ลิขิตรักลำน้ำไนล์
บทที่ 5
ธิดาแห่งไอซิส
ตอนที่ 2
หมู่บ้านช่างก่อสร้างพีระมิดริมฝั่งแม่น้ำไนล์ในยามสายค่อนข้างเงียบสงบ เหล่าชายฉกรรจ์เดินทางออกจากหมู่บ้านเพื่อไปทำงานก่อสร้างพีระมิดซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในเขตทะเลทราย ในหมู่บ้านจึงเหลือเพียงสตรีและเด็กที่ยังเล็กเกินกว่าจะออกไปทำงานเพื่อเจ้ามหาชีวิต
หญิงสาวชาวไอยคุปต์จะใช้เวลาในยามนี้ทำงานหัตถกรรม ทอผ้า หุงหาอาหาร เลี้ยงดูลูก และทำงานบ้านเพื่อรอสามีกลับมาในตอนเย็น ที่ริมแม่น้ำเด็กชายหญิงกลุ่มหนึ่งวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน ถัดออกไปเป็นกลุ่มหญิงสาวที่นำผ้ามาซัก พวกหล่อนพูดคุยหยอกล้อกันด้วยใบหน้ารื่นเริง
ชาวไอยคุปต์มีชีวิตผูกพันกับแม่น้ำไนล์ เวลาในหนึ่งปีของพวกเขาถูกกำหนดตามการขึ้นและลงของแม่น้ำสายนี้ ทุกๆ ปีแม่น้ำไนล์จะเอ่อล้นตลิ่งและไหลเข้าไปท่วมผืนดินสองฝากฝั่ง นำพาแร่ธาตุมากำนัลแด่พื้นพิภพ ช่วงนี้ชาวไอยคุปต์จะหยุดงานในไร่นาไปทำงานรับใช้องค์ฟาโรห์ ตามความถนัดของแต่ละคน
บางส่วนถูกเกณฑ์ไปก่อสร้างพีระมิด บางส่วนถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารรักษาดินแดน จนถึงเวลาที่แม่น้ำไนล์ลดระดับลง พวกเขาจึงจะกลับมาทำการเพาะปลูกพืชผล โดยมีตะกอนที่แม่น้ำพัดพามาเป็นปุ๋ยอย่างดี และจะลงมือเก็บเกี่ยวผลผลิตที่สุกงอมเมื่อแม่น้ำไนล์เริ่มล้นฝั่งอีกครั้ง วนเวียนกันไปอย่างนี้เป็นวัฏจักรมาตลอดหลายชั่วอายุคน
ภายในบ้านพักที่ก่อสร้างด้วยดินเหนียวของหัวหน้าช่างก่อสร้างพีระมิด ฟาซัสยืนนิ่งอยู่กลางห้องนอนของลูกสาว เฝ้ามองนางเช็ดหน้าตาให้หญิงสาวแปลกหน้าที่เขาพามาจากพีระมิดขององค์ฟาโรห์ด้วยหัวใจหนักอึ้ง เขาไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใคร เขารู้เพียงว่าต้องดูแลนางให้ดีที่สุดตามที่ได้รับปากเทพีแห่งไนล์เอาไว้
ไอซาบิดผ้าผืนนุ่มที่แช่ในน้ำอุ่นจนแห้งหมาด ก่อนจะนำไปเช็ดใบหน้าสวยหวานของหญิงสาวแปลกหน้าที่ยังคงหลับใหลอยู่บนเตียงของเธออย่างเบามือ
“ไอซา สามเพลาแล้วนะเหตุใดนางผู้นี้จึงมิลืมตาตื่นขึ้นมาเสียที” ฟาซัสเอ่ยถามลูกสาวด้วยสีหน้าทุกข์ร้อน เมื่อเทพีไอซิสฝากหญิงสาวนางนี้ไว้กับเขา ชายสูงวัยจึงถือว่านางเป็นหน้าที่ที่เขาต้องรับผิดชอบ
ผู้เป็นลูกถอนใจเบาๆ วางผ้าผืนนุ่มที่ใช้เช็ดหน้าตาให้หญิงสาวแปลกหน้าลงในอ่างข้างกาย ก่อนจะหันมาจับจ้องผู้เป็นพ่อด้วยสีหน้าหนักใจไม่แพ้กัน
“ข้าก็ไม่รู้ท่านพ่อ เทพีไอซิสมิได้บอกอะไรแก่ข้าเกี่ยวกับนางคนนี้เลย พระนางเพียงแต่บอกให้ไปรับหญิงสาวนางนี้มาไว้ที่บ้านของเราเท่านั้น แต่ท่านมิต้องงกังวลไปหรอก นางจะต้องปลอดภัย ข้าเชื่อว่าเมื่อถึงเวลานางจะฟื้นคืนสติขึ้นมาเอง”
ผู้เป็นพ่อถอนใจเบาๆ เดินไปยืนข้างหน้าต่าง ทอดสายตาไปยังแม่น้ำไนล์เบื้องนอก ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “จะไม่ให้พ่อห่วงได้อย่างไรเล่า เทพีไอซิสท่านอุตส่าห์ปรากฏกายขึ้นมาฝากฝังนางเองแท้ๆ หากนางมีอันเป็นไป พ่อจะมีหน้าไปเฝ้าพระนางได้อย่างไร”
หญิงสาวเม้มปากแน่นด้วยความกังวล อับจนถ้อยคำขึ้นมาเฉยๆ ถึงแม้นางจะมีความสามารถติดต่อกับทวยเทพได้ก็จริง แต่ความสามารถของนางก็มีขอบเขตจำกัดเช่นกัน นางรู้เฉพาะสิ่งที่เหล่าเทพต้องการให้รู้เท่านั้น ส่วนเรื่องที่ว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใคร มาจากไหน และจะฟื้นคืนสติขึ้นมาเมื่อไรนั้น ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่เกินความสามารถของเธอจะหยั่งรู้ได้
ไอซาไล่สายตาไปตามใบหน้าของหญิงสาวผิวผ่องเบื้องหน้า ตั้งแต่เกิดมานางไม่เคยพบใครที่งามแปลกตาเหมือนผู้หญิงคนนี้เลย ดวงหน้าเรียวรูปไข่ จมูกโด่งสวย ปากอิ่มสีกุหลาบ คิ้วเรียวได้รูปพาดอยู่เหนือดวงตาที่ปิดสนิท ขนตายาวหนางอนทาบอยู่บนนวลแก้มเนียนใส นางงามชวนตะลึงจริงๆ
“ท่านพ่อ ท่านพ่อ นางฟื้นแล้ว” หญิงสาวร้องเรียกผู้เป็นพ่อด้วยความดีใจ เมื่อเห็นเปลือกตาอ่อนบางที่ปิดสนิทมาตลอดสามวันเริ่มขยับไหวเบาๆ
“จริงรึ” ผู้เป็นพ่อเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้นแล้วรีบถลันมานั่งข้างๆ ลูกสาว
เมษาลืมตาขึ้นช้าๆ ด้วยความมึนงง เปลือกตาอ่อนบางกะพริบถี่ ก่อนจะหลับลงอีกครั้งเมื่อสัมผัสกับแสงจ้ายามที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างข้างเตียงนอน เปลือกตาอ่อนบางกะพริบถี่ พยายามปรับสายตารับกับแสงสว่างรอบตัว
‘ที่นี่ที่ไหน’ หญิงสาวครุ่นคิดในใจพลางกวาดตามองไปรอบๆ เมื่อการมองเห็นกลับมาใช้การได้อีกครั้ง และสิ่งที่เห็นก็ทำให้ดวงตาที่โตอยู่แล้วเบิ่งโตขึ้นไปอีกด้วยความตกใจ เมื่อเห็นคนแปลกหน้าสองคนจ้องมองมาที่เธอเขม็ง ร่างบางลุกพรวดขึ้นนั่งแล้วถอยหลังหนีจนแผ่นหลังบอบบางเบียดกับหัวเตียงไม้หยาบๆ ที่ตนนอนอยู่เมื่อครู่
เมษากลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ แม้จะตกใจแต่ก็ไม่วายมองสำรวจคนแปลกหน้าทั้งสองด้วยความสนใจ พวกเขาเป็นดูเหมือนคนพื้นเมืองโบราณที่เธอเห็นจากภาพเขียนในพีระมิด คนที่เป็นผู้ชายมีรูปร่างสูงผอม
ส่วนผู้หญิงหน้าตาอ่อนเยาว์คมคาย รูปร่างบอบบาง ทั้งคู่มีผิวสีน้ำตาลอ่อนนวลเนียน สวมใส่เสื้อผ้าที่ดูแปลกตา ผู้ชายสวมผ้านุ่งผืนสั้นพันรอบสะโพก เปิดเปลือยแผงอก ส่วนผู้หญิงสวมชุดติดกันมีแขนแค่ข้อศอก จับจีบตรงหน้าอกยาวระข้อเท้า
“พวกคุณเป็นใคร แล้วที่นี่ที่ไหน” หญิงสาวเอ่ยถามเสียงแผ่ว คนแปลกหน้าทั้งสองหันไปสบตากัน ก่อนที่ชายคนนั้นจะหันมามองหน้าเธอพร้อมกับเอ่ยว่า
“อย่าได้กลัวเราเลยแม่นาง”
เมษารับฟังถ้อยคำแปลกหูนั่นด้วยดวงตาพองโต ภาษาประหลาดนี่อีกแล้ว พวกเขาพูดภาษาเดียวกับผู้หญิงที่เธอพบในพีระมิดแห่งฟาบา ภาษาโบราณที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่กลับฟังออกทุกคำ
“ไม่ต้องแปลกใจหรอก ที่เราสื่อสารกันได้ก็คงเพราะพรจากเทพีไอซิส” หญิงสาวผิวสีน้ำตาลอ่อนนวลเนียนเอ่ยขึ้นราวกับไปนั่งอยู่กลางใจของเธอ ทำเอาเมษางงจนอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ
“เธออ่านใจคนได้ด้วยเหรอ” หญิงสาวเอ่ยถามเสียงสั่นด้วยภาษาแม่ของตัวเอง แต่ถ้อยคำที่เปล่งออกไปกลับกลายเป็นภาษาโบราณที่สองพ่อลูกใช้พูดกับเธอเมื่อครู่
หญิงสาวคนนั้นแย้มยิ้มสวยเก๋ที่มุมปาก ก่อนจะกล่าวว่า “บางครั้ง ว่าแต่เจ้าเจ็บปวดตรงไหนบ้างหรือเปล่า หิวหรือไม่ เจ้าหลับไปถึงสามวันแล้วนี่ เดี๋ยวข้าจะออกไปหาอาหารให้นะ”
เมื่อพูดจบเจ้าหล่อนก็ทำท่าจะเดินออกไป เมษารีบถลันไปคว้าแขนเรียวเอาไว้ พร้อมกับร้องห้ามเป็นพัลวัน เมื่อเห็นว่าหญิงสาวคนนั้นจะทิ้งเธอไว้กับผู้ชายอีกคนเพียงลำพัง
“เดี๋ยวๆ ที่นี่ที่ไหน คุณเป็นใคร แล้วฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ทำไมพวกคุณถึงแต่งตัวแปลกๆ พูดจาแปลกๆ”
“ไม่ใช่พวกข้าแปลกหรอกฝ่ายเดียวหรอก เจ้าเองก็แปลกแม่นาง” ชายสูงวัยเอ่ยยิ้มๆ ด้วยความเอ็นดู เมื่อได้ยินชุดคำถามที่อีกฝ่ายปล่อยออกมาราวกับกลองรัว
เมษากลืนน้ำลายลงคออีกอึก แม้ชายคนนี้จะดูไม่มีพิษภัยแต่เธอก็ยังไม่วางใจอยู่ดี เธอจับแขนเรียวของหญิงสาวแปลกหน้าด้วยมือข้างหนึ่ง แล้วใช้มือที่วางอีกข้างชี้ไปรอบตัว
“ใช่ฉันยอมรับว่าฉันก็แปลก แล้ว--แล้วที่นี่ที่ไหน ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง อย่าบอกนะว่า...” หญิงสาวเอ่ยถามออกมาอีกหนึ่งชุด ก่อนจะอ้าปากค้างเมื่อนึกถึงสิ่งที่เลวร้ายที่สุดขึ้นมาได้
‘ฉันถูกคนพื้นเมืองอียิปต์รักพาตัวหรือนี่’
“ข้าและพ่อไม่ได้ลักพาตัวเจ้ามาหรอกแม่นาง แต่เทพีไอซิสฝากเจ้าไว้กับเรา ข้าจึงมีหน้าที่ต้องดูแลเจ้าตามพระบัญชา” เจ้าของแขนที่เธอยึดอยู่เอ่ยขึ้นราวกับอ่านใจเธอออกอีกครั้ง
“เทพีไอซิส...” เมษาทวนชื่อเทพีแห่งไนล์เสียงสั่น มือไม้อ่อนขึ้นมาทันที บ้าน่ามันจะเป็นไปได้ยังไง ยังมีคนอียิปต์ในปัจจุบันที่นับถือเทพีไอซิสหลงเหลืออยู่อีกหรือนี่
“ใช่ เทพีแห่งความซื่อสัตย์ เทพีแห่งความรัก และเทพีแห่งไนล์ พระนางเป็นคนสั่งให้พ่อข้ารับเจ้ามาจากพีระมิดขององค์ฟาโรห์เมนโนฟิสเมื่อสามวันก่อน ว่าแต่เจ้าเป็นใครมาจากไหนเหรอ” หญิงสาวคนเดิมขยายคุณสมบัติของเทพีพระองค์นี้เพิ่มขึ้นอีก ก่อนจะปิดท้ายด้วยคำถามพร้อมกับจ้องมองด้วยความสนใจ
“อย่าบอกนะว่า...” เมษาพึมพำเสียงแผ่ว เรี่ยวแรงที่มีน้อยอยู่แล้วยิ่งเหือดแห้งลงไปอีก ร่างบางตะกายลงจากเตียงไม้สูงแค่เข่า โผไปจับขอบหน้าต่างบานเดียวในห้องพลางกวาดตาไปรอบๆ
ที่เบื้องนอกแม่น้ำไนล์ล้นฝั่ง เด็กชายหญิงผิวสีน้ำตาลอ่อนวิ่งเล่นอยู่ริมน้ำ ถัดออกไปเป็นกลุ่มหญิงสาวในเครื่องแต่งกายสีขาวขุ่นกำลังนั่งจับกลุ่มซักผ้าพร้อมกับหัวเราะต่อกระซิกกันอย่างสนุกสนาน นี่มันไม่ใช่ภาพที่จะเห็นได้ในยุคปัจจุบันแน่ๆ
“บ้าน่า ให้ตายสิ มันเป็นเรื่องจริงหรือนี่” หญิงสาวพึมพำเสียงเบาหวิว หัวใจที่อยู่ในอกเต้นถี่รัว เหงื่อกาฬพร้อมใจกันหลั่งไหลออกมาจนชุ่มแผ่นหลัง ร่างบางทรุดลงเกาะขอบหน้าต่างอย่างคนที่ไร้เรี่ยวแรงจะทรงกาย บ้าแท้ๆ น้ำเน่าที่สุด นี่เธอย้อนเวลากลับมาในยุคอียิปต์โบราณอย่างนั้นหรือ จะเป็นไปได้ยังไง
‘หรือว่าเราจะฝันไป’หญิงสาวครุ่นคิดในใจและไม่รอช้าที่จะใช้ฝ่ามือของตนเองทดสอบกับแก้มข้างหนึ่ง
(((เพี๊ยะ))
เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังขึ้นอย่างถนัดถนี่ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงครางอย่างเจ็บปวดของคนทดสอบ แม้จะเจ็บจนแก้มชา แต่หญิงสาวก็รู้แล้วว่าตัวเองไม่ได้ฝัน มันเป็นเรื่องจริงเธอย้อนยุคกลับมาในอียิปต์โบราณจริงๆ ไม่ได้ฝันไปจริงๆ
“เจ้า...สตรีผู้มาจากแดนไกล”
เมษาหันขวับมามองด้านหลัง เมื่อเสียงหวานพลิ้วที่เคยฟังแค่ครั้งเดียว หากทว่าติดตรึงอยู่ในใจเธอมิรู้ลืมดังขึ้นแผ่วเบา ที่เบื้องหน้านั้นหญิงสาวเจ้าของบ้านยืนหลับตานิ่ง ส่วนชายสูงวัยผู้เป็นพ่อหมอบต่ำอยู่บนพื้นห่างออกไปเล็กน้อย
“เจ้า...สตรีผู้มาจากแดนไกล” หญิงสาวคนนั้นเอ่ยซ้ำด้วยน้ำเสียงหวานพลิ้วอีกครั้ง เป็นน้ำเสียงเดิมที่เธอจำไม่รู้ลืม น้ำเสียงของเทพีไอซิสที่เธอพบในพีระมิดแห่งฟาบาแล้วตกใจกลัวเพราะคิดว่าเป็นผีอียิปต์โบราณ
“เทพีไอซิส... ประทับทรงอย่างนั้นเหรอ” เมษาพึมพำเสียงแผ่ว ไม่อยากจะเชื่อ แต่ก็ไม่รู้จะปฏิเสธยังไง ก็ในเมื่อทุกอย่างที่มันเกิดขึ้นกับเธอล้วนแต่พิสดารพันลึกทั้งนั้น
“อย่าได้รุ่มร้อนไป เจ้าเองมิใช่หรือที่เป็นฝ่ายร้องขอกลับมาที่นี่” เทพีแห่งไนล์ในร่างของไอซาเอ่ยถาม
เมษากลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ภาพที่ตนเองหลุดปากร้องขอต่อทวยเทพวนกลับมาในห้วงคิดอีกครั้ง เมื่อนึกแล้วก็อยากจะเอาหัวโขกพื้นให้ตายไปเลยจริงๆ
“ข้าแต่ทวยเทพผู้ปกปักษ์ดินแดนแห่งลำน้ำไนล์ ได้โปรดดลบันดาลให้ลูกได้มีโอกาสล่วงรู้ความจริงที่เกิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้ ขอให้ลูกได้มีโอกาสช่วยให้ฟาโรห์เมนโนฟิสสมหวังในรักด้วยเถิด...”
“ใช่” หญิงสาวรับคำแล้วโผเข้าไปคว้าแขนเรียวของไอซาที่ยังคงยืนหลับตานิ่ง ก่อนจะอ้อนวอนอย่างน่าสงสาร “แต่ฉันไม่ได้คิดว่ามันจะเป็นแบบนี้นี่ อยู่ที่นี่ฉันจะทำอะไรได้ พาฉันกลับบ้านเถอะนะเทพีไอซิส ฉันคิดถึงพี่ชาย ฉันขอร้อง...”
“แม่นาง!!” ฟาซัสที่หมอบอยู่บนพื้นรีบเข้ามาดึงหญิงสาวออกห่างแล้วจับเธอกดลงให้หมอบกับพื้น
เมษาพยายามดิ้นและผลักไสมือแข็งๆ ของอีกฝ่ายออกไปจากบ่าของตัวเอง แต่ก็ทำไม่สำเร็จเรี่ยวแรงเธอน้อยเกินไป จึงได้แต่เงยหน้าขึ้นมองร่างทรงของเทพีไอซิสด้วยน้ำตานองหน้า
“เทพีไอซิสพาฉันกลับบ้านเถอะนะ ฉันคิดถึงพี่ชาย”
เทพีแห่งไนล์ยืนนิ่งไปอึดใจ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “เมื่อเจ้าทำตามคำขอสำเร็จ เจ้าจะกลับคืนสู่ดินแดนที่เจ้าจากมาเอง”
เมื่อกล่าวจบร่างบางของไอซาก็สั่นระริกอย่างน่ากลัว ก่อนที่หญิงสาวจะค่อยๆ ร่วงลงกองกับพื้น ฟาซัสรีบปล่อยมือจากไหล่ของหญิงสาวแปลกหน้า ถลาไปรับร่างของลูกสาวก่อนที่นางจะร่วงถึงพื้น
เมษารีบถลาตามไปคว้าแขนเรียวสีน้ำผึ้งมาเขย่าแรงๆ พร้อมกับร้องเรียกอย่างเสียขวัญ “อย่าเพิ่งไปนะเทพีไอซิส กลับมาพูดกันให้รู้เรื่องก่อน ฉันไม่ยอมนะ จะทิ้งฉันไว้อย่างนี้ไม่ได้นะ ฉันอยากกลับบ้านเทพีไอซิส...”
“แม่นาง...” ไอซาเอ่ยเสียงเบาด้วยความมึนงง การประทับทรงกินเรี่ยวแรงของเธอแทบหมด อยากจะพูดจาปลอบโยนหญิงสาวตรงหน้าแต่ก็ไม่มีแรงเลย
“ไอซาไปพักก่อนเถอะลูก ปล่อยนางไว้อย่างนั้นล่ะ” ผู้เป็นพ่อพูดพลางอุ้มร่างบางของลูกสาวขึ้นจากพื้นแล้วพาเดินออกไปข้างนอก ทิ้งให้หญิงสาวประหลาดนั่งร้องไห้อยู่บนพื้นแต่เพียงลำพัง
เมษาทรุดลงนั่งกับพื้นอย่างคนไร้เรี่ยวแรง ร่างบางสะอื้นจนตัวโยน หยาดน้ำตาไหลออกมาอาบใบหน้า เธอถูกอาถรรพ์ดินแดนไอยคุปต์โบราณเล่นงานเข้าให้แล้ว เพราะปากของตัวเองแท้ๆ แต่เธอจะรู้ได้ยังไงว่าเทพเจ้าของดินแดนเก่าแก่แห่งนี้จะศักดิ์สิทธิ์ถึงเพียงนี้
ขอปุ๊บก็ดลบันดาลให้ปั๊บ หนำซ้ำยังให้มากกว่าที่ขอตั้งเยอะ แล้วทีนี้จะทำอย่างไรต่อไปเล่า อยากตบปากตัวเองจริงๆ ที่เผลอพูดจาส่งเดชจนพาตัวเองมาตกที่นั่งลำบากแบบนี้ ป่านนี้พี่ธันจะเป็นยังไงบ้าง เมื่อเดินทางมาถึงอียิปต์แล้วพบว่าเธอหายตัวไป
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
กรุงไคโร ประเทศอียิปต์
บนถนนที่ตัดผ่านไปในทะเลทรายเวิ้งว้างกว้างใหญ่ รถโฟล์วีลล์สีดำกลางเก่ากลางใหม่วิ่งตะบึงไปตามทางด้วยความเร็วสูง ก่อนจะแล่นเข้ามาจอดตรงลานกว้างเบื้องหน้าพีระมิดสีทองอร่าม
“ถึงแล้วครับพี่ธันวา พีระมิดแห่งฟาบา” กาซิมเอ่ยขึ้นเบาๆ พลางผลักประตูรถด้านที่ตนนั่งเปิดออกแล้วก้าวลงไปยืนบนพื้นทรายเนียนละเอียด
ธันวาเงยหน้าขึ้นจากฝ่ามือของตัวเอง ดวงตาโตดำขลับหรี่ลงยามต้องแสงแดดแรงของดินแดนทะเลทราย เขาเป็นชาวหนุ่มหน้าตาคมคาย ผิวขาวอม
