ร่างโปร่งสูงสง่า เสด็จไปมาอย่างกระวนกระวายพระทัยจากผนังห้องด้านหนึ่งสู่ผนังห้องอีกด้านเมื่อเสด็จไปจนสุดทางก็หมุนกลับเสด็จไปเสด็จมาอยู่อย่างนั้น จนผู้ติดตามหนุ่มเริ่มวิงเวียนแต่มิสามารถกล่าวถ้อยคำทักท้วงได้ ซาเตลอบมองพระพักตร์คมเข้มของเจ้าชายหนุ่มรูปงามแล้วก็นึกขำอยู่คนเดียว จะทรงได้นางห้ามมาเป็นเมียถึงกับกระวนกระวายพระทัยเช่นนี้เชียวหรือหากเป็นกระหม่อมไม่ได้ เสียดายนักทรงพระพักตร์งามเช่นนี้ แต่กลับเมินสิ้นสตรี หากเมื่อพลั้งปากทูลถามคราใด คำตอบที่ได้ ก็ไม่พ้นแต่ พระพักตร์บึ้งตึง
“เด็กนั่นอายุเพียงสิบเอ็ดปีเท่านั้น” พระสุรเสียงที่กล่าวออกมานั้นเย็นชา ราบเรียบ จนผู้ยืนฟังถึงกับวางหน้าไม่ถูก ก็เด็กจริงๆนั่นแล่ะ แต่ได้มาโดยชอบธรรมใครบ้างเล่าไม่อยากได้ และหากเป็นเครื่องบรรณาการที่ทูลถวายแก่องค์ฟาโรห์สิ่งนั้นต้องดีที่สุด เมื่อดีที่สุดแล้วใยต้องปฏิเสธ
“เจ้าว่าเราควรจะทำอย่างไร” กระแสเสียงราบเรียบนั้น มีหรือผู้ถูกถามจะไม่รู้ ทรงมีคำตอบในพระทัยแล้ว หากแต่ต้องการคำตอบที่ตรงพระทัย หากตอบไม่ตรงอย่างหมายก็คงพิโรธใหญ่อีกครา
“เกล้ากระหม่อมไม่บังอาจถวายคำแนะนำในคำตอบที่ฝ่าบาททรงตั้งไว้แต่ต้นเพราะคำตอบที่กระหม่อมอยากจะทูลถวายย่อมไม่ต้องแก่ใจฝ่าพระบาท” คำกราบทูลนั้นชัดเจนที่สุดแล้วแต่ก็ยังไม่เป็นที่ต้องพระทัยอยู่ดี ทรงหมดสนุกเพราะคำตอบนั้นตรงและง่ายเกินไป
“เราให้เจ้ากล่าวแนะนำด้วยมองเจ้าอย่างมิตร หากแต่น่าขำนักที่คำแนะนำของเจ้าดูขลาดเขลา เจ้าไม่แนะนำก็เพราะรู้แจ้งสิว่า ถึงอย่างไร เราก็หาทำตามด้วยไม่” พระสุรเสียงนั้น เย้ยหยัน ทรงทอดพระเนตรจับ บุรุษตรงหน้า ที่ยืนก้มหน้านิดๆ จนราชองค์รักษ์หนุ่มต้องขยับตัวน้อยๆ ด้วยความอึดอัดใจ
“หากฝ่าบาทไม่ต้องพระประสงค์เห็นทีหม่อมฉันต้องกราบทูลลา”
“เจ้าจะไปไหนซาเต”
“หม่อมฉันจะไปดูดวงหน้านางห้ามคนใหม่ของฝ่าบาทว่าเป็นเช่นไร จะได้มากราบทูลถวายก่อนที่ฝ่าบาทจะตัดสินพระทัยมอบให้กระหม่อม”
“ไปดูแล้วก็จงเก็บไว้กับตัวเจ้า...เราถือว่ายกให้เจ้าแล้ว”
“ขอให้ทรงประทานมาให้เรื่อยๆ อย่าได้ทรงขอคืนนะพะย่ะค่ะ”
พระพักตร์คมคาย ปรายพระเนตรสีศิลามองทหารคนสนิทที่ถวายบังคมลาแล้วเดินผ่านบานพระททวารด้วยความเอือมระอาพระทัย ทั้งพระบิดา แลทั้งมิตร หมกหมุ่นแต่เรื่องสตรีมิรู้หน่าย
โบราณราชประเพณีที่ยกสตรีให้แก่องค์ฟาโรห์มันน่าจะยกเลิกให้สิ้น และเมื่อยิ่งคิดพระอารมณ์ก็ยิ่งพลุ่นพล่านทีเครื่องราชบรรณาการอื่นๆเจ้าหัวหน้านักบวชต้องเลือกสรรก่อนจะแบ่งปันมาถึงฟาโรห์ แล้วเหตุใดฟาโรห์ยังเมินเฉยไม่ใช่เพราะเครื่องราชเหล่านั้นต้องนำเข้าวิหารเพื่อบวงสรวงแก่องค์เทพทั้งหลายหรอก เพราะมิใช่ทรงไม่รู้ว่าถึงที่สุดสิ่งเหล่านั้นมันก็ตกแก่หัวหน้านักบวชทั้งสิ้น แต่ที่ทรงเฉยเพราะนักบวชนำสตรีมาล่อให้ลุ่มหลง แล้วยังลูกชายมันกับตำแหน่งวิเซียร์คุมเงินเก็บภาษี เรามิได้โง่เขลา และหูตาใบ้บอดถึงจะไม่รู้ว่า พวกมันกำลังทำอะไรกันอยู่
แล้วอย่างนี้จะให้เรานิ่งเฉยไปด้วยอีกคนหรือ...ใครจะทน ก็รู้อยู่หากสิ้นท่านพ่อ เราก็คือฟาโรห์องค์ต่อไป...ฟาโรห์ไซอัส
ร่างสง่างามเสด็จตรงไปที่พระแกล ดวงเนตรคมจ้องมองไปที่มหาวิหารที่หัวหน้านักบวชดูแลอยู่
“เหอะ”พระสุรเสียงสบถดังลั่น
“หากเราเป็นฟาโรห์เมื่อไหร่ เราจะจัดการเจ้าเป็นคนแรก” พระหัตถ์กำแน่นด้วยความเคียดแค้นพระทัย
“เรามิใช่ฟาโรห์แต่ในนาม สิ่งใดเป็นเสี้ยนหนามจะกำจัดให้สิ้นซาก เราจะดูแล จัดการ ปกครองอาณาจักรของเราให้ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าฟาโรห์พระองค์ใดได้กระทำ”][/color]
