รอยรักบนผืนทราย บทที่ 4
ราอิส
หญิงสาวเดินมาตามทางโดยมีเอเชซึ่งตอนนี้ได้กลายเป็นสาวรับใช้ประจำตัวหล่อนไปเรียบร้อยแล้วเป็นคนนำทาง
บริเวณทางเดินซึ่งเชื่อมวังหลังและวังหน้าเข้าด้วยกัน อินทิกาขมวดคิ้วเมื่อเห็นภาพวิหารสีทองนั้นมาแต่ไกล
สาวร่างเพรียวจึงพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่มองไปยังรูปภาพนั้น ซึ่งหลังจากเดินผ่านไปโดยที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หญิงสาวก็ถอนหายใจดังเฮือกใหญ่
“เรื่องเมื่อคืนคง...คิดมากไปเองมั้งเรา? ”
เอเชเดินนำมาหยุดยังห้องประชุมรับรอง10 ซึ่งเป็นห้องประชุมขนาดเล็กรองรับคนได้ประมาณ 10 คน
แต่การตกแต่งช่างหรูหราอย่างที่อินทิกาคิดไว้เลย
“มิสคะ ฉันจะมารับคุณกลับในเวลา 15.00 น. นะคะ”
“จ้ะ” อินทิกาพยักหน้ารับและเบี่ยงตัวให้เอเชเดินออกไป ส่วนเธอก็ผลักบานประตูไม้สลักด้ามจับสีทองเข้าไป
“อย่างที่คิดจริงๆด้วย” หญิงสาวมองดูห้องที่ตัวเองเดินเข้ามา โต๊ะประชุมขนาด10ที่นั่งตั้งอยู่ตรงกลาง บอร์ดและ
สไลด์อยู่ด้านหลังและคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ล่าสุดอยู่ตรงข้ามกัน อินทิกาเดินตรงที่คอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ล่าสุด และ
ดีไซน์บางเฉียบอย่างหรูซึ่งเปิดเครื่องไว้เรียบร้อยแล้ว ทุกอย่าง ครบครัน ทันสมัย สวยหรู และใช้งานได้จริง
“โห รวยจริงแฮะ ที่นี่” ปากอิ่มบ่นพึมพำเบาๆ มือบางหยิบเอาแผ่นซีดีที่ใส่งานพรีเซ็นต์มาใส่ซีดีรอมเพื่อเตรียม
พรีเซ็นต์ให้มิสเตอร์บากรีฟัง ในระหว่างที่ง่วนๆอยู่กับจอคอมพิวเตอร์ เสียงผลักประตูก็ดังเข้ามา หญิงสาวโผล่
หน้าออกไปดูผู้มาใหม่
ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาว เดินเข้ามาในห้องประชุมนี้ หญิงสาวคาดว่า เขาคงเป็นมิสเตอร์
บากรีเป็นแน่จึงรีบเดินออกไปทักทาย
“สะ..”หญิงสาวพูดได้แค่นั้นจริง ชายตรงหน้าเธอสูงใหญ่อย่างที่เธอคิด ผิวกายขาวจัด และมีใบหน้าที่หล่อเข้ม
เสียเหลือเกิน คิ้วหนาดกดำ นัยน์ตาคมสีดำสนิทดุจรัตติกาล จมูกโด่งเป็นสันสวยงามรับเข้ากับริมฝีปากเรียวแดง
เรื่อ ทั้งหมดอยู่บนใบหน้ารูปไข่ที่ขาวสะอาด กรอบแว่นสีทองทำให้เขาดูเคร่งขรึม แต่ทรงผมที่ยุ่งนิดๆกับเนคไท
ที่คลายออกหน่อยๆกลับทำให้เขาดูรีแลกซ์มากขึ้น แม้จะแค่ยืนเฉยๆแต่ความสง่างามก็ไม่ได้หายไปไหน
ชายคนนี้มีลักษณะที่ทำให้คนเกรงขามและดูเหมือนเขามีรัศมีเปล่งประกายออกมาจากตัวเขาเอง
ช่างเป็นบุคลิกที่เต็มไปด้วยอำนาจเสียจริง เขาช่างเหมือนนักรบบนหลังม้าที่สง่างาม..เอ๋ นักรบ???
ภาพของชายหนุ่มผมยาวที่รัดผ้าคลุมผมสีดำดังเช่นชาวอาหรับซ้อนทับภาพชายตรงหน้าของหญิงสาว
แตกต่างเพียงความยาวของเส้นผมและเครื่องกายหากแต่หน้าตานั้นเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน
“ราอิส.. ราอิส” เสียงสาวผมยาวสลวยดังจากระเบียงชั้นสอง ชายหนุ่มหันไปมองตามเสียงเรียก
เห็นกลุ่มหญิงสาวสองสามคนหนึ่งในนั้นก็คือซาเลห์น้องบุญธรรมของเขานี่เอง
“มีอะไร ซาเลห์” เขาชักอาชาสีดำให้เดินตรงมาหยุดใต้ระเบียง ซาเลห์ก้มหน้านิดหน่อย และพูดออกไปว่า
“ราอิส ข้าให้ท่าน รีบไปรีบมานะ...อย่าไปนานล่ะ ข้า...คิดถึง” ซาเลห์กัดริมฝีปากด้วยความเขิน
ร่างบางโยนผ้าเช็ดหน้าลงจากระเบียง ผ้าบางผืนน้อยลอยล่ะลิ่วลงมาตกที่หน้าของราอิส
ชายหนุ่มจับผ้าผืนบางมาจุมพิตอีกครั้งเรียกสีแดงระเรื่อบนใบหน้าหญิงที่รัก
ดวงตาหวานใสมีแววเขินอายอยู่เต็ม
เขาพับผ้าเช็ดหน้าผืนนี้ไว้อย่างดีเก็บไว้ที่หัวใจ
ดวงใจข้า ซาเลห์
ชายหนุ่มร้องตะโกนออกมา “ไป...”
หญิงสาวแสนสวยมองส่งเขาจนสุดสายตาด้วยความรักลึกซึ้ง
โดยไม่รู้เลยว่า การไปครั้งนี้ของราอิสจะนำพาการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตเธอกลับมาด้วย
……………………………………………………………………………
“คุณๆ” แรงเขย่าเรียกสติอินทิกากลับมายังห้องประชุมเช่นเดิม
“คะ...” หญิงสาวสะดุ้งเฮือกขึ้นมา
ดวงตาสีฟ้าใสจ้องกลับไปยังคนที่ถือวิสาสะจับไหล่เธอแล้วเขย่า
เพราะสติหล่อนลอยไปไหนก็ไม่รู้ หญิงสาวถอยห่างออกมาด้วยความเคอะเขิน
เวรกรรม.ชั้นหลับในหรือนี่..หลับต่อหน้านายจ้างเสียด้วย...เขาจะหาว่าเราชอบหลับในทำงานรึเปล่านะ
หล่อนรีบส่งยิ้มหวานเจี๊ยบออกไปรับหน้าก่อน
“เอ่อ ค่ะ สวัสดีค่ะ มิสเตอร์บากรี” หญิงสาวยื่นมือไปจะจับมือของอีกฝ่ายตามความเคยชิน
ไม่รู้ว่าทำไมหล่อนถึงเหม่อ แต่ยิ้มหวานๆของเธอก็ทำให้เขายิ้มตอบไปโดยง่าย
“สวัสดีครับ มิสอินทิกา” มือหนาจับทักทายกับมือของอินทิกา กระแสอุ่นวาบไหลผ่านตัวหญิงสาว
อินทิการีบชักมือออกอย่างรวดเร็ว เธอรู้สึกใจสั่นแบบแปลกๆและคุ้นเคยอย่างประหลาด
ความรู้สึก..แบบนี้มัน...มันเหมือนเมื่อคืนเลย
หญิงสาวรีบจดจ้องคนตรงหน้าอย่างพินิจพิจารณา ซึ่งเพียงไม่นานแก้มขาวๆของเธอก็ค่อยๆแดงระเรื่อขึ้นยากที่จะ
ระงับเพราะเธอคาดว่า ผู้ชายตรงหน้าคือคนที่เธอไม่สมควรจะพบหน้าเป็นที่สุด เขาจะต้องเป็นผู้ชายที่เธอไปทำ
รุ่มร่ามด้วยแหงแซะ...ตายห่าแล้ว อินทิกา เกิดจะซวยอะไรแบบนี้ฟะ??
“ยินดีที่ได้รู้จักครับ” เมื่อกี๊เธอไม่ได้สนใจน้ำเสียงสักเท่าไหร่ แต่ฟังแล้วก็ยิ่งใช่ ยิ่งแน่ใจยิ่งขึ้น
แต่กระนั้น หญิงสาวก็ยังพยายามหวังว่า ให้หูของเธอฝาดไปเพี้ยนไปเถอะ
“ผม ราอิส อัล โซกียาห์ มาแทนคุณ บากรี อิบน์ อับดุลลาครับ”
อึก!! นั่นป่ะไร ทำไมเธอซื้อลอตเตอรี่แล้วไม่ถูกบ้างนะ ใช่จริงด้วยๆ
โอย กรรมของเวร เวรของกรรม ทำไมเธอต้องมาเจอหน้าหมอนี่อีกเป็นครั้งที่สองด้วยนะ
“ไข้หายรึยังครับ?” หน้าหล่อๆของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มละมุนละไม พาให้ใจเธอรู้สึกเขินและสุขอย่างประหลาด
“หายแล้วค่ะ เอ่อ ขอบคุณมากที่..มาส่งดิฉันที่ห้องนะคะ”
อินทิกาเลือกหลบยิ้มหวานด้วยการโค้งแสดงความขอบคุณ
“เป็นอะไรไป อินทิกา ใจเต้นทำไมกันนะ”
หญิงสาวก้มหน้าลงหลบสายตาคมของราอิส
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
พระราชวังโบราณที่มีสไตล์ของแขกตุรกีแบ่งออกเป็นสองส่วนใหญ่คือวังหน้าและวังหลัง ซึ่งส่วนที่เธอนั้นได้
รับมาทำคือส่วนของวังหลัง ในวังหลังนั้นเป็นที่อยู่ของเชื้อพระวงศ์หญิงรวมไปถึงพระชายาทั้งสี่ขององค์กษัตริย์
และนางบำเรอในฮาเร็ม วังหลังมันถูกแบ่งออกเป็นห้าตำหนักใหญ่ที่เชื่อมต่อกันด้วยระเบียงซุ้มประตูโค้ง
โดยสี่ตำหนักที่ว่านี้เป็นที่อยู่ของพระชายาทั้งสี่นั่นเองแต่เนื่องจากในรัชกาลปัจจุบัน องค์กษัตริย์ยังมิได้อภิเษก
สมรสกับองค์ชีคคาผู้เป็นน้องสาว จึงยังไม่มีผู้ใดได้ครอบครองตำหนักทั้งสี่ ทำให้ตำหนักทั้งหมดตกเป็นขององค์
ชีคคาผู้เป็นตำแหน่งเป็นพระคู่หมั้นของชีคกาห์เรียน ตอนนี้งานของเธอคือการตกแต่งพระตำหนักฝั่งปีกซ้ายซึ่งมี
ชื่อว่า ตำหนัก Jawna ซึ่งมีด้วยกันทั้งหมด 50 ห้อง ซึ่งเป็นห้องบรรทม ห้องสรงน้ำ ห้องเสวยพระกระยาหาร
ห้องออกพระกำลัง และอีกมากมายสารพัดห้องที่พระองค์หญิงทรงระบุว่าอยากได้เช่นไร หญิงสาวพยายามอย่าง
ยิ่งที่จะออกแบบในถูกใจองค์ชีคคาบิชาเราะห์ซึ่งมันได้ผล และทำให้เธอได้มายืนอธิบายต่อหน้าเลขานุการหนุ่ม
ตรงนี้นั่นเอง
เนื่องจากทางวังจ้างบริษัทเธอแค่ตัวสถาปนิกไม่ได้ต้องการช่างฝีมือมาด้วย เธอจึงต้องมาคนเดียวโดยไม่
มีทีมงานแต่อย่างใด ฉะนั้นเธอจึงต้องการการประสานงานที่เกิดขึ้นเพื่อให้งานลุล่วงไปได้ด้วยดี อินทิกาต้องการ
ล่ามเพื่อที่จะได้คุยกับช่างทางนี้ได้ถูกเมื่อเริ่มลงมือปรับปรุงซ่อมแซมพระตำหนักฝั่งซ้ายทั้ง 50 ห้องมีตกแต่งใหม่
หมดตามความต้องการของพระองค์หญิง 15 ห้อง นอกนั้นเพียงปรับปรุงให้ดูใหม่ด้วยการทาสีและตกแต่งภายใน
เพิ่มขึ้นเท่านั้น อินทิการวมเวลาเบ็ดเสร็จโดยคร่าวๆแล้วก็ไม่น่าเกิน 4 เดือน หรือถ้าต้องยืดเยื้อล่ะก็ หลังจากที่
ผ่านพ้นเดือนที่ 4 ไปแล้ว เธอก็ยังสามารถไปๆกลับๆระหว่างชาร์มากับลอนดอนก็ยังได้
ผ่านไปครึ่งชั่วโมง อินทิกาก็อธิบายด้านตัวงานที่เธอทำมาทั้งเนื้อหาและรายละเอียดจบลง
สาวลูกครึ่งมองอย่างแปลกใจเมื่อเธอยื่นเอกสารไปให้ราอิสดูแล้วปรากฏว่า
ชายหนุ่มชาวชาร์มาคนนี้กลับถอดแว่นตาอ่าน
“เอ่อ ไม่ใส่แว่นตาแล้วมองเห็นเหรอคะ?” หญิงสาวถามอย่างไม่แน่ใจ
“แหะๆ คือปกติผมใส่คอนแท็คเลนส์นะครับ พอวันนี้มาใส่แว่นตามันทำให้ผมปวดหัวนะครับ คุณอินทิกาครับ
ช่วยอ่านรายละเอียดในงานนี้ให้ผมฟังได้ไหมครับ” ราอิสหาข้อแก้ตัวได้ทันควัน
“ก็ได้ค่ะ”แม้จะแปลกใจแต่อินทิกาก็ตอบตกลงทันทีเมื่อเห็นราอิสทำท่าคลึงขมับเบาๆคล้ายจะปวดศีรษะจริงๆ
หญิงสาวลุกจากเก้าอี้หลังคอมพิวเตอร์มานั่งตรงข้ามกับร่างหนาของชายหนุ่มและลงมืออ่าน
แต่สายตาแปลกๆของเลขาหนุ่มทำให้อินทิการู้สึกอึดอัดขัดเขิน
ไม่อยากจะมองว่าท่านเลขาส่งสายตามาจีบหรอกนะ แต่การมองของเขาทำให้เธออ่านผิดอ่านถูกพิกล
หญิงสาวรู้สึกโล่งอกเมื่อการอ่านข้อความในกระดาษแผ่นเดียวจบลงด้วยดีแต่เธอก็อ่านผิดไปสิบกว่าคำได้เพราะ
ความประหม่า
“จบแล้วล่ะค่ะ”
“เอ่อ ครับ” หญิงสาวขมวดคิ้วเพราะรู้สึกเหมือนสิ่งที่ตนอ่านไปดูท่าจะไม่เข้าหูของท่านเลขาเอาเสียเลย
เอ๊ะ คิดไปเองรึเปล่านะ??
“แล้วเมื่อไหร่คะ ที่ฉันจะได้คุยงานกับช่างของที่นี่”
“วันจันทร์ครับ ในเวลา 9.00 น.” ราอิสที่ได้อ่านแฟ้มงานของบากรีมาเรียบร้อยแล้วยื่นเอกสารหมายกำหนดการ
อีกแผ่นให้กับอินทิกา พลางนึกชมบากรีในใจที่ทำงานรอบคอบมาก จัดการเรื่องพวกนี้ได้รวดเร็วและละเอียดนัก
ชายหนุ่มจัดแจงถามหญิงสาวไปในข้อสงสัยที่บากรีโน้ตย่อเอาไว้จากการอ่านคร่าวๆจากสไลด์ที่อินทิกาส่งมาให้
เป็นแผ่นซีดี ซึ่งเพิ่งได้จากอิสเบลล่า เลขาของน้องสาวเขาเมื่อตนเช้าเท่านั้น อาจเป็นเพราะการถามข้อสงสัยทำให้
อินทิกาเข้าใจไปว่า ราอิสนั้นฟังเธออยู่ แต่หญิงสาวก็ยังสงสัยอยู่ดีว่า
คนที่ต้องสวมแว่นนี่สามารถเขียนหนังสือได้เร็วเหมือนคนปกติได้อย่างไร...เมื่อไม่สวมแว่นหรือคอนแทคเลนส์
สาวไทยเก็บความสงสัยนี้ไว้โดยไม่ถามไถ่ออกไป แต่ในใจนึกกังขาอย่างไรพิกล
เธอมองวงหน้าหล่อเหลาคมคายของราอิสไว้ด้วยความรู้สึกคุ้น แน่ใจอย่างยิ่งว่า นอกจากเมื่อคืนเธอไม่เคยพบเขา
มาก่อน แต่ทำไมถึงรู้สึกว่า เคยเห็นมาก่อนแน่ๆ ต้องเคยเห็นมาก่อนแหงๆ ยิ่งคิดอินทิกายิ่งขมวดคิ้ว
หญิงสาวพยายามนึกแต่ก็ยังนึกไม่ออกว่าเคยเห็นราอิสที่ไหน
“เป็นอะไรไปครับ” ชายหนุ่มเอ่ยปากถามเมื่อรู้สึกได้ว่า อีกฝ่ายเริ่มจมสู่ความคิดของตัวเอง
“ปล่ะ เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร”
“เครียดอะไรรึเปล่าครับ เห็นขมวดคิ้วเสียแน่นเชียว”
“ไม่หรอกค่ะ ฉันแค่คิดอะไรนิดหน่อยนะค่ะ สงสัยบางอย่างค่ะ”
“สงสัยอะไรหรือครับ”
“ทำไมฉันถึงต้องมาคุยงานกับมิสเตอร์บากรีล่ะคะ ฉันสมควรจะต้องคุยกับมิสอิสบาล่าไม่ใช่หรือคะ”
“อ๋อ เป็นเพราะบิชาเราะห์ไม่ว่างน่ะ เขาจะไปเมืองไทยเลยโยนงานมาให้ผม”
ราอิสเผลอพูดมาตามจริงอย่างลืมตัว
“ ...บิชาเราะห์?” ทันทีที่อินทิกามีสีหน้างงงวย ราอิสก็พบว่าตัวเองพลาดไปถนัดใจ เขารีบแก้ตัวทันที
“คือ องค์ชีคคาทรงโอนงานมาให้ชีคกาห์เรียนนะครับ ทำให้คุณต้องมาประสานงานกับผมแทน”
“ค่ะ” เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของหญิงสาว ราอิสจึงถามเธอว่า
“นี่ อิสบาล่า ไม่ได้บอกคุณอีกหรือครับ”
“ไม่ค่ะ หลังจากเมื่อวาน ฉันไม่ได้คุยกับเขาเลยค่ะ”
“น่าแปลกนะครับ จริงๆวันนี้เขายังอยู่ที่นี่ เขาน่าจะบอกคุณไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ”
“ไม่ทราบสิคะ” อินทิกาทำเพียงยิ้มให้ราอิส
ชายหนุ่มรู้สึกผ่อนคลายได้อย่างน่าประหลาด เพียงแค่สาวตรงหน้าเขาส่งรอยยิ้มมาให้
ก็ดูเหมือนความวุ่นวายในใจกลับสงบลงได้ รู้สึกสบายใจมาก มากยิ่งกว่ายามที่เขาอยู่กับธารีเสียอีก
“นี่ก็ได้เวลาแล้ว ขอตัวนะคะ มิสเตอร์ราอิส” หญิงสาวยืนขึ้นทันทีและส่งมือมาจะจับทักทาย
แต่นึกได้เกี่ยวกับสิ่งที่คล้ายๆกระแสไฟตอนที่ได้สัมผัสมือกับราอิส อินทิกาชักมือหนีด้วยความไม่ตั้งใจ
ราอิสกลับไม่ปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดลอยไป มือหนาอบอุ่นจับเข้าที่ข้อมือบางและยกขึ้นมามอบจุมพิตให้
อินทิกากลับรู้สึกสะท้านในอกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
เธอรีบชักมือออกมาก่อนที่เธอจะรู้สึกหวั่นไหวมากไปกว่านี้
หญิงสาวหันหลังเดินออกไปโดยไม่รอฟังคำกล่าวลาแต่อย่างไร
“โอ๊ย ผู้ชายอะไร อันตรายกับหัวใจชะมัดเลย” เธอบ่นพึมพำเป็นภาษาไทยออกมาหลังจากที่ประตูปิดลง
และเมื่อหันกลับมาจะออกเดินก็ต้องสะดุ้งอีกครั้งเมื่อพบผู้ชายคนหนึ่งยืนจ้องเธอ
ชายหนุ่มที่สวมแว่นตากรอบทอง ขยับแว่นตาเล็กน้อย ทำเหมือนเมินตัวเธอแต่กลับลอบมองเธอด้วยสายตา
พิจารณา ก่อนที่จะเดินเข้าไปในห้องประชุมที่ราอิสอยู่ในนั้น
“เสร็จแล้วหรือคะ” เสียงเอเชดังมาแต่ไกล เธอรีบวิ่งมายังอินทิกา
“จ้ะ เสร็จแล้วจ้ะ” อินทิชานึกเอ็นดูสาวชาร์มาคนนี้ เธอเองก็ไม่มีพี่น้อง...ร่วมสายเลือด
ตัวเธอก็ใช้ชีวิตมาแบบลูกคนเดียวตลอดมา ไม่มีพี่น้องให้เล่นด้วยเลย
หญิงสาวจึงเดินคู่และชวนเอเชคุยไปด้วยในระหว่างทางกลับ
....................................................................................................................................................................
“เอเช นี่มันเลยห้องพักของฉันแล้วนะ?” อินทิกาหยุดเดินเมื่อพบว่าห้องพักของตนเองอยู่ด้านหลังไปทุกทีๆ
“คือ มีคำสั่งลงมา เปลี่ยนห้องพักให้มิสน่ะค่ะ”
“เปลี่ยนห้องงั้นหรือ?”
“ค่ะ เปลี่ยนห้อง”
“ทำไมล่ะ”
“ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ ทางองค์ชีคสั่งมาให้คุณได้พักสบายๆน่ะค่ะ”
“องค์ชีค?”
“เอ้ย องค์ชีคคาน่ะค่ะ แหมฉันนี่พูดผิดไปอีกแล้ว”
อินทิกามองเอเชอย่างงงๆด้วยไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องย้ายห้องแต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่เธอจะทักท้วงได้
ในทางที่วกวนไปมา เอเชพาอินทิกาเข้ามาในวังหลังด้านในซึ่งเป็นที่อยู่ของเหล่านางสนมของกษัตริย์ซึ่งเป็น
ตำหนักใหญ่ตรงกลาง “Nawrah” เหล่าหญิงสาวม
