่มี หม่อมฉันเป็นชายาของพระองค์นะเพคะ” หม่อมสาวลุกขึ้นยืนเผชิญพระพักตร์

เจ้าชายหนุ่มผลักหน้าของหล่อนจนล้มหงายลงไปอีกครั้ง “ฉันจะปลดเธอเมื่อไรก็ได้ เป็นแค่หม่อมห้ามก็อย่าลำพองไปนัก ถ้าอยากอยู่อย่างสบายในวัง มีเงินมีทองใช้ก็อย่าสะเออะมายุ่งเรื่องของฉัน”

“พระองค์ทรงไม่รักหม่อมฉันแล้วหรือเพคะ” หญิงสาวบีบน้ำตาอ้อนวอนอันเป็นไม้ตายสุดท้ายของมารยาหญิง

“โธ่เว้ย” ทรงสบถออกมาอย่างจนพระหฤทัย น้ำตาของหล่อนทำให้ทรงพระทัยอ่อน ถึงจะเบื่อหน่ายทิชากรอย่างไร แต่จิตใจส่วนหนึ่งก็ยังคงรักหล่อนอยู่ไม่เสื่อมคลาย

“อย่ามาห้ามฉันเลย” ทรงตรัสก่อนจะหันเดินปึงปังจากไปอย่างไม่ใยดี ทิ้งให้ทิชากรได้แต่ร้องไห้อยู่เพียงเดียวดายในห้องกว้างใหญ่อันเวิ้งว้าง

“บ้าจริง ฉันไม่น่าแต่งงานกับแกเลย” ทิชากรรำพันด้วยความเสียใจและเสียดายระคนกัน แล้วหล่อนก็ร้องไห้โฮออกมาด้วยความอัดอั้นตันใจที่สั่งสมมาตลอดห้าปี



หลังจากเจ้าชายอัคคาร์ทรงออกไปไม่นาน ประตูห้องบรรทมก็เปิดแง้มออกช้าๆอีกครั้ง ราชองครักษ์หนุ่มหันมองซ้ายมองขวาก่อนจะแทรกตัวเข้ามาแล้วหับประตูปิดลงดังเดิม

“เป็นอย่างไรบ้างครับ” ชายหนุ่มถามขึ้น

“โอมาร์” ทิชากรร้องเรียกเขา ก่อนที่จะลุกโผไ
ซ่อนกลิ่
 
Posts: 20
Joined: Thu Jun 07, 2007 6:22 am

Postby ซ่อนกลิ่ on Tue Jun 19, 2007 1:50 am

“โอมาร์” ทิชากรร้องเรียกเขา ก่อนที่จะลุกโผไปกอดเขาทั้งน้ำตานองหน้า

“ไม่เป็นไรนะครับ ผมอยู่นี่แล้ว” เขากอดหล่อนตอบ มือของเขาลูบไล้ไปทั่วแผ่นหลังอันนวลเนียนของชายาสาว

“ฉันเหงาเหลือเกิน” หล่อนพร่ำรำพัน “ระยะหลังนี่ทรงไม่เหลียวแลฉันเลย”

“ไม่เป็นไรครับ คุณยังมีผมอยู่ทั้งคน ผมจะไม่ปล่อยให้คุณเหงาอยู่แต่เพียงคนเดียวหรอก” เขาปลอบ สองมือเลื่อนจากหลังมาประคองสองแก้มขึ้นมอง

“จริงนะ” หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อน

“จริงสิครับ” หลังจากกล่าวจบ องครักษ์หนุ่มก็ก้มลงมอบจุมพิตอันหวานล้ำให้กับหล่อน

หญิงสาวเคลิบเคลิ้มไปกับริมฝีปากเขา ในยามที่หล่อนถูกทอดทิ้งจากพระสวามี ก็มีแต่เพียงโอมาร์ องครักษ์หนุ่มผู้นี้แหละ ที่เข้าใจหล่อน และเป็นเพื่อนแก้เหงาหล่อนได้เสมอ

ในที่สุด โอมาร์ก็อุ้มชายาสาวเดินไปวางทอดลงบนพระแท่นของเจ้าชายอัคคาร์ แล้วสรรสร้างมันให้กลายเป็นสวรรค์บำรุงบำเรอสำหรับเขาและหล่อนจนถึงรุ่งเช้า

* * * * * * * * * *

สุลต่านฮาซาน กลับมาจากการออกกำลังกายด้วยการทรงม้าไปรอบๆพระราชวังหลวงในยามเช้าของวันที่สดใส ม้าอาหรับพันธุ์ดีเยื้องกรายอย่างสง่างามสมกับเป็นม้าหลวงคู่พระทัยมาหยุดยืนอย่างสงบที่ลานหน้าพระราชวัง หลังจากนั้นชายชราผู้หนึ่งก็ตรงรี่เข้าไปจับบังเหียนแล้วตบต้นคอของอาชาหลวงเบาๆ

“ว่าไงท่านราชาด วันนี้มาแต่เช้าเชียว” ทรงมีพระราชปฏิสันถารอย่างยิ้มแย้ม

“มีเรื่องเกี่ยวกับดูฮาเกมส์พ่ะย่ะค่ะ” รัฐมนตรีกีฬากราบทูล

“มีปัญหาอะไรหรือ สนามก็เสร็จก่อนกำหนดไม่ใช่หรือไง”

“พ่ะย่ะค่ะ” เขาตอบรับ “แต่ที่กระหม่อมมาในวันนี้ไม่ใช่ด้วยเรื่องเกี่ยวกับการก่อสร้างใดๆหรอกพ่ะย่ะค่ะ”

“แล้วมันเรื่องอะไรกัน” ทรงกระโดดลงจากหลังม้า ก่อนจะจูงมันเพื่อกลับเข้าคอก

“กระหม่อมมาทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตฝ่าพระบาทให้ทรงเป็นตัวแทนนักกีฬาเพื่อขึ้นไปจุดคบเพลิงโอลิมปิกในดูฮาเกมส์พ่ะย่ะค่ะ”

ทรงหันพระพักตร์มาอย่างสนใจ “ฉันเนี่ยนะ”

“พ่ะย่ะค่ะ” เขาค้อมศีรษะ “ทรงเป็นนักกีฬาคนเดียวของกอลิยาห์ที่ได้เหรียญทองในกีฬาโอลิมปิก กระหม่อมจึงเห็นว่า พระองค์ทรงเหมาะสมที่สุดสำหรับหน้าที่อันยิ่งใหญ่ในครั้งนี้”

“ไม่มีคนอื่นแล้วหรือ”

“ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ”

“หึหึ” ทรงพระสรวลในลำพระศอ “น่าแปลกนะ ประเทศของเราออกจะมั่งคั่ง แต่กลับหานักกีฬาดีๆไม่ได้สักคน แล้วการเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ ฉันมิขายหน้าประเทศอื่นๆเขาแย่หรือ”

“กระหม่อมเชื่อว่าจะไม่เป็นอย่างนั้นพ่ะย่ะค่ะ”

“อะไรทำให้ท่านคิดอย่างนั้นเล่า ท่านราชาด” ทรงหยิบหญ้าป้อนม้าระหว่างสนทนา

“หลังจากพระองค์ทรงตั้งงบประมาณสำหรับการกีฬา ในสามสี่ปีที่ผ่านมา กระหม่อมได้บ่มฟักเหล่านักกีฬาของเราจนเชื่อได้ว่า เหรียญทองจะต้องตกอยู่ในประเทศของเราไม่น้อยกว่าสิบเหรียญแน่ๆพ่ะย่ะค่ะ”

“เฮ้อ” ทรงเป่าพระโอษฐ์ “จะให้เป็นเจ้าเหรียญทองในชั่วพริบตาคงไม่ได้สินะ”

“พ่ะย่ะค่ะ”

“เอา...เป็นอันว่าฉันตกลงก็แล้วกัน”

“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”



หลังจากทรงแยกกับรัฐมนตรีกีฬาแล้ว พระองค์ก็ทรงพระดำเนินไปตามทางเดินที่ทอดยาวไปสู่ตัวตึก ที่นั่นทรงทอดพระเนตรเห็นรัฐมนตรีอีกท่านหนึ่งยืนคอยอยู่ก่อนแล้ว

“ว่าไงท่านกามิล วันนี้มีเรื่องด่วนอะไรหรือไง” ทรงเอ่ยทักเมื่อพระดำเนินไปใกล้

“ก็มีเรื่องไม่ดีเกี่ยวกับพวกกองโจรทะเลทรายพ่ะย่ะค่ะ”

“ทำไมหรือ” สุลต่านหนุ่มทรงถามด้วยความสนใจ ด้วยเป็นเรื่องเกี่ยวกับทุกข์สุขของประชาชน

“หมู่นี้พวกมันเริ่มอาละวาดหนัก พวกกองคาราวานถูกปล้นแทบจะไม่เว้นแต่ละวัน”

“ทำไมพวกมันถึงได้เหิมเกริมขึ้นมาอีกได้ เมื่อปลายปีที่แล้วท่านนายพลมามุซก็ยกกองกำลังไปปราบปรามแล้วมิใช่หรือ”

“ได้ยินมาว่า พวกมันได้เงินสนับสนุนจากผู้ไม่หวังดีพ่ะย่ะค่ะ”

“ใคร”

“เอ่อ...” กามิลอ้ำอึ้ง

“ไม่ต้องกลัว ผิดก็ต้องว่ากันไปตามผิด ท่านก็รู้จักการทำงานของฉันดีไม่ใช่หรือ”

“เอ่อ...มีข่าวแว่วๆว่า เจ้าชายอาหมัด พระอนุชาในพระราชาธิบดีมูฮาหมัด ทรงคิดจะยึดอำนาจคืนจากพระองค์ ก็เลยสนับสนุนเงินให้พวกโจรกับผู้ก่อการร้ายบางส่วนเพื่อซ่องสุมกำลังพลรอโอกาสอยู่พ่ะย่ะค่ะ”

“มีหลักฐานหรือเปล่า” ทรงตรัสถามเสียงเข้ม

“เอ่อ...เป็นแต่เพียงข่าวจากหน่วยข่าวกรองพ่ะย่ะค่ะ แต่ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด”

“ถ้าอย่างนั้นก็ลืมเรื่องพระปิตุลาไปได้เลย ถ้าไม่มีหลักฐาน เราจะไปเอาผิดกับพระองค์ได้อย่างไรกัน เดี๋ยวฉันจะขออนุมัติงบประมาณจากสภาอีกสักก้อน เอาไปจัดการกับพวกโจรนั่น”

“กระหม่อมคิดว่ามันจะเป็นการแก้ที่ปลายเหตุน่ะพ่ะย่ะค่ะ ถ้าต้นเหตุยังคงลอยนวลอยู่ เราก็ต้องเสียงบประมาณส่วนนี้ไปอย่างไม่รู้จักจบสิ้น”

“ถ้าอย่างนั้น ท่านก็หาหลักฐานมาสิ” ทรงทอดพระเนตรมองรัฐมนตรีกลาโหมด้วยสายพระเนตรเคร่งเครียด “ฉันจะไม่ทำอะไรที่ไม่มีเหตุผลหรือหลักฐานมารองรับเด็ดขาด เข้าใจไหม”

“พ่ะย่ะค่ะ” กามิลรับคำอย่างจนใจ

“ดี” ทรงพยักพระพักตร์ ก่อนจะหันพระราชดำเนินเข้าสู่ตัวอาคาร พระราชกิจของพระองค์ทรงเริ่มต้นตั้งแต่ลืมพระเนตรตื่นในทุกๆเช้าเสมอ และมันก็ดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องตลอดวัน เป็นเวลากว่าห้าปีมาแล้ว คนส่วนใหญ่เชื่อว่าพระองค์ทรงทรงงานอย่างหนักจนไม่มีเวลาคิดถึงเรื่องความรัก แต่แท้จริงแล้วพระองค์ทรงงานอย่างหนักนี้ก็เพื่อให้ลืมความรักต่างหาก
ซ่อนกลิ่
 
Posts: 20
Joined: Thu Jun 07, 2007 6:22 am


Return to เงาพิศวาส

Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 0 guests

cron