3.
ทักษอรกลับมาถึงอพาร์ตเมนท์เมื่อเรียนจบ หล่อนรีบเปิดประตูเข้าไปในห้องอย่างเร่งร้อน หลังจากน้องสาวไม่เอาหนังสือไปให้ตามที่โทรมาสั่ง หล่อนก็นึกเป็นห่วงขึ้นมาว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับน้องสาวหรือเปล่า
“ทิชา” หล่อนร้องเรียกเมื่อเข้ามาในห้องแล้ว แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ
หญิงสาวมองไปรอบๆห้องกลางอันคับแคบ แต่ไม่มีแม้แต่เงาของทิชากร ถ้าอย่างนั้นก็เหลืออีกที่หนึ่งที่จะหาตัวได้ นั่นก็คือห้องนอนนั่นเอง
ทักษอรตรงไปยังห้องนั้นแล้วเคาะประตูทันที “ทิชา อยู่หรือเปล่า”
“โอ๊ย หนวกหูจัง” คราวนี้มันได้ผล ทิชากรตะโกนตอบกลับมาอย่างไม่สบอารมณ์
“อ้าว อยู่แล้วทำไมไม่เอาหนังสือไปให้พี่ล่ะ”
“ไปแล้ว” น้องสาวตอบอย่างเกียจคร้าน
“ไปแล้ว” พี่สาวทวนคำ “ไปแล้ว แล้วทำไมไม่เจอ ไหนเปิดประตูออกมาคุยกันก่อนซิ”
“ก็ไปแล้วน่ะสิ แต่ไม่เจอพี่” หล่อนตะโกนตอบกลับมาแต่ไม่ยอมเปิดประตู
“ไม่เจอได้ไง ก็พี่รอเธอตั้งนาน” ทักษอรยังคงทุบประตูอยู่ “แล้วนี่ทำไมไม่เปิดประตูมาคุยกัน”
“ก็จะเปิดทำไมเล่า คนกำลังนอน” ความง่วงงุนและอ่อนเพลียทำให้ทิชากรเริ่มรู้สึกหงุดหงิด
“นี่อย่าบอกนะว่าพาผู้ชายมานอนที่ห้องอีกน่ะ พี่บอกแล้วใช่ไหมว่าห้าม” พี่สาวเริ่มทุบประตูด้วยความร้อนรน “เปิดประตูเดี๋ยวนี้”
“โอ๊ย น่ารำคาญจริง” เสียงน้องสาวตอบกลับมา ไม่นานประตูห้องของหล่อนก็เปิดออก
ทักษอรพรวดเข้าไปในห้องทันที หล่อนกวาดตามองไปทั่วห้องแคบๆ มีกลิ่นอับแปลกๆ แต่ก็ไม่พบใครนอกจากน้องสาวที่อยู่ในชุดกึ่งเปลือย มีเพียงเสื้อกล้ามและกางเกงในปกปิดร่างกายเท่านั้น
“พอใจยังล่ะ” ทิชากรประชด “ไหนล่ะผู้ชาย”
“ไม่มีก็แล้วไป” ทักษอรเอ่ยเสียงอ่อน “แล้วนี่ทำไมไม่ไปเรียน ขี้เกียจอย่างนี้เมื่อไรจะจบไฮสคูลเสียทีเล่า เรียนซ้ำชั้นมาหลายปีแล้วนะ”
“โอ๊ย ขี้บ่นจริง คนยิ่งอารมณ์เสียอยู่ด้วย”
“เป็นอะไรขึ้นมาอีกล่ะ หรือว่านอนมากไป” ทักษอรประชด
“ไม่เกี่ยวอะไรกับพี่หรอกน่า” ทิชากรดันร่างพี่สาวให้ถอยออกไปจากห้องแล้วปิดประตูลงกลอน
หญิงสาวทรุดตัวลงนั่งกับพื้นด้วยความเซ็งอารมณ์ หล่อนเพิ่งไล่ผู้ชายโกหกออกไปจากห้องก่อนพี่สาวมาแค่ไม่กี่นาที “ไอ้บ้าเอ๊ย นึกว่าเศรษฐีน้ำมัน ที่แท้ก็ยืมรถคนอื่นขับมาเรียน กระจอกจริงๆเลย”
ทิชากรเดินไปทรุดตัวนอนลงบนเตียง หล่อนดึงหมอนข้างมากอดแล้วหวนนึกไปถึงลีลารักของเขา “แต่ก็ยังมีดีตรงที่เก่งเรื่องบนเตียงนะ” แล้วรอยยิ้มก็ผุดขึ้นมาบนใบหน้างามของหล่อนก่อนจะหลับใหลไปอีกครั้งด้วยความอ่อนเพลีย
* * * * * * * * * *
หลายวันต่อมา ระหว่างที่ทักษอรกำลังเตรียมอาหารเช้าสำหรับสองที่อยู่ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น หญิงสาววางทุกอย่างลงและเดินตรงไปยังประตู จิตใจก็คิดสงสัยว่าใครกันนะที่จะมาหาแต่เช้าอย่างนี้
หล่อนทาบสายตามองลอดตาแมวออกไป และทันทีที่เห็นเจ้าของเสียงเคาะประตู หล่อนก็ถึงกับตาโตอ้าปากค้าง หญิงสาวพลิกตัวพิงประตูเอาไว้ราวกับไม่อยากเชื่อว่าบุคคลที่ยืนอยู่ตรงข้ามหล่อนจะมายืนอยู่ตรงนั้นได้ “ตายแล้ว เขามาได้ไงเนี่ย”
“สวัสดีครับ มิสทักษอรอยู่ไหมครับ” คนๆนั้นร้องถามและเคาะประตูอีกครั้งเป็นการเร่งเร้า
“เอ่อ...สักครู่นะคะ” หญิงสาวตอบออกไป มือไม้สั่นทำอะไรไม่ถูก ทำไมเขาเรียกชื่อเราล่ะ เขารู้ได้อย่างไรว่าเราอยู่ที่นี่
เป็นจังหวะเดียวกับที่ทิชากรเดินออกมาจากห้องพอดี “ใครมาอ่ะ”
“ฮะ...ฮาซาน” พี่สาวตอบ
“ฮาซาน” น้องสาวทวนคำ “ชื่อคุ้นๆแฮะ”
“นี่พี่ขออะไรอย่างได้ไหม”
“อะไรล่ะ แล้วทำไมไม่รีบเปิดประตู” ทิชากรถามอย่างงงๆกับท่าทางเลิกลั่กของพี่สาว นานแล้วที่หล่อนไม่ได้เห็นพี่สาวมีท่าทางอย่างนี้ เพราะตลอดเวลาทักษอรจะเต็มไปด้วยความมั่นใจจนทิชากรคิดว่าคงไม่มีอะไรมาทำให้พี่สาวของหล่อนหวาดหวั่นได้อีกแล้ว
“เอาเถอะน่า ไม่ต้องถาม แค่บอกไปว่าเธอคือพี่ แล้วถามเขาว่ามีธุระอะไร อย่าให้เขาเข้ามาในนี้เด็ดขาด เข้าใจไหม”
“อะไรมันจะขนาดนั้น” ทิชากรก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี หล่อนเดินไปเปิดประตูตามคำขอร้องแกมบังคับของพี่สาว แต่ระหว่างทางก็ไม่วายบ่นงึมงำไปด้วยตลอดทาง “ทำไมฉันต้องออกมาหลังพี่แค่นาทีเดียวด้วยนะ ไม่งั้นก็คงสั่งหรือบ่นอะไรฉันไม่ได้หรอก เฮอะ”
“สวัสดีค่ะ” ทิชากรเปิดประตูออกไป
“สวัสดีครับ” ชายคนที่เริงรักกับหล่อนเมื่อหลายวันก่อนนี่เองที่มายืนอยู่หน้าประตู
“นี่คุณ” หล่อนชี้นิ้ว
“ผมมาขอโทษ” ฮาซานแทรกขึ้นก่อนที่หล่อนจะพูดอะไรออกมา “ผมเข้าไปได้ไหม”
“ไม่ได้” หญิงสาวตวาด ไม่ใช่เพราะหล่อนยังโกรธเขาอยู่ แต่เป็นเพราะว่าพี่สาวสั่งไว้ต่างหาก
“ยังไม่หายโกรธผมเหรอ ก็ผมบอกแล้วไงว่าไม่ได้ตั้งใจ”
“นี่จะโทษว่าฉันไม่ดูให้ดีก่อนเหรอว่าคุณไม่ใช่เจ้าของรถแพงๆนั่น”
“ก็ไม่ใช่อย่างนั้น”
“กลับไปเสียเถอะ ฉันไม่อยากเห็นหน้าคุณ แล้วก็ไม่ต้องมาที่นี่อีก จำไว้” หญิงสาวตะคอกใส่แล้วปิดประตูเสียงดังโครม “ผู้ชายอะไร”
ทักษอรเมื่อได้ยินน้องสาวปิดประตู หล่อนก็แย้มหน้าออกมาจากห้องนอนของตัวเอง “เขาไปแล้วเหรอ”
“ไปแล้ว” น้องสาวตอบห้วนๆก่อนจะลงมาทรุดตัวนั่งที่โต๊ะอาหารอย่างไม่สบอารมณ์
“เขามาทำไม” พี่สาวเดินมาทรุดตัวนั่งข้างๆแล้วถามด้วยความอยากรู้
“เอ่อ...” ทิชากรอึกอัก หล่อนไม่สามารถเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างเขาและหล่อนให้พี่สาวฟังได้ ไม่อย่างนั้นมีหวังโดนด่าเปิง
“ว่าไง”
“เอ่อ...เขามาผิดห้องน่ะ”
“ผิดได้ไง ก็พี่ได้ยินเต็มๆว่าเค้ามาถามหาพี่น่ะ”
“จะไปรู้เหรอ เปิดไปเขาก็ถามหา...เอ่อ...ทัก...เอ่อ...ทักซิด้ง ทักซิโด้ อะไรเนี่ยแหละ” หญิงสาวเป่าปากอย่างโล่งใจเมื่อคิดหาข้อแก้ตัวข้างๆคูๆได้ “คงมายืมชุดห้องข้างๆนี่แหละมั้ง ฉันว่าพี่นั่นแหละ หูฝาดหรือเปล่า”
“จริงเหรอ” ทักษอรรู้สึกผิดหวังไม่น้อย แต่หล่อนก็ผิดเองที่ประหม่าถึงกับไม่กล้าเผชิญหน้ากับเขาเอง และอาจจะเป็นอย่างนี่น้องสาวว่าก็ได้ หล่อนคงหูฝาดไป
“แล้วนี่เขาเป็นใครน่ะ ทำไมพี่ถึงรู้จักชื่อเขาด้วย” ทิชากรถามระหว่างอร่อยกับอาหารที่พี่สาวทำ
“ก็เป็นพวกเชื้อพระวงศ์จากกอลิยาห์น่ะ”
“หา เชื้อพระวงศ์เลยเหรอ” ทิชากรตาโต ถึงแม้เขาจะไม่ได้เป็นเจ้าของรถคันงามนั้น แต่อย่างน้อยเขาก็เป็นถึงเชื้อพระวงศ์ “รวยไหม”
“อืมม์...รวยไหมเหรอ” ทักษอรครุ่นคิด “ก็น่าจะรวยอยู่น่า ก็เป็นถึงเชื้อพระวงศ์นี่น่า แต่ก็คงไม่เท่ากับเจ้าชายอัคคาร์หรอก รายนั้นน่ะเป็นเศรษฐีน้ำมันเชียวล่ะ”
“เจ้าชายเหรอ” ประกายตาของทิชากรส่องแสงระยิบระยับขึ้นมาทันที ความใฝ่ฝันที่จะได้เป็นเจ้าหญิงอยู่ในตัวของผู้หญิงทุกคน ไม่เว้นแม้กระทั่งตัวทิชากรเอง
“ใช่ เจ้าชาย” ทักษอรพยักหน้า “ฮาซานน่ะ เป็นพระสหายของเจ้าชายอัคคาร์ แว่วๆว่าเป็นประเทศเพื่อนบ้านกันน่ะ”
‘นายนั่นรู้จักเจ้าชายด้วยแฮะ’ ทิชากรบ่นงึมงำ
“อะไร” ทักษอรหันมาถามน้องสาวเพราะได้ยินไม่ถนัด
“เอ่อ...ไม่มีอะไร” หล่อนตอบพร้อมวางชามและช้อนลงกับโต๊ะ “อิ่มแล้วล่ะ เดี๋ยวฉันต้องรีบไปเรียนก่อนนะ”
“อ้าว ทำไมทานนิดเดียวล่ะ” พี่สาวร้องถาม “แล้วนี่ไม่รอไปพร้อมๆกันเหรอ”
“ไม่ล่ะ” ทิชากรหันมาตอบ “นัดเพื่อนไว้ เดี๋ยวจะสาย” แล้วหล่อนก็พรวดพราดออกไปจากห้องทันที ทิ้งให้พี่สาวนั่งงงกับการกระตือรือร้นที่จะไปเรียนของน้องสาวอยู่ที่โต๊ะอาหารเพียงลำพัง
* * * * * * * * * *
ฮาซานเดินเตร็ดเตร่ไปตามถนนอย่างเหงาๆ ถึงแม้เรื่องบนเตียงจะทำให้เขารู้ว่า ทักษอรเป็นผู้หญิงที่ช่ำชองเรื่องเซ็กซ์อย่างมากก็ตาม แต่โดยรวมแล้ว หล่อนก็ยังดูดีในสายตาของเขาอยู่เสมอ
ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาที่เป็นถึงนักศึกษากฎหมาย นั่นก็หมายความว่าการเรียนของหล่อนก็ไม่ใช่ขี้ไก่ และเมื่อพูดถึงความสามารถทางด้านกีฬาด้วยแล้ว เหรียญทองกีฬามหาวิทยาลัยก็เป็นเครื่องยืนยันความสามารถทางด้านนี้ของหล่อนได้เป็นอย่างดี
ส่วนความงามก็ไม่ต้องพูดถึง ทั้งรูปร่างและหน้าตาของหล่อนเป็นที่ตรึงตาตรึงใจของเขาตั้งแต่แรกเห็นเลยทีเดียว เรือนร่างที่เขาได้สัมผัสเมื่อวันก่อนนั้นช่างสวยงามอย่างไร้ที่ติเลยทีเดียว
“ฮาซาน”
เสียงร้องเรียกทำให้เขาตื่นจากความเศร้า ชายหนุ่มรีบหันไปมองเสียงเรียกนั้นด้วยความหวังอันเปี่ยมล้นจิตใจ “มิสทักษอร”
“ตะกี้ต้องขอโทษด้วยนะที่ฉันพูดอะไรไม่ดีใส่คุณ” หล่อนหอบขณะพูด ด้วยต้องวิ่งมาไกลเพื่อให้ทันเขา
“ผมต่างหากที่ต้องขอโทษคุณ” เขาเอ่ยยิ้มๆ
“เฮอะ ผู้ชายอะไร ไม่รู้จักง้อผู้หญิงเลยนะ แค่แกล้งทำเป็นงอนก็เดินหนีแล้ว”
“ผมนึกว่า...”
แต่ทิชากรก็ไม่ปล่อยให้เขาแก้ตัว ก็มันไม่ใช่ประเด็นนี่นา “แล้ววันนี้ไปเรียนหรือเปล่า”
“ไปสิครับ” เขาตอบ “ตอนแรกก็ว่าจะมารับคุณไปด้วยกัน”
“ถ้างั้นก็ไปกันเลย”
“เอ่อ...แต่ผมเดินมานะ” ฮาซานตอบเสียงอ่อย
“ก็แล้วไงล่ะ เดินก็เดินสิ” แล้วหล่อนก็ออกเดินนำไป จนชายหนุ่มต้องรีบเดินตามให้ทัน
“นี่ได้ข่าวว่านายเป็นพวกเชื้อพระวงศ์เหรอ” ทิชากรเอ่ยถามหลังจากเดินมาได้ไกลพอสมควร
“เอ่อ...ครับ” เขาตอบ
“ถ้าอย่างนั้นก็รวยสิ”
“ก็พอมีพอกินน่ะครับ” เขาตอบซื่อๆ “ประเทศผมไม่ได้ร่ำรวยอะไร ส่วนใหญ่ก็เป็นทะเลทรายแห้งแล้ง ขนาดสุลต่านยังมีทรัพย์สินไม่เท่าพวกมหาเศรษฐีบางคนของประเทศคุณเลย”
หญิงสาวทำปากแบะรังเกียจ แต่ก็ปรับสีหน้าเป็นยิ้มแย้มเมื่อเขาหันมามอง “เออ...ได้ข่าวว่านายเป็นพระสหายของเจ้าชายอะไรสักอย่างใช่ไหม”
“เจ้าชายอัคคาร์น่ะเหรอ” เขาตอบเป็นคำถาม
“ใช่ๆ นั่นแหละ”
“ก็ใช่นะ ทรงเป็นรัชทายาทของอัสบายาห์ ประเทศเพื่อนบ้านของผมน่ะ”
“แล้วรวยไหม”
“รวยสิ รวยจนติดท็อปเท็นของโลกเลยล่ะ”
“จริงเหรอ” หญิงสาวทำตาโต ประกายตาของหล่อนระยิบระยับอีกครั้ง “แล้วคุณพักอยู่ที่เดียวกับพระองค์หรือเปล่า”
“ก็งั้นสิ เป็นที่ประทับที่ไม่มีใครรู้หรอกนะ”
“อ้าว ทำไมล่ะ”
“ทรงประสงค์จะมีโลกส่วนพระองค์บ้างน่ะ” เขาตอบก่อนจะหันมามองด้วยความสงสัย “ถามทำไมเหรอ”
“ปะ...เปล่า” หล่อนก้มหน้ายิ้ม
รอยยิ้มและประกายตาทำให้ฮาซานนึกขึ้นมาได้ หล่อนหลงรักเจ้าชายอัคคาร์ ถึงขนาดไปตะโกนเรียกให้ทรงสนพระทัย และที่สำคัญ เจ้าชายก็ทรงสนพระทัยหล่อนจริงๆเสียด้วย
“ถึงคณะแล้ว คุณไม่เข้าไปเหรอ” ฮาซานถามอย่างแปลกใจที่เห็นหล่อนยังเดินเคียงข้างเขาต่อไป ทั้งๆที่เดินผ่านคณะกฎหมายมาหลายก้าวแล้ว
“อ้อ...” หญิงสาวนึกขึ้นได้ “ลืมไป”
ทิชากรแสร้งวิ่งกลับไป แต่แล้วหล่อนก็หยุดแล้วหันกลับมาหาเขา หล่อนเอื้อมหน้าไปจุมพิตเขาที่ริมฝีปาก “แล้วเย็นนี้เจอกันนะ”
“ครับ” ชายหนุ่มตกตะลึงกับจุมพิตของหล่อน นับวันหล่อนยิ่งสร้างความประหลาดใจให้เขาได้มากยิ่งขึ้น และเขาก็รู้สึกแปลกที่ความเสน่หาที่มีต่อหล่อนไม่ได้มากขึ้นกว่าวันแรกที่ได้เห็นเลย มีแต่จะลดลงเสียด้วยซ้ำ
ฮาซานถอนใจมองหญิงสาวหายลับเข้าไปในคณะกฎหมาย ก่อนที่จะหันหลังแล้วเดินต่อไปยังคณะรัฐศาสตร์การปกครองของตนเองต่อไป
เมื่อฮาซานเดินลับตาไปแล้ว ทิชากรก็เยี่ยมหน้าออกมา หล่อนหัวเราะคิกก่อนจะเดินอย่างสบายใจเฉิบกลับไปทางเดิม แล้วรับออกไปจากมหาวิทยาลัยทันที
“วันนี้ไม่ไปเรียนดีกว่า เข้าร้านเสริมสวยเสียหน่อย” ว่าแล้วหล่อนก็มุ่งหน้าไปคนละทิศละทางกับโรงเรียนไฮสคูลที่คิดว่าคงไม่มีวันเรียนจบแน่ๆ
* * * * * * * * * *
“ไฮ ฮาซาน” ทิชากรร้องเรียกเมื่อเห็นฮาซานเดินออกจากรั้วมหาวิทยาลัยเพียงลำพัง
“อ้าว มิสทักษอร” รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าของเขาทันที
หญิงสาววิ่งมาหาเขาแล้วมองซ้ายมองขวาก่อนจะเอ่ยถามออกไป “แล้ววันนี้เจ้าชายไม่เสด็จกลับด้วยเหรอ”
คำถามของหล่อนทำเอารอยยิ้มของเขาเจื่อนลงไป “เอ่อ...เปล่า ทรงมีงานประชุมกับพวกนักเรียนเก่าอัสบายาห์น่ะ”
“เหรอ” สีหน้าของหล่อนดูจะผิดหวังไม่น้อย
“ทำไมเหรอ”
“ปะ...เปล่าหรอก” หญิงสาวปรับเปลี่ยนสีหน้ากลบเกลื่อนความผิดหวังของตัวเอง พร้อมกับปฏิเสธไป “ถ้าอย่างนั้นที่บ้านของคุณก็ว่างสิ”
“ครับ” เขาตอบรับอย่างงงๆ
“ถ้าอย่างนั้นพาฉันไปดูหน่อยได้ไหม”
“เอ่อ...จะดีเหรอ”
“เอาน่า” หล่อนออดอ้อน “หรือว่าคุณไม่ได้จริงจังกับฉัน”
“ปะ...เปล่านะ คือ...”
“น่านะ” ทิชากรกระแซะเขา “แล้วฉันจะปรนเปรอคุณอย่างสมใจเลย”
“แต่...” เขาเริ่มลังเล ฮาซานยอมรับว่าเขาติดใจลีลารักของหล่อนอยู่เหมือนกัน แต่จะติดอยู่ตรงที่เขาไม่ได้อยู่คนเดียวในบ้านหลังนั้นต่างหาก และถ้าเกิดว่าเจ้าชายอัคคาร์เห็นหล่อนเข้า พระองค์จะทรงฉกชิงหล่อนไปจากเขาหรือเปล่า ถ้าเป็นเช่นนั้นเขาคงจะทำใจไม่ได้เลย
“น้าๆๆๆๆ” หล่อนออดอ้อนอย่างไม่ลดละ
“เอ้า...ก็ได้” ในที่สุดเขาก็ตกลงรับปากอย่างจนใจ แล้วก็เดินจูงมือหล่อนมุ่งหน้าไปสู่บ้านพักที่เขาร่วมชายคากับเจ้าชายอัคคาร์ทันที
* * * * * * * * * *
