Welcome
Welcome to <strong>mookfah</strong>.

You are currently viewing our boards as a guest, which gives you limited access to view most discussions and access our other features. By joining our free community, you will have access to post topics, communicate privately with other members (PM), respond to polls, upload content, and access many other special features. Registration is fast, simple, and absolutely free, so please, <a href="/profile.php?mode=register">join our community today</a>!

บทที่ 3

"เพราะฉันตัดสินใจช้าไปใช่ไหน ถึงได้ไม่มีเธออยู่ตรงนี้"

เรื่องรักจากปลายปากกา "ฟ้าใส"

คำเตือน..18 พอดิบพอดี...อิอิ


บทที่ 3

Postby white flower on Mon Jun 18, 2007 11:42 pm

เงาของคนรัก 3


ภารดีกระโดดลงรถประจำทาง เงยหน้ามองป้ายชื่อบริษัท เบ้ปาก ก่อนก้าวเท้าเข้าไป

“คุณภา มาแต่เช้าตามเคย” น้องเปิ้ลพนักงานประชาสัมพันธ์ที่มาก่อนทักทาย

เรียกกันแต่น้องเปิ้ล รวมทั้งภารดีก็ร่วมเรียกไปกับเขาด้วย ทั้งๆที่อายุน้องเปิ้ลแก่กว่าเธอหลายปี

“ไม่สบายหายดีแล้วหรือ”

“สบายดีแล้วค่ะ ไม่เจอหลายวันสวยขึ้นเป็นกอง” ภารดีตอบแกมกระเซ้า

“กองไรคะ ไม่ใช่กองเพชรไม่เอานะคะ” น้องเปิ้ลยิ้มให้สาวน้อยที่เคยมาฝึกงานกับเธอ ตอนนี้กินตำแหน่งผูกขาดเลขา ของผู้จัดการใหญ่

“โธ่ เคยไม่ให้กองดีๆ กับคนอื่นหรือคะ” ภารดีตอบเสียงใส ส่งจดหมายสีขาวในมือให้
“ให้ผู้จัดการฝ่ายบุคคลด้วยค่ะ”

“อะไรคะ” น้องเปิ้ลมองซองขาวที่ถูกยื่นให้อย่างงงๆ ภารดีจะลาออกหรือยังไง ไม่มีทาง ก็เส้นออกจะใหญ่กว่าถนนแปดแลนออกอย่างนี้

“ใบลาค่ะ” ภารดีตอบ ก่อนเดินไปที่โต๊ะทำงานของเธอ

ในช่วงที่เธอไม่ได้มาทำงาน ชัดได้ทำแทนไว้เรียบร้อย เธออ่านทบทวนหมายเหตุที่ชัดจดเอาไว้ให้ ก่อนหยิบงานขึ้นมาทำ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เธอเอื้อมมือไปรับ มองนาฬิกา ก่อนบ่นในใจ
“อะไร (ว่ะ) โทรมาแต่ยังไม่ทันสองโมง”

“สวัสดีค่ะ บริษัท....ค่ะ” เธอหยอดเสียงหวาน ผลจากการฝึกงานกับน้องเปิ้ล ถูกหยิกไปหลายหนึบ

“มาทำงานแล้วหรือ”

เสียงชราแต่มีอำนาจดังมา เสียงที่คุ้นเคย ได้ยินประจำ หญิงสาวแอบถอนหายใจ กำลังหวังว่าวันนี้จะรอดปลอดโปร่งไม่ได้ยินเสียหน่อย

“ค่ะ ท่าน” ภารดีตอบอย่างสำรวม แลบลิ้นหลอก แน่ใจว่าไม่มีใครเห็นแน่ๆ

“เย็นนี้มากินข้าวด้วยกันหน่อยซิ” เสียงสั่งมา เสียงแบบเธอต้องมา ที่ภารดีมักจะไม่ไป อยู่บ่อยๆ ครั้งนี้ก็ไม่นอกเหนือกฎข้อนี้

“ไม่ได้บอกแม่ไว้ค่ะ” หญิงสาวตอบเสียงเรียบร้อย

“เที่ยงนี้” เสียงต่อรองมา

ภารดีมองไปตามรายการประจำวัน และงานที่ค้างก่อนตอบ

“คิดว่าไม่ว่างค่ะ มีงานอีกหลายชิ้น”

เสียงชราภาพหัวเราะเบาๆ
“แล้วว่างเมื่อไร”

“ยังให้คำตอบไม่ได้ค่ะ”

“วันเสาร์ทำงานครึ่งวันไม่ใช่หรือ”

“สัญญากับแม่ว่าจะกลับไปช่วยเก็บสายบัว แกงใส่บาตรค่ะ”

“อ้อ เลยไม่ว่าง วันอาทิตย์จะทำอะไร”

“ช่วยแม่ทำสวน แยกต้นไม้ค่ะ ผลัดแม่มาสองอาทิตย์แล้ว”

“แล้วเธอผลัดฉันมากี่เดือนแล้ว” เสียงถามบอกแววเริ่มโมโห

“ไม่ทราบค่ะ” ภารดีตอบอ่อยๆ แหม ใครจะอยากไปล่ะ

“เย็นนี้ถ้าอยากพบแม่ ก็มากินข้าวกับฉัน” ท่านบอกก่อนวางสายลง ภารดียักไหล่ ก่อนวางโทรศัพท์ลงบ้าง


“นี่อะไรคุณภา” ผู้จัดการฝ่ายบุคคล เดินมายื่นซองขาวจนถึงโต๊ะ ภารดีมองด้วยสายตาธรรมดา

“ใบลาค่ะ”

“ของคุณภาไม่เคยต้องส่งใบลาเลยนี่ครับ” บดินทร์ ผู้จัดการฝ่ายบุคคลถามอย่างงงๆ

ภารดีไม่ต้องส่งใบลา แค่ไปขออนุญาตจากท่านประธาน และชัดจะมาทำหน้าที่แทนเธอ

“เปลี่ยนเจ้านายใหม่ก็ควรทำตัวใหม่ซิคะ”
ภารดีตอบยิ้มนิดๆ

“รีบไปทำงานเถอะค่ะ มาโน้นแล้ว”
เธอพยักหน้าให้ดูผู้จัดการใหญ่ เธอเองก็ทำงานค้างเอาไว้

“รู้จักกันหรือ” บดินทร์แอบถาม

สาวน้อยคนนี้ ที่เข้ามาทำหน้าที่เลขานุการของผู้จัดการใหญ่แบบไม่ผ่านเส้นสาย แต่มาอย่างจับมาลงเลยที่เดียว เรื่องเกือบทุกเรื่องของเธอ ไม่ผ่านฝ่ายบุคคลของบริษัท ยกเว้น เงินเดือนเท่านั้นเอง แต่สาวน้อยคนนี้ มีมนุษยสัมพันธ์ดี คนที่ตั้งแง่ ก็อดจะเอ็นดูไม่ได้

จักรกฤษณ์มองหญิงสาวที่หอบแฟ้มตามเข้ามา
“มาทำงานแล้วหรือ”

“ค่ะ ภารดีนับคำ รอรับแฟ้มเอกสารกลับอย่างเงียบๆ

จักรกฤษณ์ไม่ได้สนใจเลขาของเขามากกว่าปกติ จนเมื่อบิดาเขาโทรศัพท์มาสั่งให้เขานำตัวเจ้าหล่อนกลับบ้านไปพบท่านเย็นนี้

“คุณภารดี เข้ามาพบผมหน่อย”

ภารดีฟังคำสั่ง หัวคิดแล่นปรื๊ดว่าเขาต้องการพบเธอด้วยเรื่องอะไร

“เย็นนี้รอพบผมด้วย”

ภารดีเลิกคิ้วนิดๆ ผู้จัดการเรียกตัวมาพบเพื่อบอกประโยคนี้ นี่นะ เดาได้เลยว่าอะไรเป็นสาเหตุ

“ธุระหรือว่าส่วนตัวคะ”

“ส่วนตัว”

ภารดีเลิกคิ้วขึ้นอีกครั้ง ก่อนหมุนตัวกลับออกจากห้อง


เย็นนั้นภารดีไม่ได้รอตามคำสั่งของผู้จัดการ เธอออกไปกินข้าวคนเดียว ดูภาพยนตร์อีกเรื่อง ก่อนกลับบ้าน มารดายังไม่กลับซึ่งเธอก็ไม่เดือดร้อนอะไร


“ไม่ได้ตัวมา” นายจุลถามบุตรชายเมื่อเขาเดินเข้ามาคนเดียว

“ครับ ไม่รู้ว่าพอมีเรื่องอะไรกับภารดี”

“จะให้มากินข้าวกับพ่อ” ท่านตอบ แล้วหันมาทางวิภา

“เธอดูลูกเธอนะวิ แค่มากินข้าวกับฉันมื้อสองมื้อแค่นี้”

“ภาคงมีเหตุผลส่วนตัว” วิภาตอบ เลื่อนจานผลไม้ให้จักรกฤษณ์

“ขอบคุณครับ” เขาบอก มองวิภาอย่างวิเคราะห์ บิดาเขาเป็นอะไรกับสองแม่ลูกนี้

“ถ้านังเด็กนั่นไม่มา เธอก็ไม่ต้องกลับไป”

“ท่านจะไปเอาแง่อะไรกับเด็ก”

“แล้วมันล่ะ มาเอาแง่อะไรกับฉัน”
บิดาเขาบอกอย่างโทโส
“คอย ดู ถ้ามันไม่มาหาฉัน เธอก็อยู่ที่นี่ ไม่ต้องกลับบ้านแล้ว”

“ฉันไม่ได้เอาเสื้อผ้ามา” วิภาตอบอย่างใจเย็น เห็นเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วผู้ใหญ่กับเด็กคู่นี้

“เธอใส่ของอรได้ไม่ใช่หรือ พรุ่งนี้ตอนนังเด็กนั่นไม่อยู่ค่อยกลับไปเอา”

“ปล่อยให้ภาอยู่คนเดียวมันจะดีหรือ” วิภาพูดลอยๆ

“มันปีกกล้าขาแข็งแล้วนี่”
นายจุลตอบสะบัดๆ แล้วก็เรียกหาคนสนิทที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่มุมหนึ่งเงียบๆ
“ชัดๆ”

“ครับ” ชัดหันมาทางเจ้านาย ซ่อนยิ้มเอาไว้ ไม่แคล้วเป็นเขา ที่ต้องไปดูคนปีกกล้าขาแข็ง

นานเท่าไรแล้ว ที่เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นนะ เขาคิดทบทวน คงตั้งแต่คุณวิภามาพบนายจุล เพื่อขอให้อุปการคุณภารดีละมั่ง

“เดี๋ยวไปดูภาหน่อย บอกว่าแม่มันอยู่กับฉันอีกหลายวัน ให้มันจัดกระเป๋ามาให้ด้วย แกก็คอบดูมันหน่อย”

“ครับ” สีหน้าชัดเกือบมีรอยยิ้ม

“รีบไปรีบกลับมาก่อนเขาเก็บสำรับข้าวล่ะ” จุลสั่งเมื่อเห็นรอยแอบยิ้ม ชะ จะไม่ห่วงก็กระไร เป็นสาวเป็นนางอยู่บ้านคนเดียว

“ครับ” ชัดรับคำอีกครั้ง จักรกฤษณ์ขยับตัว

“ผมไปด้วย อาชัด”


“คุณมาทำไม” ชัดถาม เมื่ออยู่ด้วยกันตามลำพังในรถ

“จะให้ผมอยู่เป็นก้างขวางคอหรือ” ชายหนุ่มย้อน ชัดหัวเราะหึหึ

“ก้างขวางคออะไร คุณแม่คุณก็อยู่”

“คุณวิภาเป็นอะไรกับพ่อผม” ชายหนุ่มถามตรงจุด

“คุณแม่คุณวิภาเป็นอนุคุณปู่คุณ แล้วเธอก็เป็นอดีตคนรักคุณพ่อคุณด้วย”

“อะไรนะ” รอแฉลบไปนิดหนึ่ง ชัดรีบอธิบาย

“คุณปู่ท่านรับคุณวิภาเข้าบ้านตอนที่คุณแม่เธอเสียแล้ว บอกว่าเป็นหลานสาวกำพร้า เธอโตมาพร้อมๆ กับคุณพ่อคุณก็ว่าได้ เธอสวยออกอย่างนั้น”

ชัดอมยิ้ม จักรกฤษณ์ปฏิเสธไม่ได้เลย ถึงจะวัยมีลูกเป็นสาวแล้ว วิภายังงามจับตา งามมากกว่าลูกสาวเสียอีก แม่สาวคนนั้นออกจะเฮี้ยว เอาเรื่อง

“คุณย่าคุณก็อย่างรู้ๆ อยู่ อยากให้พ่อคุณแต่งงานกับลูกสาวเพื่อนท่าน”

ชายหนุ่มพยักหน้าเป็นเชิงเอาใจ
“ไม่รู้หรอก ผมเกิดย่าก็เสียแล้ว”

ชัดหัวเราะ
“คุณพ่อคุณเห็นว่า คุณปู่รักคุณวิภามากคงจะเข้าข้างท่านที่ไหนได้ ท่านบอกเลยว่านี่เป็นลูกสาวท่าน”

“ถ้าอย่างนั้นเธอก็เป็นอาผม” ชายหนุ่มสรุป

“ใช่ อาคนเดียวที่คุณมี” ชัดพยักหน้ารับ

“แล้วภารดีล่ะ น้องสาว” จักรกฤษณ์พุ่งเข้าจุดต่อไป

“ไม่ใช่เธอไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับคุณเลย”

“แต่ว่า...”

“คุณแม่คุณรักคุณพ่อของคุณ คุณพ่อคุณรักคุณวิภา คุณวิภารักพ่อของคุณภารดี พ่อของคุณภาก็รักคุณภา...”

“หยุดเลยอาชัด พูดแล้วเวียนหัว สรุปว่าภารดีเป็นลูกติดสามีของอาวิภา”

“เปล้า” ชัดตอบเสียงสูง

“คุณวิภาเธอออกจากบ้านไปหลังจากที่คุณย่าคุณรู้เรื่อง เธอก็ไปทำงานใช้ชีวิตของเธอ จนเจอคุณพ่อคุณภา คู่นี้เขาก็ไม่มีอะไรหรอก”

ชัดพูดได้อย่างเต็มปาก เพราะเขาต้องตามดูแลวิภาตามคำสั่งนาย

“ตอนคุณพ่อคุณภาประสบอุบัติเหตุ คุณภายังเด็กมากเธออยู่ในรถด้วย คุณวิภาเธอก็รับอุปการะคุณภามาตั้งแต่นั้น”

“ผมชักจะงงเสียแล้วซิ”

“คุณภาก็คงจะงง พอๆ กับคุณนี่ล่ะ”ชัดบอก ชี้ให้นายหนุ่มจอดรถที่ข้างประตูรั้ว

“คุณภายังไม่กลับ” เขาบอก เมื่อสำรวจเห็นกุญแจคล้องประตู และไม่มีไฟในบ้านเปิด

“อาชัดจะรอไหม” คนกอดอกพิงรถของตัวเอง มองบ้านที่มืดสนิทถาม

“ไม่หรอกครับ ท่านสั่งให้กลับก่อนอาหารเย็น”

ชัดบอกเสียอย่างนั้น แล้วทำไมต้องลำบากขับรถมาดูด้วยล่ะ

“ซอยลึกออกอย่างนี้ ไม่เป็นไรหรือ”

“ผมยังไม่เคยเห็นเธอเป็นอะไร” ชัดตอบ

จักรกฤษณ์เริ่มงงงัน และนั่นเป็นอีกสาเหตุที่เขาสนใจเลขาฯ ของเขาเพิ่มขึ้น

เงียบเหงาอยู่เดียวดาย...ไร้ใครมาปลอบขวัญ...ขมขื่นเหลือจะกลั้น...ด้วยเธอนั้นจากไกล
white flower
 
Posts: 29
Joined: Sun Jun 10, 2007 4:09 pm

Return to เงาของคนรัก

Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 0 guests

cron