Welcome
Welcome to <strong>mookfah</strong>.

You are currently viewing our boards as a guest, which gives you limited access to view most discussions and access our other features. By joining our free community, you will have access to post topics, communicate privately with other members (PM), respond to polls, upload content, and access many other special features. Registration is fast, simple, and absolutely free, so please, <a href="/profile.php?mode=register">join our community today</a>!

รอยรักบนผืนทราย บทที่ 5

ทะเลทราย..ชาติภพ...เชื้อชาติ

ซาเลห์ ซาเลห์ ข้ารักเจ้า

รอยรักบนผืนทราย บทที่ 5

Postby ท้องฟ้า on Fri Jun 08, 2007 2:24 pm

รอยรักบนผืนทราย5
สายฝน/อดีต/นักทำนาย



ย้อนไปในเวลาเกือบเที่ยงในห้องทรงงานของชีคกาห์เรียน

ก่อนที่พระองค์ที่ปลอมตัวเป็นเลขานุการหนุ่มชื่อ ราอิส ไปพบกับสถาปนิกสาว

“พระนมไมนาร่าขอเข้าพบพะยะค่ะ”

องค์ชีคกาห์เรียนพยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจพลางโบกพระหัตถ์ไล่มหาดเล็กฮาฟาและเลขานุการส่วนพระองค์ออกไป

หญิงร่างท้วมในชุดพื้นเมืองของชาห์มาเดินมาถวายความเคารพองค์เหนือหัวของตน ในขณะที่ฮาฟาและบากรี

มองหน้ากันด้วยความสงสัยแต่ก็เดินออกไปโดยดี ทันทีที่ประตูห้องถูกปิดลง

วงพระพักตร์ของชีคกาห์เรียนมีรอยแย้มโอษฐ์ละมุนละไม

เหมือนจะทรงรู้ว่าเหตุใดและทำไมพระนมของพระองค์จึงมาเข้าเฝ้าในช่วงเวลาเช่นนี้

“หม่อมฉันจะไม่อ้อมค้อมนะเพคะ เหตุใดพระองค์ถึงมีคำสั่งเช่นนี้มาให้หม่อมฉันเปิดห้องของพระชายาอันดับ

สองให้หญิงชาวไทยคนนี้อยู่เพคะ?”

“ก็ไม่มีอะไร เราแค่อยากให้เธอพักอยู่ห้องนี้ ก็เท่านั้น”

“แต่การทำอย่างนี้ มันไม่เป็นไปตามกฎระเบียบนะเพคะ หญิงคนนั้นต้องผ่านการตรวจร่างกายอย่างละเอียดและ

ผ่านการเรียนรู้ขนบธรรมเนียมประเพณีของเราเสียก่อน จึงได้เข้ามาอยู่ในฮาเร็มและต้องให้พระองค์เลื่อน

ตำแหน่งให้นางเป็นพระสนม เธอคนนั้นจึงจะได้พักอยู่ในห้องพระชายาได้นะเพคะ”

“เธอไม่ได้เป็นพระสนม เธอเป็นสถาปนิกที่มาซ่อมแซมวังให้เราต่างหาก”

“ตอนนี้เป็นสถาปนิก แต่อนาคตจะเป็นพระสนมเพคะ” พระนมไมนาร่าค้อนองค์ชีคที่หล่อนคอยถวายการดูแลมา

แต่เล็กแต่น้อย ทรงทำอย่างกับว่าเธอจะไม่รู้ทันงั้นแหละว่า พระองค์ทรงต้องพระทัยในตัวสตรีไทยคนนี้

“เราก็อยากให้เป็นอยู่ แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่นี่นา” องค์ชีคตรัสพร้อมกับรอยแย้มสรวล

“รายนี้จะอยู่ชั่วคราวหรือว่าอยู่ถาวรเพคะ”

“ไม่เอาล่ะ นางยังไม่ได้เป็นอะไรกับเราทั้งนั้น ไม่ต้องจัดพิธีการอะไรหรอก” พระองค์โบกพระหัตถ์ไปมา

ขัดความคิดของไมนาร่า พระองค์ทรงทราบว่า แม่นมของพระองค์เธอคิดจะจัดการทำอะไร นางจะต้องไปเตรียม

งานการถวายตัวของนางสนมให้สาวไทยคนนั้นแน่ๆ และที่สำคัญอินทิกาคงปฏิเสธไม่ยอมเข้าเป็นสนมของ

พระองค์ และเกิดไมนาร่าไปทำอะไรให้เอิกเกริก เดี๋ยวนางก็รู้ตัวกันพอดี ยิ่งตอนนี้พระองค์ชักสนุกกับบทบาท

ของ “ราอิส” อยู่ด้วย เรื่องสนุกๆเช่นนี้จะให้เขาพลาดได้อย่างไร

“ไม่จัดพิธีถวายตัว แล้วเธอคนนั้นจะไปพักในห้องพระชายาได้อย่างไรเพคะ”

“นม ถือว่าเราขอก็แล้วกันนะ ตอนนี้เธอคนนั้นไม่ได้เป็นอะไรกับเราจริงๆ เราไม่อยากให้เรื่องถวายตัวทำให้เธอรู้สึกไม่ดีกับเรา”

“ทรงตรัสแปลกๆนะเพคะ ในประเทศนี้ เหล่าสตรีมากมายต่างต้องการถวายตัวกันทั้งนั้น พระองค์ตรัสอย่างกับ

ว่านางจะรังเกียจพระองค์งั้นแหละ หม่อมฉันเห็นว่าสมควรทำให้เป็นพิธีการไปเสียเลยดีกว่า เรื่องแบบนี้ผู้หญิง

เราเสียหายนะเพคะ ฝ่าบาทเป็นผู้ชายอีกทั้งเป็นเจ้าครองเมืองอย่างไรก็ไม่มีทางโดนคำครหานินทาอยู่แล้ว”

ชีคกาห์เรียนเอนพระวรกายไปด้านหลังพนักพิงพลางครุ่นคิด เวลานี้พระองค์เพียงรู้จักกับอินทิกาเพียงผิวเผิน

เท่านั้น เท่าที่ดูจากภายนอก พระองค์คาดว่า อินทิกาน่าจะเป็นหญิงประเภทเฟมินิสต์ หล่อนคงไม่ยินยอมที่จะอยู่

ในวังแห่งนี้ในฐานะนางในฮาเร็มเป็นแน่ ถึงแม้พระองค์จะรู้สึกดีกับนางเพียงใด แต่ก็ยังไม่อาจตัดสินเรื่องการเข้า

ถวายตัวของนางได้เช่นกัน ยิ่งถามความเต็มใจ พระองค์คาดว่า อินทิกาคงไม่มีแน่

“เอาเถอะ นม เอาเป็นว่า เราขอให้นางได้อยู่ในห้องนี้ ส่วนเรื่องถวายตัวปล่อยไว้เป็นเรื่องราวในภายหลังละกัน”

พระนมไมนาร่าเบนหน้าหนีด้วยความระอาแก่ใจ ใครๆมักชอบพูดว่า องค์พี่กับองค์น้อง นิสัยต่างกันราวกับฟ้า

และเหว ชีคกาห์เรียนทรงนุ่มนวล ใจเย็น ต่างจากองค์น้องชีคคาบิชาเราะห์ที่ใจร้อน เอาแต่ใจ แต่สำหรับ

ความเห็นของคนที่ถวายการดูแลมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกเช่นเธอคือ ทั้งสองพระองค์ช่างเหมือนกันในความเอาแต่

พระทัยหากแต่ต่างกันในวิธีที่ทรงแสดงออก องค์บิชาเราะห์มักจะใช้คำสั่งบังคับให้คนทำตามพระประสงค์

หากแต่ไม่มีเจตนาแอบแฝง ตรงไปตรงมา ในขณะที่องค์กาห์เรียนกลับใช้ยิ้มหวานๆหลอกล่อแกมบังคับส่วน

เจตนานั้นหรือพระองค์ทรงคิดยอกย้อนกลับไปกลับมาหลายตลบเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด หล่อนล่ะกลัวใจ

พระองค์พี่เสียจริงๆ

“เอาเถอะเพคะ ในเมื่อพระองค์ตรัสเช่นนั้น หม่อมฉันก็ยินดีจะปฏิบัติตาม แต่หากองค์หญิงกลับมาเมื่อไหร่

พระองค์ก็ทรงเตรียมคำตอบดีๆไว้ให้พระองค์หญิงเถอะเพคะ”

“น้องหญิงนะหรือ มีแต่จะดีใจที่พี่ชายมีคนสนใจเสียทีน่ะสิ” องค์ชีคดำริอย่างขำๆ

“ถึงหม่อมฉันจะยอมทำตาม แต่ไม่ได้หมายความว่า พระองค์จะไปหาผู้หญิงคนนั้นได้ตามใจชอบนะเพคะ”

“จ้ะ รู้แล้วจ้ะ”

“งั้น หม่อมฉันทูลลาเพคะ”


..............................................................................................................................................................
ร่างเพรียวบางนั่งอยู่บนริมระเบียงสวยบนชั้นสองของห้องใหม่

อินทิกานั่งฟังเสียงฝนตกมาได้ร่วมหนึ่งชั่วโมงแล้ว ตอนนี้ท้องฟ้ายังคงขมุกขมัวเต็มไปด้วยหมอกเทาสีทะมึน

สายฟ้ายังคงส่งเสียงคำรามกึกก้องสลับกับเส้นแสงที่ยังสว่างวาบเป็นระยะๆ แต่เม็ดฝนที่เคยตกหนักตอนนี้เหลือ

เพียงละอองฝนที่อ่อนล้าโรยแรงตกกระทบบนผืนน้ำในสระบัวขนาดใหญ่เท่านั้น

กลิ่นหอมเย็นของสายฝนช่วยชะล้างความรู้สึกที่ร้อนรุ่ม ลดทอนให้เย็นลงได้อย่างน่าประหลาดใจ

สำหรับที่ชาร์มา ฝนคือเรื่องน่ายินดี คือความสุข การสงบร่มเย็น ความอุดมสมบูรณ์ นี่เป็นความเชื่อของคนที่นี่

แต่มันคงไม่ใช่สำหรับเธอ...อินทิกาคนนี้

หญิงสาวเองก็รู้ดีว่า มันเป็นเรื่องไร้สาระที่เธอรู้สึกไม่ชอบฝน...

ในความรู้สึกหยาดฝนที่หล่นลงมาจากผืนฟ้าดูคล้ายน้ำตาแห่งสรวงสวรรค์ เย็นสบายแต่แฝงความหม่นเศร้าไว้

ข้างใน ดูเหมือนความมีชีวิตชีวาของวังนี้จะหายไป ทุกสรรพสิ่งสงบนิ่งฟังเสียงฝนเต้นรำบนโลกหล้า

มีเพียงม่านไข่มุกที่เรียงรายลงมาจากฟากฟ้า โปรยปรายไปทั่วพื้นปฐพีแห่งนี้

ดวงตาสีฟ้ายังคงจดจ้องไปยังผืนน้ำด้านล่าง ละอองฝนซึ่งตกกระทบแล้วแตกกระจายเป็นวงเล็กๆบนผิวน้ำ

สำหรับเธอ มันเป็นอดีตที่ยังฝังใจ จดจำ และยากจะลืมเลือน

วันที่พ่อก้าวเท้าออกจากบ้านและไปจากเธอก็เป็นวันที่ฝนตกเช่นกัน

เด็กสาวผมดำขลับนัยน์ตาสีฟ้าในวัยเพียง 12 ปี

มองส่งพ่อที่เดินจากไปจนสุดสายตาท่ามกลางความเย็นฉ่ำของสายฝน

ความชุ่มชื้น ไอดิน ละอองฝนทำให้เด็กสาวหนาวจนยืนตัวสั่น หากแต่ขาเล็กๆก็ไม่ก้าวถอยเข้ามาในชายคาบ้าน

รู้ ว่าพ่อกับแม่ไม่สามารถที่จะอยู่ด้วยกันต่อไปได้อีก

ทุกค่ำคืนเต็มไปด้วยความขัดแย้ง เสียงทะเลาะเบาะแว้ง

และจบลงที่ใครคนหนึ่งออกจากบ้านส่วนอีกคนก็หมกตัวอยู่แต่ในห้อง

เห็น ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในบ้านปูนสองชั้นหลังนั้น ทั้งความรัก ความเข้าใจ ความจำเป็น และเหตุผลของแต่ละคน

โต แล้วที่จะเคารพการตัดสินใจของทุกคนในบ้านหลังนี้

แต่...สาวน้อยก็ยังหวังให้พ่อหันกลับมา เดินกลับมาหาเธอ กอดเธอ เหมือนเช่นเคยและบอกกับเธอว่า

“พ่อล้อเล่น”

มันคือความฝันสูงสุดในวัยนั้นของอินทิกาซึ่ง...เป็นไปไม่ได้

ในวันนั้น วันที่ฝนตกพรำๆ พ่อก็เดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองเธออีกเลย

ริมฝีปากที่ซีดเซียวก็นิ่งสนิท ไม่มีเสียงใดๆหลุดออกมา แม้ว่าใจอยากจะตะโกน อยากจะกรีดร้อง อยากจะรั้งเอาไว้

อยากจะยื้อให้ถึงที่สุด ทุกอย่างในร่างกายนิ่งสนิท เด็กสาวรับรู้แต่ว่า เสียงฝนในวันนี้ช่างหม่นหมอง

ราวกับฟ้าจงใจใช้เสียงฝนบรรเลงเป็นบทเพลงแห่งความโศกเศร้าในวันที่ครอบครัวของเธอแตกสลาย

เวลานั้นมีเพียงสายฝนที่รับรู้ว่าน้ำตาของเด็กสาวหลั่งไหลไปมากมายเพียงใด

ความเย็นยะเยือกที่เด็กน้อยได้รับจากหยาดฝนที่หล่นลงมาไม่ขาดสายตอกย้ำให้อินทิการู้ว่า

ความอบอุ่นของครอบครัวนั้นจางหายไปและจะไม่มีอีกต่อไปแล้ว

“เฮ้อ” อินทิกาถอนหายใจยาว รู้สึกกลุ้มใจพิกล การที่เธอมานอนในห้องพระชายาที่สองนี่มันผิดที่ผิดทางเกินไป

แต่เธอก็ไม่สามารถเปลี่ยนห้องได้ตามใจต้องการ

จนแล้วจนรอดสุดท้ายเธอต้องยอมนอนห้องนี้จนได้เพราะเอเชยืนยันว่าไม่สามารถเปิดห้องใหม่ให้เธอได้

ตอนนี้เธอก็ยังไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับคำสั่งเปลี่ยนห้องของเธอ ไม่รู้จุดประสงค์ของคนทำ

แม้จะคิดว่าเป็นคำสั่งผิดพลาดแต่เรื่องใหญ่ขนาดนี้จะผิดพลาดได้อย่างไร ในขณะคนเก็บกุญแจเองก็บอกว่า

ถูกต้องแล้วและไม่สามารถเปิดห้องอื่นให้เธอได้ด้วย สิ่งที่รู้มีเพียง นี่เป็นคำสั่งของชีคกาห์เรียน

แต่พอถามอะไรเอเชไปฝ่ายนั้นก็หุบปากเงียบสนิทจนเธอเลิกถามไปเอง


วันนี้เป็นเสาร์ที่แสนจะสบายเพราะมันเป็นวันหยุดแรกของเธอ

แม้ว่าในช่วงเช้าตรู่ ฝนจะทำลายบรรยากาศของการท่องเที่ยวไปหมดแล้ว จนหญิงสาวตัดสินใจอยู่แต่ภายในวัง

ดินสอขนาด 2B กับกระดาษขาวและกระดานไม้ที่ขอให้เอเชไปซื้อมาให้ถูกนำมาใช้

อินทิกาเลือกที่จะนั่งอยู่ที่มุมๆหนึ่งของสระบัวแล้วลงมือวาด

วังโบราณถูกอินทิกาเรียบเรียงลงบนแผ่นกระดาษด้วยลายเส้นตวัดปลายนิดหน่อย

เป็นภาพร่างหยาบๆรายละเอียดน้อยแต่เก็บภาพโดยรวมได้สมบูรณ์ 2- 3 แผ่น

จากนั้นหญิงสาวก็ใช้เวลาร่างภาพที่ใช้รายละเอียดของทุกเส้นสายในงานสถาปัตย์ของวังอาหรับวังนี้

เด็กสาวๆหลายคนเดินมาล้อมรอบดูอินทิกาวาดภาพ

พลางชี้ชวนให้คนอื่นพากันเข้ามารุมล้อมเหมือนเธอเป็นของประหลาดก็ไม่ปาน

เอเชเดินมานั่งใกล้ๆ ท่าทางสนอกสนใจในรูปที่สาวไทยวาดก่อนจะถามขึ้นมาว่า

“ มิสคะ มิสวาดภาพเหมือนได้สวยมากเลยค่ะ”

“ขอบใจที่ชมนะ”สาวไทยยิ้มตอบและหันกลับไปเก็บภาพระเบียงทางเดินต่อ วาดไปได้สักพักหญิงสาวก็ขมวดคิ้ว

คล้ายไม่พอใจ เอเชที่นั่งอยู่ใกล้ๆจึงชะโงกหน้าไปดู ภาพร่างสีขาวดำที่แสดงให้เห็นเสาระเบียงที่เรียงกันเป็น

ระเบียบและดูเหมือนจะจำลองของจริงไว้ในนี้

“ไม่พอใจอะไรหรือคะ มิส”

“ไม่รู้สิ ภาพนี้มันเหมือนขาดอะไรไปบางอย่างน่ะ” อินทิกาส่ายหัวไปมาและขมวดคิ้วแน่นเข้าไปอีก

สายตาอินทิกาเหลือบมองชุดอาหรับประยุกต์ของสาวใช้ที่นี่ของเอเช ที่เป็นเสื้อคอวีพิมพ์ลวดลายอาหรับแขนยาว

ดูสุภาพ ครั้นแล้วสถาปนิกสาวก็จัดแจงให้เอเชนั่งหันข้างอยู่ริมเสามองออกไปยังภายนอก

“นี่เอง สิ่งที่ขาดหายไป” และแล้วลักยิ้มของคนวาดก็โผล่ออกมา

“ขอยืมตัวเป็นนางแบบหน่อยนะ เอเช”

“เอ่อ ค่ะ” ดูเหมือนว่าเอเชจะเขินๆ หญิงสาวยกมือเกาศีรษะนิดหน่อย

เพียง 30 นาทีภาพร่างคร่าวๆของเอเชที่นั่งเป็นนางเอกมิวสิคเพลงซึ้งๆก็ปรากฏลงบนกระดาษขาว

อินทิกาชักคันไม้คันมืออยากจะลงสีแต่ก็ไม่ได้หอบเอาสีลงมาจากในห้องพระจันทร์

เธอจึงหงุดหงิดเล็กน้อย

“สวยจังเลยค่ะ มิส” เอเชชมให้อย่างจริงใจและรู้สึกอยากได้ภาพนี้มาเก็บไว้

“เอเชๆ ไปเร็ว แม่หมอออกจากตำหนักพระสนมอาฟย่าห์แล้ว ตอนนี้เธออยู่ที่ลานกลางแล้วนะ”

เสียงหญิงสาวในวัยเดียวกันกับเอเช2-3 คนวิ่งไปยังตำหนักกลางที่เป็นที่รวมของเหล่านางใน

หนึ่งในนั้นตะโกนมาที่เอเช แต่ก็ยังวิ่งต่อไป

“อ้าว คนเขากรูไปไหนกันน่ะ”

“ว๊าย ตายแล้ว ลืมไปเสียสนิทเลย” เอเชอุทานขึ้นมาและลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว

“ลืมอะไรจ๊ะ”

“วันนี้ แม่หมอมุลดาน่ามาน่ะค่ะ” เมื่อเห็นอินทิกายังทำหน้างง เอเชก็รีบอธิบายต่อ

สาวชาร์มาทำท่านึกภาษาอังกฤษขึ้นมาอธิบายถึงมุลดาน่า

“อ่า มุลดาน่าคือ fortune teller ค่ะ เธอเป็นนักพยากรณ์ที่แม่นยำมากที่สุดในชาร์มา วันนี้เธอมาที่นี่ค่ะ”

“ไปดูไหมคะ?” เอเชเอ่ยชวน

“ไม่ล่ะจ้ะ ฉันไม่สนใจน่ะ”

“ไปเถอะค่ะ วันนี้แม่หมอจะเลือกผู้ทำนายฟรีด้วยนะคะ เผื่อคุณจะเป็นผู้โชคดี”

“ฉันไม่มีดวงเรื่องความโชคดีหรอกจ้ะ ทุกอย่างมาจากการกระทำและความพยายามทั้งนั้นแหละ”

“แต่มุลดาน่าแม่นจริงๆนะคะ ที่สำคัญว่ากันว่า นางเป็นแม่มดค่ะมีคนเคยเห็นหน้าของมุลดาน่าแล้วบอกว่านางไม่

เคยแก่ลงเลย สิบกว่าปีก่อนเป็นเช่นไร มาปัจจุบันก็เป็นเช่นเดิม”

“ไม่น่าแปลกนี่ คนหน้าอ่อนมีเยอะออก”

“เป็นอย่างงั้นก็ดีสิคะ แต่มุลดาน่าเนี่ยมีอายุจะหกสิบปีแล้วนะคะ”

“หืออ์” อินทิกาขมวดคิ้วฉับพลันด้วยความสงสัย

“ไปเถอะค่ะ เนี่ยป่านนี้ มุลดาน่าคงไปอยู่ที่ลานแล้ว”

“งั้นไปก็ได้”สาวไทยตกปากรับคำด้วยเพราะทนการคะยั้นคะยอไม่ไหว

อินทิกาส่ายหน้า แล้วเก็บอุปกรณ์พลางเดินตามเอเชไปยังลานตรงกลางที่ตำหนักกลาง
.............................................................................................................................................................

จะหมอดูหรือนักทำนาย สำหรับอินทิกามันก็ไม่ต่างอะไรกับ “หมอเดา” นักเท่าไหร่ เธอมีความเชื่อส่วนตัวว่า

มันเป็นศาสตร์ที่อาศัยความเชื่อบวกกับจิตวิทยาและผสมเล็กน้อยกับวิชาสถิติก็ออกมาเป็นคำทำนายที่เชื่อกันว่า

แม่นยำนัก คนเรามักมีความกลัวต่อสิ่งที่เราไม่รู้ เหมือนในความมืดเมื่อเรามองไม่เห็นเราก็พลอยจะรู้สึกไม่สบาย

ใจและอาจรวมไปถึงหวาดกลัวและจินตนาการสู่บางสิ่งบางอย่างที่อาจซ่อนตัวอยู่ในความมืดนั้น

อนาคตก็เป็นสิ่งที่ไม่มีใครรู้ หลายคนจึงพยายามที่จะรู้ในอนาคตโดยใช้วิธีลัดล่วงหน้า หมอดูจึงเกิดมาเพื่อการนี้

เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่ยังมาไม่ถึงในปัจจุบันและบอกหนทางสู่การแก้ไขล่วงหน้า แต่อินทิกาไม่เคยเชื่ออะไรแบบ

นี้นักเท่าไหร่ เธอเชื่อว่าผลของการกระทำในปัจจุบัน นั่นแหล่ะคืออนาคตของตัวเอง เพราะอย่างนี้หญิงสาวจึงไม่

เคยเฉียดเข้าใกล้กับพวกทรงเจ้าเข้าผี แต่สำหรับพวกหมอดู เธอเองก็เคยถูกเพื่อนลากไปดูเช่นกัน เหมือนกับ

ตอนนี้ที่ถูกเอเชรบเร้า อินทิกาส่ายหน้า อาจจะคิดได้ว่า ความอยากรู้อยา
ท้องฟ้า
 
Posts: 21
Joined: Wed Jun 06, 2007 7:46 am

Postby Duang* on Sun Jun 10, 2007 9:50 am

พี่ฟ้าขา... อัพตอนที่6เร็วๆนะคะ ดวงรออ่านอยู่
Duang*
 
Posts: 7
Joined: Wed Jun 06, 2007 3:24 pm

Postby mini on Mon Jun 11, 2007 9:50 am

รีบมาอัพนะรออ่าน
mini
 
Posts: 1
Joined: Sat Jun 09, 2007 8:16 am


Return to รอยรักบนผืนทราย

Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 0 guests

cron