[size=150]5.
พิธีปิดกีฬาแห่งชาติของราชอาณาจักรกอลิยาห์ในวันนี้นั้นคลาคล่ำไปด้วยฝูงชนมากมายที่มารอชมกันจนแน่น โดยมีพระราชาธิบดี มูฮาหมัด บิน การิม อะมานี ทรงมาเป็นประธาน พร้อมด้วยเจ้าชายรัชทายาททั้งสามพระองค์ และทุกพระองค์ทรงประทับอยู่บนอัฒจันทร์ท่ามกลางการรักษาการอย่างแน่นหนาของเหล่าราชองครักษ์
การแสดงในสนามเริ่มขึ้นเมื่อสุลต่านมูฮาหมัดกล่าวเปิดพิธี มันเต็มไปด้วยความตื่นตาตื่นใจจนทุกคนใจจดใจจ่ออยู่กับมัน ไม่เว้นแม้แต่องค์สุลต่านมูฮาหมัดเอง ซึ่งก็ทรงพระสรวลสำราญไปพร้อมๆกับพระราชบุตรทั้งสามอย่างสบายพระทัย แม้การเมืองที่คุกรุ่นอยู่ในตอนนี้จะทำให้สถานการณ์ไม่มั่นคงนัก แต่พระองค์ก็ทรงวางพระทัยในเหล่าราชองครักษ์ทั้งหลายที่ถูกฝึกฝนมาเป็นอย่างดีด้วยงบประมาณส่วนพระองค์
แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นจนได้
นายทหารราชองครักษ์นายหนึ่งเดินดุ่มๆมาหน้าแท่นประทับ ทุกคนต่างงุนงงกับการกระทำของชายผู้นั้น ไม่มีใครรู้ว่าเขาจะทำอะไร เพราะเขาอยู่ในชุดเครื่องแบบของราชองครักษ์ ซึ่งผู้ที่ถูกคัดสรรมาอย่างดีเท่านั้นที่จะสวมใส่มันได้
แต่ก่อนที่ทหารคนอื่นๆจะเอะใจและวิ่งกรูกันเข้าไปหาเขานั้น นายทหารหนุ่มก็ฉีกเสื้อออกจนกระดุมเสื้อกระเด็นกระดอนไปด้วยแรงกระชาก เผยให้เห็นระเบิดภายในชุดยูนิฟอร์มอันเป็นที่ภาคภูมิขององค์สุลต่านเอง เหล่าราชองครักษ์คนอื่นๆต่างเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ระเบิดที่พวกเขาเห็นนั้น ตามการคาดคะเน มันมีความสามารถทำลายล้างเป็นรัศมีห้าสิบเมตรเลยทีเดียว
และแล้ว ท่ามกลางความตะลึงงันนั้นเอง เสียงระเบิดก็กึกก้องไปทั่วทั้งอัฒจันทร์ ผู้คนที่อยู่ใกล้เคียงต่างแตกตื่นวิ่งหนีตายกันอลวน เหล่าราชองครักษ์ต่างพุ่งเข้าหาศูนย์กลางของระเบิดอย่างลนลาน ด้วยมันเป็นจุดที่ประทับของสุลต่านและเหล่ารัชทายาททั้งหลาย
เมื่อควันแห่งมรณะจางหาย เหล่าราชองครักษ์ก็ตกตะลึงจนแทบสิ้นสติเมื่อพระวรกายของสุลต่านและเหล่าราชวงศ์ทั้งหลายชุ่มโชกไปด้วยพระโลหิตแดงฉาน
หัวหน้าราชองครักษ์ตะโกนสั่งงานก้อง เขารีบเข้าไปตรวจดูพระอาการของสุลต่านทันที แต่ปรากฏว่าทรงสิ้นพระชนม์ไปเสียแล้ว จากนั้นเขาจึงเดินตรวจตราต่อไปยังเหล่าราชวงศ์ทั้งหลายก็ปรากฏว่าไม่มีใครเหลือรอดเลยแม้แต่พระองค์เดียว นี่นับเป็นการลอบปลงพระชนม์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลกเลยก็ว่าได้ เมื่อมีพระศพเป็นราชวงศ์กว่าสิบพระองค์รวมทั้งเจ้าชายรัชทายาททั้งสาม และสุลต่านรวมทั้งสิ้นเบ็ดเสร็จก็สิบสี่พระองค์พอดี
* * * * * * * * * *
หลังจากเหตุวุ่นวาย คณะรัฐบาลและทหารทั้งสี่เหล่าทัพต่างเปิดประชุมสภากันในวาระเร่งด่วน นั่นก็คือการเร่งค้นหาผู้ที่จะมาสืบราชสันตติวงศ์และขึ้นครองราชย์แทนสุลต่านมูฮาหมัดนั่นเอง
“ผมเห็นว่าเชื้อพระวงศ์ที่ใกล้ชิดที่สุดตอนนี้ก็เห็นจะมีแต่ เจ้าชายอาหมัด บิน การิม อะมานี พระอนุชาในพระราชาธิบดีมูฮาหมัดเท่านั้นเอง” พลเอก มามุซ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเสนอพระนามขึ้นมาระหว่างการสรรหานั้น
เสียงฮือฮาตามมาหลังจากพระนามของพระอนุชาถูกเอ่ยขึ้นกลางสภา หลายคนไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่เห็นด้วยกับผู้นำทางการทหาร
“ไม่ได้” ชายชราหน้าตาเคร่งขรึมลุกขึ้นตะโกนก้อง ทำเอาเสียงจ้อกแจ้กเงียบลงในบัดดล
มามุซหันขวับไปมองอย่างเกรงๆ ใบหน้าของชายชราผู้นั้นเต็มไปด้วยหนวดเคราสีดอกเลาหนาครึ้ม ผ้าโพกศีรษะและชุดคลุมสีดำช่วยให้เขาดูมีอำนาจอย่างน่าเกรงขามไม่น้อยเลยทีเดียว
“เจ้าชายอาหมัดเป็นพวกนอกรีต พระองค์ฝักใฝ่ในพวกตะวันตก ทรงไม่เหมาะสมกับตำแหน่งพระราชาธิบดีแห่งอาณาจักรอิสลามเลยสักนิดเดียว” เสียงแหบห้าวของชายชรายิ่งทำให้ทั้งสภาเงียบกริบ ราวกับว่าเขาปลดปล่อยมนต์ดำออกไปครอบครองจิตใจของทุกคน
“ท่านอิหม่ามคารีมพูดถูก” นายกรัฐมนตรีฮัดซันลุกขึ้นสนับสนุน
อิหม่ามคารีมแม้จะไม่ได้มีตำแหน่งใหญ่โตในรัฐบาลแต่เขาก็ทรงอิทธิพลต่อประชาชนชาวกอลิยาห์ไม่น้อย ความเป็นผู้นำศาสนาอันสูงสุดทำให้ประธานาธิบดีซึ่งเป็นผู้นำสูงสุดในรัฐบาลก็ยังต้องเกรงขามเขาอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
“แต่ว่าพระองค์ทรงเป็นพระอนุชา นั่นก็เท่ากับว่าพระองค์มีความใกล้ชิดที่สุดแล้วตอนนี้” มามุซมีท่าทีอ่อนลง แต่ก็ยังยืนยันคำพูดเดิม
“ท่านนายพลอย่าลืมสิว่า พระชายาของเจ้าชายอาหมัดเป็นหญิงต่างชาติ และยังไม่ใช่มุสลิมมะห์ (สตรีมุสลิม) อีกต่างหาก ทรงไม่ใช่ครอบครัวมุสลิมที่บริสุทธิ์ ฉะนั้นมันจะไม่เป็นการผิดกฎมณเฑียรบาลอย่างใหญ่หลวงเลยทีเดียวหรอกหรือ”
“ผมอีกคนที่ไม่เห็นด้วยนะท่านนายพล” ประธานาธิบดีไฟซาลเอ่ยแย้งขึ้น “พระองค์ทรงอภิเษกกับหญิงต่างชาติคนนั้นอย่างออกหน้าออกตา เป็นที่รู้กันดีของประชาชนทุกคน ผมว่าสถานการณ์บ้านเมืองเป็นอย่างนี้ เราอย่าเสียงที่จะเชิญเสด็จเจ้าชายอาหมัดมาขึ้นครองราชย์เลย มันยังไม่ถึงเวลาจำเป็นจริงๆ”
“แต่ผมก็ไม่เห็นมีใครอีกแล้วที่จะเหมาะสมกับตำแหน่งสุลต่านแห่งกอลิยาห์” มามุซยังยืนยันคำเดิม แม้จะถูกทัดทานอย่างหนักจากผู้นำประเทศทั้งสามคน
“แต่ผมยังเห็นว่ามีอีกคนหนึ่งที่เหมาะสม” ไฟซาลลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เป็นใครหรือท่านประธานาธิบดี” ฮัดซันเอ่ยถามด้วยความอยากรู้
“นั่นสิ เป็นใครกัน” มามุซ กระชากเสียงอย่างไม่สบอารมณ์
เหล่าสมาชิกสภาทั้งหลายต่างส่งเสียงกันดังระงม พวกเขาก็ไม่ต่างจากท่านนายกฯ และท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดสักเท่าไร ทุกคนต่างก็อยากจะรู้ว่าจะมีใครที่จะเหมาะสมกับตำแหน่งประมุขสูงสุดของประเทศได้อีกนอกจากเจ้าชายอาหมัดผู้ทรงอิทธิพลในขณะนี้
ตอนนี้มีเพียงอิหม่ามคารีมผู้นำศาสนาสูงสุดของประเทศเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ยังคงสงบนิ่ง แต่สายตาของชายชราก็จ้องเขม็งไปยังเรือนร่างอันองอาจของประธานาธิบดีแห่งกอลิยาห์อย่างไม่กระพริบตาเลยทีเดียว
ประธานาธิบดีไฟซาลยกมือขึ้นในที่สุด จากนั้นก็รอให้เสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆเงียบลง แล้วจึงเปล่งนามของบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งออกไป “ผมขอเสนอให้ ฮาซาน อาดิล อะมานี เป็นผู้สืบราชบัลลังก์ของอาณาจักรกอลิยาห์องค์ต่อไป”
คราวนี้เสียงฮือฮากระหึ่มยิ่งกว่าเดิม มีทั้งผู้คนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยต่างวิพากษ์วิจารณ์กันระงมยิ่งกว่าพระนามของเจ้าชายอาหมัดเสียอีก
“โอ้! นั่นจะไม่ปลายแถวไปหน่อยหรือ” กามิลรัฐมนตรีกลาโหมกล่าวขึ้น
“ถ้าไล่เรียงดู ผมก็ไม่เห็นใครเหมาะสมเท่ากับชายหนุ่มผู้นี้ ปู่ของเขาสืบเชื้อสายมาจากพระปิตุลาของพระราชาธิบดีมูฮาหมัด อีกทั้งมารดาของเขาก็ยังเป็นเชื้อสายจากราชวงศ์อัสบายาห์อีกต่างหาก นั่นเท่ากับว่าเขามีสายเลือดกษัตริย์อยู่ถึงสองราชวงศ์เลยทีเดียว” ไฟซาลให้เหตุผล
“ผมเห็นด้วยนะ” นายกรัฐมนตรีฮัดซันกล่าวสนับสนุน
“ผมก็เห็นด้วย” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศที่รู้จักมักคุ้นกับฮาซานดีก็เอ่ยสนับสนุนด้วยเช่นเดียวกัน
“ท่านอิหม่ามล่ะ ว่ายังไง” ไฟซาลหันไปหาผู้นำศาสนาของเขา
“ผมไม่ขัดข้อง” ชายชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม สีหน้ายังมีแววกังวลอยู่เล็กน้อย
“เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ผมจะให้สภาลงมติลับกัน เพื่อตัดสินว่า ฮาซาน อาดิล อะมานี จะได้สืบราชสันตติวงศ์และขึ้นครองราชย์ต่อจากพระราชาธิบดีมูฮาหมัดหรือเปล่า” ฮัดซันเอ่ยขึ้นท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆนานา
ทุกคนต่างขานรับข้อเสนอของนายกรัฐมนตรี ฉะนั้นการลงมติเลือกสุลต่านพระองค์ใหม่จึงเริ่มขึ้นอย่างลับๆ และก็ได้ผลสรุปออกมาในเวลาอันรวดเร็วเกินคาด
* * * * * * * * * *
“เป็นอะไรไป อร” อาซามิเดินเข้ามาหาเพื่อนสาวชาวไทยที่กำลังนั่งซึมอยู่ริมสระน้ำ
“ยัยทิชาน่ะสิ ไม่กลับมานอนบ้านตั้งหลายคืนแล้ว โรงเรียนก็ไม่ได้ไป” ทักษอรตอบ น้ำเสียงดูบ่งบอกถึงคำพูดของหล่อนได้ดีทีเดียว
“คงไปนอนกับผู้ชายที่ไหนอีกล่ะมั้ง ทำอย่างกับไม่เคยหายไปอย่างนี้ล่ะ” อาซามิไม่ได้ตกใจเท่าไร เพราะรู้จักนิสัยของทิชากรดี
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ฉันก็ยังเป็นห่วงอยู่ดีนั่นแหละ”
“เอาน่า เดี๋ยวมันโดนทิ้งก็กลับมาเองแหละ ฝรั่งหัวเขียวหัวแดงพวกนั้นมันจะจริงจังกับผู้หญิงสักแค่ไหนกันเชียว” อาซามิปลอบ แต่ดูเหมือนคำปลอบของหล่อนจะไม่ทำให้อะไรดีขึ้นมาเลยสักนิด
“คอยดูนะ กลับมาแม่จะตีก้นเสียให้เข็ด”
“ยัยทิชามันไม่เข็ดหรอก” อาซามิหัวเราะร่วน “เออ...ว่าแต่เรื่องที่เราคุยกันวันนั้นเธอไปจัดการหรือยังล่ะ”
“เรื่องอะไร” ทักษอรหันมาถามด้วยความสงสัย
“อ้าว ก็เรื่องพ่อเทพบุตรของหล่อนน่ะสิยะ”
“ฮาซานน่ะเหรอ”
“อิอิ” อาซามิชี้นิ้วใส่หล่อน “ยอมรับแล้วเหรอว่าเป็นพ่อเทพบุตรของเธอ”
“บ้าสิ” ทักษอรปัดมือเพื่อนออกไป
“แล้วว่ายังไงล่ะ ได้บอกรักเขาไปหรือยัง”
“ไม่ทันได้บอกน่ะสิ เขาพูดอะไรก็ไม่รู้ แปลกๆ” ทักษอรถอนใจเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อวาน
“แปลกเหรอ แปลกยังไงอ่ะ”
“ไม่รู้สิ เขาพูดเหมือนกับว่าที่ฉันวิ่งหนีเขาวันก่อนน่ะ มันเป็นเรื่องคอขาดบาดตายอย่างนั้นแหละ”
“เหรอ แปลกแฮะ” อาซามิเกาคางครุ่นคิด “หรือว่าเขารู้สึกเสียหน้าที่เข้ามาทักเธอ แล้วเธอไม่สนใจเขาหรือเปล่า”
“แหม มันก็ไม่น่าโกรธขนาดนั้นนี่น่า”
“เอาเถอะ เดี๋ยวรอให้เขาอารมณ์เย็นลงอีกสักพักก็ได้มั้ง เผื่อเขาจะรับฟังอะไรเธอมั่ง” อาซามิปลอบ
ทักษอรหันมามองเพื่อนสาวอย่างเคืองๆ “เธอก็เป็นไปกับเขาด้วยอีกคน ทำอย่างกับว่าฉันไปทำอะไรให้เขาโกรธหนักหนา ถึงต้องไปอธิบายอะไรให้เขาฟัง กะอีแค่วิ่งหนีเนี่ยนะ”
“แหม ผู้ชายก็อย่างนี้แหละ เข้าใจยาก” อาซามิพึมพำพร้อมหยิบขนมออกมาขบเคี้ยวตามปรกติ
“ฉันไม่เข้าใจเลย ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
“เอาเถอะน่า อย่าคิดมาก”
ทักษอรถอนหายใจ สายตามองทอดออกไปในสระน้ำ ใบหน้างามของฮาซานปรากฏเลือนรางและบิดเบี้ยวไปตามระลอกคลื่นที่กระเพื่อมขึ้นลง สายตาของเขาช่างเต็มไปด้วยความชิงชัง ดูแคลน จนหล่อนไม่เข้าใจสักนิด ทั้งๆที่หล่อนและเขาไม่เคยได้สนทนากันเลยสักครั้ง แต่เขากลับเป็นฟืนเป็นไฟกับการสนทนาครั้งแรก นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ หล่อนไม่เข้าใจเลยจริงๆ
* * * * * * * * * *
กลางดึกสงัดคืนนั้นเอง เสียงเคาะประตูดังขึ้นสนั่นหวั่นไหวราวกับโลกกำลังถล่มทลายในระหว่างนิทรารมย์อันแสนสบายของฮาซาน เขามุดศีรษะเข้าใต้หมอนเพื่อลดความรำคาญ แต่มันก็ไม่เป็นผลสำเร็จ เมื่อเสียงเคาะนั้นเริ่มแรงและถี่ขึ้นเป็นลำดับ
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นจากหมอน แล้วยกสองมือขึ้นขยี้ผมตัวเอง ก่อนจะมองดูเข็มนาฬิกาท่ามกลางความมืดของห้อง “ใครมาวะ ดึกดื่นป่านนี้”
เสียงเคาะประตูที่ถี่ยิบทำให้ฮาซานจำต้องเดินโซเซมากระชากประตูเปิดออกอย่างแรง “นี่มันกี่โมงกี่ยามกันแล้วนี่”
“ตีสองพ่ะย่ะค่ะ” ชายท่าทางขึงขังแต่งตัวด้วยยูนิฟอร์มทหารกอลิยาห์เต็มรูปแบบตอบเขา ดูจากยศแล้วคงไม่ต่ำกว่าขั้นนายพลเป็นแน่
“มาผิดห้องแล้วมั้ง เจ้าชายอัคคาร์ทรงประทับอยู่ห้องโน้น” เขาพยักพเยิดไปทางประตูห้องด้านตรงข้าม แต่ฮาซานก็ต้องแปลกใจที่เจ้าชายหนุ่มทรงประทับยืนอยู่ที่หน้าประตูอยู่ก่อนแล้ว
“ไม่ผิดหรอกพ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันมาเชิญเสด็จพระองค์ไปที่สถานทูตกอลิยาห์ประจำสหรัฐอเมริกาพ่ะย่ะค่ะ”
“สถานทูต ทำไม แล้วทำไมถึงใช้ราชาศัพท์กับฉัน” เขายิงคำถามเป็นชุดๆ
“เอ...จะทูลตอบข้อไหนก่อนดี” นายทหารทำท่าครุ่นคิด “เอาเป็นว่า ตอนนี้พระองค์ทรงเป็นพระราชาธิบดี ฮาซาน อาดิล อะมานี สุลต่านพระองค์ใหม่แห่งราชอาณาจักรกอลิยาห์แล้วล่ะพ่ะย่ะค่ะ”
“เป็นไปได้อย่างไรกัน” เขาร้องออกมาด้วยความตกใจ ทั้งเจ้าชายอัคคาร์ และทิชากรก็ตกใจไม่แพ้กันกับเขา “นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นเนี่ย”
“ฝ่าพระบาทคงทราบข่าวการลอบปลงพระชนม์สุลต่านมูฮาหมัดและเหล่าราชวงศ์เมื่อสองวันก่อนแล้วใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ”
ทรงพยักพระพักตร์
“นั่นเป็นเหตุให้บัลลังก์แห่งกอลิยาห์ต้องว่างลง และฝ่าพระบาทก็เป็นเชื้อพระวงศ์พระองค์เดียวในขณะนี้ที่เหมาะสมที่จะสืบราชบัลลังก์ต่อไปพ่ะย่ะค่ะ”
“ฉันน่ะเหรอ” ทรงถามอย่างไม่เชื่อพระกรรณ
“พ่ะย่ะค่ะ” นายทหารผู้นั้นค้อมศีรษะ “ด้วยเหตุนี้เอง หม่อมฉันจึงถูกมอบหมายให้มาทูลเชิญเสด็จไปที่สถานทูต ก่อนจะขึ้นเครื่องบินพระที่นั่งกลับกอลิยาห์เพื่อไปประกอบพิธีราชาภิเษกในอีกสองวันข้างหน้าพ่ะย่ะค่ะ”
“ราชาภิเษก” ทรงทวนคำ
“พ่ะย่ะค่ะ ทรงได้ยินไม่ผิด ราชาภิเษกพ่ะย่ะค่ะ”
“โอ้...” เจ้าชายอัคคาร์เปล่งพระสุรเสียงออกมา “กระหม่อมดีพระทัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
สุลต่านหนุ่มพระองค์ใหม่ทำอะไรไม่ถูก เขาแย้มสรวลให้กับเจ้าชายหนุ่ม ก่อนจะเหลือบมองไปยังหญิงอันเป็นที่รัก แต่พระองค์ก็ได้รับแต่เพียงสายตาเย็นชาตอบกลับมาเท่านั้น
“เอ่อ...ระ...รอฉันเก็บของหน่อยได้ไหม”
“ไม่จำเป็นหรอกพ่ะย่ะค่ะ” นายทหารปฏิเสธ “ข้าวของพวกนั้นกระหม่อมจะให้ทหารมาจัดการภายหลังเอง พระองค์ไม่จำเป็นจะต้องทรงเหน็ดเหนื่อยกับเรื่องเล็กๆน้อยๆพวกนี้เลยพ่ะย่ะค่ะ”
“อะไรมันจะรีบขนาดนั้น” ทรงบ่นพึมพำก่อนที่จะหันกลับไปหยิบฉลองพระองค์มาสวมทับ แล้วจึงเสด็จพระราชดำเนินตามนายทหารออกไป
แต่เมื่อทรงพระราชดำเนินไปถึงประตู พระองค์ก็ทรงเหลียวกลับมามองหญิงสาวที่ยืนเคียงคู่กันกับเจ้าชายอัคคาร์อีกครั้ง และมันก็เหมือนเดิม เพราะทรงได้พบกับสายตาเหยียดหยามเหมือนเคยของหญิงสาวที่ขึ้นชื่อว่าเคยเป็นที่รักของพระองค์มาก่อน
ทิชากรมองสุลต่
