[size=150]6.
ห้าปีผ่านไป
สนามกีฬายิงธนูกรุงเทพมหานคร
ทักษอรก้าวเข้าสู่แทนยิงด้วยท่วงท่าที่สง่างาม ตอนนี้หล่อนกลายเป็นสาวเต็มตัว อีกทั้งยังมีดีกรีปริญญาจากสหรัฐอเมริกาพ่วงท้ายมาด้วย นั่นทำให้หล่อนเป็นที่จับตามองของสื่อมวลชนและประชาชนชาวไทยในฐานะนักกีฬาหญิงที่โดดเด่นที่สุดในยามนี้
เหรียญทองจากกีฬามหาวิทยาลัยแห่งสหรัฐอเมริกาสามสมัยซ้อนทำให้หล่อนได้เปรียบกว่าคู่แข่งชาติเดียวกันคนอื่นๆ และตอนนี้หล่อนก็เพียงแค่ส่งลูกธนูให้ออกไปโดนส่วนใดส่วนหนึ่งของเป้าเท่านั้น หล่อนก็จะได้เป็นตัวแทนของประเทศไทยไปแข่งกีฬาโอลิมปิกที่ราชอาณาจักรกอลิยาห์ในปลายปีนี้แล้ว
หญิงสาวสูดลมหายใจลึกสู่ปอด ก่อนจะดึงสายธนูจนสุด สายตาเล็งไปยังเป้าหมาย ตอนนี้เองที่พระพักตร์ของสุลต่านหนุ่มปรากฏขึ้นบนเป้าที่อยู่ห่างออกไปเจ็ดสิบเมตร เป้าหมายอันสูงสุดอยู่ตรงหน้าแล้ว ทักษอรจึงปล่อยให้ลูกธนูพุ่งออกไปทันที และ...
“โอ้ว...มันเข้ากลางเป้าพอดีเลยครับ” เสียงโฆษกสนามประกาศก้อง “นางสาวทักษอร เตชภณ อายุยี่สิบสี่ปีได้เป็นตัวแทนของประเทศไทยเพื่อไปแข่งดูฮาเกมส์ที่ประเทศกอลิยาห์ครับ”
เสียงผู้คนที่เข้ามาชมการคัดตัวนักกีฬาครั้งนี้ร้องเฮขึ้นอย่างกึกก้องเพื่อแสดงความยินดีกับหล่อน ทักษอรหันมาโปรยยิ้มให้แล้วก้มกราบขอบคุณทุกคนอย่างงดงาม สมกับเป็นตัวแทนแห่งราชอาณาจักรไทยจริงๆ
* * * * * * * * * *
หลังจากมาถึงห้องพักนักกีฬา ทักษอรก็เดินไปทรุดตัวลงนั่งเหยียดแข้งขาบนม้านั่งยาว ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาทาบทับลงบนใบหน้าเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดจากการแข่งขันที่เพิ่งผ่านไป
‘ฉันทำสำเร็จ’ หญิงสาวกู่ร้องในใจอย่างปีติ
ห้าปีแล้วสินะ ที่เขาจากไปอย่างค้างคาใจ หล่อนจดจำคำพูดแปลกๆในวันสุดท้ายที่ได้พบกันได้เป็นอย่างดี และนั่นก็เป็นสิ่งที่ทำให้ทุกวันนี้ หล่อนไม่เคยลืมเลือนเขาได้เลย ทุกครั้งหล่อนจะเฝ้าถามตัวเองอยู่เสมอว่า มันเกิดอะไรขึ้นระหว่างเขาและเธอกันแน่
และคราวนี้แหละ เป็นโอกาสที่หล่อนจะได้ทวงถามถึงสิ่งที่ค้างคาจิตใจของหล่อนมาตลอดห้าปีให้จงได้
“เยี่ยมจริงๆ” เสียงหวานใสดึงสติของทักษอรที่โลดแล่นไปถึงกอลิยาห์ให้กลับมาสู่ความเป็นจริง
ทักษอรได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาอย่างแผ่วเบา หล่อนรู้สึกได้ว่าม้านั่งยาวไหวเอนด้วยหญิงสาวผู้นั้นนั่งลง หล่อนแง้มผ้าขึ้นดูก็พบว่าผู้ที่เข้ามานั่งใกล้ๆนั้นคืออินทิรานั่นเอง
ทักษอรจึงหลับตาลงอีกครั้งและปล่อยอารมณ์ต่อภายใต้ผ้าขนหนูอันเย็นฉ่ำ
“เล่นทำคะแนนเต็มอย่างนี้ มีหวังเหรียญทองเหรียญแรกของสมาคมคงไม่ไปไหนเสียหรอก” อินทิราเอ่ยขึ้น หล่อนก็เป็นหนึ่งในตัวแทนของประเทศเช่นกัน ซึ่งจะลงทำหน้าที่ในประเภททีมร่วมกับทักษอร
“ไม่หรอกมั้ง คนเก่งๆกว่าฉันมีอีกตั้งเยอะ” หล่อนตอบสบายๆ
“แต่เท่าที่ดู ฉันว่าเธอมีโอกาสมากกว่าประเทศอื่นเยอะเลยนะ” อินทิราใช้รีโมทเปิดโทรทัศน์ที่ยึดติดอยู่กับเพดานห้อง
หน้าจอดำมืดค่อยๆปรากฏแสงสว่างขึ้น แล้วเสียงของผู้ประกาศข่าวก็ตามมาในทันทีทันใด
“ต่อไปเป็นสกู๊ปพิเศษเกี่ยวกับเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกที่จะจัดขึ้นกลางปีนี้ครับ รายงานโดยศรี ธัญญะ จากกรุงดูฮา ประเทศกอลิยาห์ครับ”
เสียงผู้ประกาศข่าวกีฬาดังขึ้นทันทีที่โทรทัศน์แสดงผล นั่นทำให้ทักษอรลุกพรวดขึ้นมาทันที เพราะว่ามันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศที่หล่อนสนใจเป็นพิเศษนั่นเอง
ภาพในโทรทัศน์เป็นชายวันกลางคนชาวไทย แต่งตัวด้วยชุดยาวสีขาวแบบชาวอาหรับ “สวัสดีครับ ตอนนี้ผมยืนอยู่ในเมืองแห่งรุ่งอรุณ หรือที่ชาวอาหรับเรียกกันว่าดูฮา (แปลว่ารุ่งอรุณ)” ผู้ประกาศข่าวเดินต่อไปแล้วผายมือไปยังแผ่นโปสเตอร์ล้อมกรอบทองขนาดใหญ่ด้านหลัง “นี่คือพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระราชาธิบดี ฮาซาน อาดิล อะมานี ขนาดเท่าพระองค์จริงซึ่งประดิษฐานอยู่ที่ด้านหน้าของสนามกีฬาแห่งชาติกอลิยาห์ครับ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ที่ทรงโปรดให้ถ่ายไว้เมื่อวันที่พระองค์ทรงรับเหรียญทองในกีฬาฟันดาบสากลประเภทดาบเซเบอร์ในกีฬาโอลิมปิกเมื่อสี่ปีก่อนหน้านี้”
ดวงตาของทักษอรฉายแววแห่งความปิติขึ้น ในพระบรมฉายาลักษณ์ทรงอยู่ในฉลองพระองค์สีขาวล้วน หนีบหมวกเซเบอร์ใต้พระกัจฉะ และมีดาบเซเบอร์ที่มีโกร่งดาบสลักเสลาอย่างสวยงามเป็นลวดลายอักษรอารบิคโบราณอยู่ในพระหัตถ์
ทักษอรได้ชมการถ่ายทอดสดในวันนั้น วันที่สุลต่านฮาซานทรงดาบแข่งขันชิงเหรียญทอง ผ่านสัญญาณดาวเทียมของสหรัฐอเมริกาในสี่ปีก่อนหน้านี้
ท่วงท่าในการทรงดาบของพระองค์ทรงสง่างามเกินใคร อีกทั้งยังทรงทำคะแนนได้อย่างคล่องแคล้ว สมแล้วที่ได้รับเหรียญทองจากกีฬาโอลิมปิกในครั้งนั้น
“พระราชประวัติความเป็นมาของพระองค์เป็นอย่างไรนั้น เราไปติดตามสกู๊ปพิเศษนี้ไปพร้อมๆกันได้เลยครับ” ผู้ประกาศข่าวนอกสถานที่เอื้อนเอ่ยเชิญชวน
แล้วภาพก็ตัดไปยังพระบรมฉายาลักษณ์ในสมัยที่ทรงศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยมินเนโซต้า เรื่องราวต่างๆถูกบรรยายโดยละเอียด จนกระทั่งมาถึงตอนสำคัญที่หล่อนเฝ้าค้นหาคำตอบมาตลอดห้าปีที่พระองค์ทรงหายไป
ภาพข่าวการลอบปลงพระชนม์กษัตริย์มูฮาหมัดและเชื้อพระวงศ์รวมสิบสี่พระองค์ถูกฉายขึ้นแทนที่ และตามด้วยคำบรรยายจากผู้ประกาศข่าว “หลังจากสุลต่านมูฮาหมัดทรงสิ้นพระชนม์จากการลอบปลงพระชนม์แล้ว เหล่าคณะรัฐบาลและทหารต่างลงความเห็นว่าผู้ที่สมควรได้สืบราชบัลลังก์ก็คือ หม่อมหลวงฮาซาน ในสมัยนั้น”
จากนั้นภาพก็เปลี่ยนเป็นสุลต่านพระองค์ใหม่ในชุดฉลองพระองค์เต็มยศ “ทรงเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตยที่ยังไม่ค่อยสมบูรณ์นักทีละเล็กทีละน้อย แต่ยังทรงคงอำนาจเบ็ดเสร็จไว้กับพระองค์เอง ด้วยเกรงว่าจะเกิดความวุ่นวายตามมาภายหลัง ทรงค่อยๆเรียกหุ้นจากรัฐวิสาหกิจที่ถูกแปรรูปไปกลับคืนมาเป็นของรัฐ นั่นจึงทำให้ในสี่ปีแรกที่ทรงครองราชย์ รายได้เข้ารัฐบาลเพิ่มขึ้นจากสมัยก่อนถึงสามเท่าตัว นั่นเป็นที่มาของคณะกรรมการตรวจสอบข้าราชการโกงกิน มีข้าราชการมากมายถูกลงโทษในข้อหาฉ้อโกงและกอบโกยผลประโยชน์ของชาติเอาไว้จนร่ำรวยอยู่เพียงกลุ่มเดียว”
จากนั้นภาพก็เปลี่ยนเป็นแท่นขุดเจาะน้ำมันขนาดใหญ่กลางทะเลทราย “แต่ความเปลี่ยนแปลงชนิดที่เรียกได้ว่าจากหน้ามือเป็นหลังมือของประเทศก็คือ การค้นพบแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ใกล้เมืองดูฮาในขวบปีแรกที่ทรงขึ้นครองราชย์ ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ประเทศที่เคยแห้งแล้งกันดารมีแต่ทะเลทรายสุดลูกหูลูกตากลายเป็นประเทศที่ลอยอยู่กลางทะเลน้ำมันไปโดยปริยาย และบ่อน้ำมันเหล่านี้ก็ทำให้ประเทศที่มีรายได้ประชากรต่อคนต่อปีน้อยที่สุดในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง กลายมาเป็นประเทศที่ทำรายได้จากน้ำมันมาเป็นอันดับสามรองจากซาอุดีอารเบีย และอิรัก”
ภาพตัดกลับมาที่ผู้ประกาศข่าวที่หน้าสนามกีฬาอีกครั้ง “นั่นคือรายได้จากการผลิตน้ำมันดิบของกอลิยาห์จะพุ่งสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างอัสบายาห์เกือบเท่าตัวเลยทีเดียว ทำให้ประเทศที่เคยเป็นลูกไล่ของอัสบายาห์อย่างกอลิยาห์ ก้าวแซงประเทศเพื่อนบ้านไปในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน
นิตยสารไทม์ได้กล่าวเอาไว้ว่า พระราชาธิบดีฮาซาน ทรงเป็นกษัตริย์ผู้พลิกประวัติศาสตร์ของราชอาณาจักรกอลิยาห์อย่างแท้จริง และทั้งหมดคือรายงานข่าวจากเมืองดูฮา ประเทศกอลิยาห์ โดยศรี ธัญญะ” ผู้ประกาศข่าวชื่อคล้ายโรงพยาบาลโรคจิตยกมือขึ้นไหว้ลาอย่างสวยงาม
การรายงานจบลงโดยเพลงชาติของกอลิยาห์ โดยมีพระบรมฉายาลักษณ์ของสุลต่านฮาซานเป็นฉากหลัง ทักษอรมองพระพักตร์งามนั้นด้วยความปลาบปลื้ม ทรงไม่เคยลบไปจากใจของหล่อนเลยนับจากที่ทรงหายตัวไปในปีสุดท้ายของการศึกษาของพระองค์
“อะไรกันจ้ะ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่” อินทิราเอ่ยปากแซวเมื่อเห็นเพื่อนร่วมทีมชาติอมยิ้มอยู่หน้าจอโทรทัศน์ “นี่อย่าบอกนะว่าที่เปลี่ยนใจลงคัดตัวปีนี้ก็เพราะว่ามีโอกาสจะได้ไปเข้าเฝ้าพระองค์น่ะ”
“บ้าเหรอ” หล่อนตบไหล่เพื่อนด้วยความเขิน
“โอ๊ย” อินทิราโอดโอยด้วยหล่อนปล่อยแรงมาเยอะเกินคำว่าหยอกไปเสียแล้ว “มือหนักเป็นบ้าเลย”
“อุ้ย...ขอโทษ มันเคยมือน่ะ” ทักษอรยกมือไหว้ขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ มันทำให้หล่อนนึกไปถึงอาซามิ เพื่อนชาวญี่ปุ่นของหล่อนที่เป็นสาวร่างใหญ่ ทักษอรจึงต้องออกแรงในการหยอกล้อมากกว่าปรกติจึงจะทำให้สาวอาทิตย์อุทัยรู้สึกได้ และมันก็ทำให้หล่อนติดมาจนเกือบทำให้อินทิราไหล่หลุดเข้าให้แล้ว
“โหย ใครได้เธอเป็นแฟนนี่โชคร้ายจริงๆเลย ยิงธนูก็แม่น แถมยังตบหนักอีกต่างหาก” อินทิราบ่นอุบ พลางนวดไหล่ป้อยๆด้วยความเจ็บปวด
หญิงสาวหัวเราะคิกคัก ก่อนจะหันกลับไปที่โทรทัศน์ แต่หล่อนก็พบว่าพระพักตร์งามของสุลต่านฮาซานได้หายไปจากจอเสียแล้ว ตอนนี้มีเพียงผู้ประกาศข่าวสาวอีกคนหนึ่งกำลังรายงานสถานการณ์ของอัสบายาห์อยู่เท่านั้นเอง
“หลังจากสุลต่านมูร็อคทรงลงพระปรมาภิไธยให้กองทัพสหรัฐอเมริกาเข้ามาตั้งฐานทัพในแคว้นโคโดวิชทางตอนใต้ของอัสบายาห์ ฝูงชนที่ไม่พอใจต่างออกมาชุมนุมประท้วงที่หน้าทำเนียบ และเรียกร้องให้มีการทบทวน...”
ทักษอรไม่ได้สนใจข่าวนั้น หล่อนถอนหายใจเบาๆก่อนจะยกผ้าเช็ดหน้าคลุมใบหน้าอีกครั้งหนึ่ง
* * * * * * * * * *
สกู๊ปข่าวที่ทักษอรได้ดูนั้น ไม่ได้แพร่ภาพแต่เพียงในประเทศไทยเท่านั้น แต่มันได้ถูกส่งไปทั่วโลก และภายในราชอาณาจักรอัสบายาห์ก็เช่นเดียวกันที่ได้รับเทปโปรโมตการแข่งขันรายการนี้ และหนึ่งในผู้ที่ติดตามชมนั้นก็รวมไปถึงชายาแสนสวยของเจ้าชายมงกุฎราชกุมารอัคคาร์ด้วย
“น่าเบื่อจริงๆ” หม่อมทิชากรปิดโทรทัศน์เมื่อรายงานพิเศษจบลง ก่อนจะโยนรีโมททิ้งแล้วล้มลงนอนเอกเขนกอยู่บนโซฟาหรูอย่างไม่สบอารมณ์
ภาพลีลารักอันเร้าร้อนของฮาซานในสมัยก่อนย้อนกลับมาหลอกหลอนหล่อนอีกครั้ง หญิงสาวได้แต่นึกวุ่นวายไปว่า ถ้าหล่อนไม่ทิ้งเขา ป่านนี้ก็คงจะได้เป็นพระราชินีของประเทศที่มั่งคั่งอย่างกอลิยาห์ไปแล้ว เพราะจวบจนกระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่มีผู้ใดได้ดำรงตำแหน่งผู้หญิงสูงสุดนั้นเลย
ตอนนี้เหมือนพระสวามีของหล่อนจะถูกพ่อเทพบุตรนั่นแซงไปหลายช่วงตัวแล้ว หม่อมทิชากรได้แต่คิดในทางอกุศลว่า ทำไมพระราชบิดาของพระสวามีจึงไม่รีบสิ้นพระชนม์ไปเสียเร็วๆ หล่อนจะได้ไม่ต้องหลบๆซ่อนๆราวกับเป็นนางบำเรออยู่อย่างนี้
แล้วเสียงประตูเปิดก็ทำให้จิตใจที่วุ่นวายของหล่อนถูกขัดจังหวะ เจ้าชายอัคคาร์ทรงเสด็จออกมาจากห้องแต่งตัว กลิ่นน้ำหอมฟุ้งตลบอบอวลไปหมด
“จะเสด็จไปไหนหรือเพคะ” หญิงสาวลุกขึ้นทูลถาม
“ไปงานเลี้ยงเสียหน่อย” ทรงตอบสั้นๆ ระยะหลังทรงไม่อยากที่จะตรัสอะไรกับหล่อนมากนัก ด้วยทรงเบื่อกับความเจ้าอารมณ์อย่างไร้เหตุผล และความไม่เป็นโล้เป็นพายของหล่อน
“ทำไมไม่บอกหม่อมฉันล่วงหน้าเล่าเพคะ อย่างนี้จะแต่งตัวทันได้อย่างไร”
“ฉันจะไปคนเดียว เธออยู่ที่วังนี่แหละ”
“หมายความว่ายังไงเพคะ”
“ก็หมายความอย่างที่พูดนั่นแหละ เธอก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าตอนนี้เธออยู่ในฐานะอะไร”
“ก็ในฐานะชายาขององค์รัชทายาทแห่งอัสบายาห์น่ะสิเพคะ” หญิงสาวสวนขึ้น
“แต่เธอก็รู้ดีนี่นา ว่าสถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้มันเป็นยังไง”
“แล้วฝ่าบาทจะทรงไปแคร์อะไรกับพวกประท้วงพวกนั้นเล่าเพคะ ในเมื่อทรงมีพระราชอำนาจอยู่ในพระหัตถ์ล้นฟ้าล้นแผ่นดินออกอย่างนี้”
“ฉันยังไม่ได้เป็นพระราชานะ ยังไงตอนนี้เธอก็ยังไม่สามารถเปิดเผยตัวได้” ทรงให้เหตุผล “ต้องรอจนกว่าฉันจะได้ครองราชย์และเปลี่ยนไอ้กฎบ้าๆบอๆนั่นเสียก่อน”
“แต่หม่อมฉันไม่ไว้ใจพระองค์นี่เพคะ” หล่อนสวนขึ้น “ที่งานคงมีพวกสาวๆมาเต้นระบำเปลื้องผ้ายั่วยวนพระองค์ด้วยสิใช่ไหมเพคะ”
“ไม่มีอะไรอย่างนั้นหรอกน่า” ทรงตรัสอย่างรำคาญพระทัย
“หม่อมฉันไม่ให้พระองค์ไป” หล่อนยื่นคำขาดแล้วฉุดรั้งพระกรของพระสวามีไว้
เจ้าชายอัคคาร์สะบัดพระกรอย่างแรง เป็นเหตุให้ทิชากรกระเด็นลงไปนั่งที่โซฟาดังเก่า “เธอไม่มีสิทธิ์มาห้ามฉันนะ”
“ทำไมจะไม่มี หม่อมฉันเป็นชายาของพระองค์นะเพคะ” หม่อมสาวลุกขึ้นยืนเผชิญพระพักตร์
เจ้าชายหนุ่มผลักหน้าของหล่อนจนล้มหงายลงไปอีกครั้ง “ฉันจะปลดเธอเมื่อไรก็ได้ เป็นแค่หม่อมห้ามก็อย่าลำพองไปนัก ถ้าอยากอยู่อย่างสบายในวัง มีเงินมีทองใช้ก็อย่าสะเออะมายุ่งเรื่องของฉัน”
“พระองค์ทรงไม่รักหม่อมฉันแล้วหรือเพคะ” หญิงสาวบีบน้ำตาอ้อนวอนอันเป็นไม้ตายสุดท้ายของมารยาหญิง
“โธ่เว้ย” ทรงสบถออกมาอย่างจนพระหฤทัย น้ำตาของหล่อนทำให้ทรงพระทัยอ่อน ถึงจะเบื่อหน่ายทิชากรอย่างไร แต่จิตใจส่วนหนึ่งก็ยังคงรักหล่อนอยู่ไม่เสื่อมคลาย
“อย่ามาห้ามฉันเลย” ทรงตรัสก่อนจะหันเดินปึงปังจากไปอย่างไม่ใยดี ทิ้งให้ทิชากรได้แต่ร้องไห้อยู่เพียงเดียวดายในห้องกว้างใหญ่อันเวิ้งว้าง
“บ้าจริง ฉันไม่น่าแต่งงานกับแกเลย” ทิชากรรำพันด้วยความเสียใจและเสียดายระคนกัน แล้วหล่อนก็ร้องไห้โฮออกมาด้วยความอัดอั้นตันใจที่สั่งสมมาตลอดห้าปี
หลังจากเจ้าชายอัคคาร์ทรงออกไปไม่นาน ประตูห้องบรรทมก็เปิดแง้มออกช้าๆอีกครั้ง ราชองครักษ์หนุ่มหันมองซ้ายมองขวาก่อนจะแทรกตัวเข้ามาแล้วหับประตูปิดลงดังเดิม
“เป็นอย่างไรบ้างครับ” ชายหนุ่มถามขึ้น
“โอมาร์” ทิชากรร้องเรียกเขา ก่อนที่จะลุกโผไ
