ลิขิตรักลำน้ำไนล์
บทที่ 3
คำร้องขอจากหัวใจ
ตอนที่ 2
บนเตียงกว้างของโรงแรมระดับห้าดาวริมแม่น้ำไนล์ ร่างบางนอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียงใหญ่ รอบกายเธอมีรูปถ่ายอักษรภาพโบราณที่ถ่ายมาจากพีระมิดแห่งฟาบาวางอยู่เกลื่อนไปหมด หญิงสาวกำลังคร่ำเคร่งอยู่กับสมุดบันทึกเล่มใหญ่ตรงหน้า
เธอนำอักษรภาพที่ไม่สามารถแปลได้มาแปลต่อที่โรงแรมโดยนำมาเทียบกับตำราต่างๆ ที่เธอมี ในขณะเดียวกันก็เกลาข้อความที่ถอดได้ให้สละสลวยยิ่งขึ้นด้วย แต่ดูเหมือนว่าวันนี้เธอจะมีสมาธิกับงานตรงหน้าสักเท่าไร ใจมันคอยจะวนกลับไปหาหญิงสาวลึกลับที่เธอเห็นในห้องเก็บพระศพและถ้อยคำประหลาดที่เจ้าหล่อนเอ่ยออกมา
“สิ่งที่เจ้าปรารถนาจะเป็นจริง อำนาจศักดิ์สิทธิ์แห่งลุ่มน้ำไนล์จะชักนำเจ้าไปสู่หนทางแห่งชะตากรรม ที่เจ้าเท่านั้นเป็นผู้กำหนด”
“ชะตากรรมที่เราเป็นผู้กำหนดเท่านั้น อะไรกันนะ” หญิงสาวพึมพำเบาๆ ก่อนจะกวาดตามองไปรอบตัวด้วยความหวาดๆ เธอแน่ใจว่าเธอไม่ได้ฝัน และก็ไม่ได้เพ้อเพราะอากาศในห้องเก็บพระศพไม่ถ่ายเทด้วย เธอเห็นหญิงสาวคนนั้นจริงๆ แต่จะว่าไปแล้วใบหน้าสวยหวานที่แฝงแววเมตตาปราณีนี่ดูคุ้นๆ เหมือนกันนะ เหมือนเคยเห็นที่ไหนสักแห่ง
เมษาครุ่นคิดในใจ ก่อนจะทำตาโตแล้วลงมือรื้อค้นภาพถ่ายที่เธอถ่ายเอาไว้ออกมาดูทีละใบ
“เจอแล้ว” หญิงสาวพึมพำเบาๆ พลางจ้องมองภาพถ่ายในมือเขม็ง มันเป็นภาพถ่ายเทพีไอซิสที่ตั้งอยู่กลางห้องโถงของโรงแรมแห่งนี้
“เป็นไปไม่ได้...”
เมษาปล่อยภาพในมือตกลงบนเตียง เธอไม่อยากจะเชื่อเลย เมื่อกลางวันนี้เธอเห็นเทพีไอซิสเหรอเนี่ย แต่หลักฐานมันก็เห็นอยู่ตรงหน้าแล้ว ผู้หญิงที่เธอเห็นในพีระมืดแห่งฟาบาหน้าตาเหมือนรูปปั้นเทพีไอซิสไม่ผิดเพี้ยน
หญิงสาวห่อไหล่เข้าหากัน เมื่อรู้สึกหนาวเหน็บถึงขั้วหัวใจ เส้นขนที่ปกคลุมท่อนแขนพร้อมใจกันลุกชัน ดวงตากลมโตกวาดมองไปรอบตัวด้วยความหวาดระแวง ก่อนจะสะดุ้งเฮือกสุดตัวเมื่อโทรศัพท์ภายในห้องพักดังขึ้น หญิงสาวรีบถลารับไปรับ เพื่อเอาเสียงโทรศัพท์เป็นเพื่อน
“สวัสดีค่ะ เมษาพูดค่ะ” หญิงสาวเอ่ยทักด้วยภาษาอังกฤษ ก่อนจะรีบกลับมาพูดภาษาไทยเมื่อได้ยินเสียงที่ปลายสายตอบกลับมาด้วยภาษาไทยทุ้มลึก
“รู้แล้วว่าเมษาพูด ถ้าลองเป็นคนอื่นมารับโทรศัพท์ในห้องแกสิรับรองมันเละแน่”
“พี่ธัน ไอซ์คิดถึงพี่ที่สุดเลย” หญิงสาวอ้อนไปตามสาย เมื่อได้ยินเสียงพี่ชายความกลัวในจิตใจก็ดูจะเหือดหายไปได้อย่างอัศจรรย์
“ไม่ต้องมาปากหวาน ถ้าคิดถึงพี่จริง เธอจะไปจมอยู่ในกองหินผุๆ นั่นทำไม” พี่ชายต่อว่ามาตามสาย จนคนเป็นน้องหัวเราะคิกคัก
“อูย...เขาเรียกพีระมิดพี่ พีระมิดแห่งฟาบา ไม่ใช่กองหินผุๆ เรียกซะเสียเลยพี่ธันเนี่ย”
“ไม่ต้องพูดมาก บอกมาเมื่อไรจะกลับ หรือต้องให้พี่ไปลากตัวถึงอียิปต์” ผู้เป็นพี่ตัดบทแล้วยื่นคำขาดข้ามประเทศมา
“งานไอซ์ยังไม่เสร็จเลยพี่ธัน มีจารึกอีกตั้งหลายท่อนที่ไอซ์ยังแปลไม่ได้ ขอเวลาไอซ์สักเดือนนะพี่ชายที่รัก เดี๋ยวไอซ์ช่วยงานกาซิมเสร็จแล้วจะรีบกลับ” ผู้เป็นน้องอ้อนข้ามประเทศกลับไปทันที แม้จะกลัวเรื่องราวลึกลับที่เกิดรอบตัว
แต่เธอก็ไม่อาจทิ้งงานแปลอักษรภาพที่พีระมิดแห่งฟาบาไปได้ เพราะมันเป็นความรับผิดชอบของเธอที่จะต้องค้นหาให้ได้ว่าฟาโรห์หนุ่มเจ้าของพีระมิดสวรรคตอย่างไร และพระศพของพระองค์หายไปไหน
“ไอซ์ ไอซ์...ยังอยู่หรือเปล่า” ธันวาเอ่ยถามเมื่อเห็นน้องสาวเงียบไปเฉยๆ
“อยู่ค่ะพี่” หญิงสาวเอ่ยเสียงแผ่ว
“อยู่แล้วทำไมเงียบไปล่ะ ปกติเราจ้อเก่งออก มีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า” ผู้เป็นพี่เอ่ยถามตามประสาคนช่างสังเกต
เมษาทำตาปริบๆ ใส่กระบอกโทรศัพท์ พี่ธันสมเป็นนักการทูตจับสังเกตคนเก่งที่สุด พูดผิดหูนิดหนึ่งก็รู้แล้ว การโกหกต่อหน้าพี่ชายเป็นสิ่งที่เธอทำไม่เคยสำเร็จสักครั้ง
“ไอซ์กลัวนิดหน่อยค่ะ” ผู้เป็นน้องรับสารภาพเสียงอ่อย
“กลัวอะไร ใครทำอะไรเรา กาซิมดูแลเราไม่ดีเหรอ” ผู้เป็นพี่ร้อนเป็นไฟขึ้นมาทันที
“เปล่าค่ะ ไม่มีใครทำอะไรไอซ์หรอกค่ะ ไอซ์แค่คิดว่าตัวเองเจอผะ--ผีค่ะ” หญิงสาวเอ่ยเสียงแผ่วไม่แน่ใจจะเรียกสิ่งที่ตัวเองพบว่าอะไรดี
“อะไรนะ ผีเหรอ” ผู้เป็นพี่เอ่ยถามมาตามสายด้วยความประหลาดใจ เขาเป็นคนที่ไม่เชื่อเรื่องที่วิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว
“ไอซ์ไม่แน่ใจค่ะพี่ ไม่รู้ว่าเป็นผีหรืออะไรกันแน่ แต่ไอซ์คิดว่าเธอเป็นเทพเจ้ามากกว่าค่ะ คนอียิปต์โบราณเรียกเธอว่าเทพีไอซิส”
“ยัยไอซ์ พี่ว่าเราอยู่ที่นั่นนานเกินไปแล้ว ในโลกนี้มีเทพงเทพีที่ไหนกัน ไม่เอาแล้วเหลวไหลจริงๆ พรุ่งนี้พี่จะไปอียิปต์ไปรับเรากลับเมืองไทย”
“พี่ธัน ไอซ์ยังกลับไม่ได้ งานที่ไอซ์รับปากจะช่วยกาซิมยังไม่เสร็จเลยค่ะ” หญิงสาวอ้อนวอนเสียงแผ่ว เธอไม่น่าเล่าเรื่องเทพีไอซิสให้พี่ชายฟังเลย
“พี่ไม่สน พรุ่งนี้พี่จะบินไปหา เตรียมแพ็กกระเป๋ารอไว้ได้เลย”
“พี่ธัน ไอซ์รับปากกาซิมไว้แล้วนะคะว่าจะช่วยเขา พี่ทนเห็นน้องสาวเป็นคนไม่รักษาคำพูดได้เหรอคะ” เมื่อเห็นว่าลูกอ้อนไม่ได้ผล เธอเลยหันมาใช้เหตุผลแทน พี่ธันวาเป็นคนรักษาคำพูดที่สุด ดังนั้นไม่ว่ายังไงพี่ธันจะไม่มีวันทำให้เธอผิดคำพูดเช่นกัน
เสียงปลายสายเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะตอบกลับมาอย่างเสียไม่ได้ “ก็ได้ พี่อนุญาตให้เราทำงานแปลนั่นต่อไปได้ แต่พี่จะไปอยู่ดูแลเราด้วย เพราะยังไงพี่ก็อยู่ว่างๆ อยู่แล้ว”
“ไม่ต้องมาหรอกค่ะ ไอซ์ดูแลตัวเองได้ ที่นี่ร้อนยังกับกระทะคั่วเกาลัด ไอซ์ไม่อยากให้พี่ธันลำบาก” เมษาพยายามจะอธิบายแต่พี่ชายชิงพูดตัดบทเสียก่อน
“ไม่ต้องพูดมาก พี่ซื้อตั๋วเครื่องบินมาแล้ว ยังไงพี่ก็จะไป พรุ่งนี้เครื่องลงแล้วมารับด้วยล่ะ”
“ก็ได้ค่ะ งั้นคืนนี้ไอซ์ขอตัวไปนอนก่อนนะคะ” เมื่อเห็นว่าคัดค้านไม่ได้หญิงสาวก็เลยต้องยอมโอนอ่อนตาม
“ได้ ฝันดีนะแม่ตัวยุ่ง พรุ่งนี้เจอกัน” ผู้เป็นพี่เอ่ยลาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ค่ะ รักพี่ธันที่สุดในโลกเลย”
“พี่ก็รักเธอ”
“ไอซ์--ไอซ์...” คำรักที่แสนธรรมดาของพี่ชายกลับทำให้หญิงสาวรู้สึกเศร้าขึ้นมาเฉยๆ ซึ่งความผิดปกตินี้ก็ไม่สามารถรอดพ้นนิสัยช่างสังเกตของผู้เป็นพี่ไปได้เช่นเดิม
“เป็นอะไรไอซ์ ร้องไห้หรือเปล่า”
“ปละ--เปล่าค่ะ” หญิงสาวรีบปฏิเสธ ก่อนจะเอ่ยสิ่งที่อยู่ในส่วนลึกของจิตใจออกมา “ไอซ์แค่อยากกอดพี่ธัน ไอซ์รักพี่นะคะ ไอซ์อยากให้พี่รู้ไว้ว่าไม่ว่าไอซ์อยู่ที่ไหน ไอซ์ก็จะรักพี่ธันตลอดไป”
ธันวานิ่งเงียบไปบ้าง เขาเองก็อยากจะกอดน้องสาวใจจะขาด วันนี้เมษาพูดจาแปลกๆ เขาคิดถูกแล้วที่จะตามน้องสาวไปอียิปต์ ถ้าเห็นท่าไม่ดี เขาจะรีบพาน้องสาวออกจากประเทศนั้นทันที
“พี่ก็รักไอซ์ ก็เรามีกันแค่สองคนนี่น่า ไปนอนได้แล้ว พรุ่งนี้เจอกัน พี่จะให้เธอกอดให้หนำใจไปเลย” ชายหนุ่มเอ่ยตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงรื่นเริง ถึงจะทุกข์ใจเขาก็ไม่มีวันแสดงออกให้น้องสาวรู้เด็ดขาด
“ค่ะ...” เมษาเอ่ยรับเบาๆ แล้ววางโทรศัพท์ลงกับแป้น ก่อนจะเดินกลับไปทรุดตัวลงนอนบนเตียงกว้าง ท่ามกลางกองเอกสารและภาพถ่ายมากมาย
หญิงสาวนอนมองเพดาลนิ่ง ไม่มีอารมณ์ ทำงานต่อแล้ว ตั้งแต่มาถึงอียิปต์มีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้นกับเธอมากมาย ทั้งเรื่องที่เธอเห็นเทพีไอซิส เรื่องความอาลัยอาวรณ์พี่ชายอย่างบอกไม่ถูก และต่อไปจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับเธออีกหรือเปล่าก็ไม่รู้
แต่เอาเถอะ พรุ่งนี้พี่ชายจะเดินทางมาแล้ว เรื่องแปลกๆ พวกนี้คงจะยุติลงเสียที ถ้ามีพี่ธันอยู่ใกล้ๆ เธอก็ไม่ต้องกังวลอะไรอีกแล้ว หญิงสาวหาวเบาๆ ดวงตากลมโตค่อยๆ หลับลงและเดินทางเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างรวดเร็ว
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
แม่น้ำไนล์สีน้ำเงินเข้มเอ่อล่นฝั่ง สายลมเย็นโชยพลิ้วละแผ่นน้ำก่อเกิดระลอกคลื่นเล็กๆ วิ่งไล่กันเข้ากระทบตลิ่งลูกแล้วลูกเล่า ฝูงปลาน้อยใหญ่แหวกว่ายไปตามสายวารีอย่างรื่นเริง บนชายฝั่งที่ปกคลุมด้วยเม็ดทรายขาวละเอียด ร่างบางยืนนิ่งอยู่ริมฝั่งน้ำ ดวงตากลมโตที่สะท้อนภาพแม่น้ำสีน้ำเงินไหวระริก ก่อนจะกะพริบตาถี่ๆ ด้วยความงุนงง
‘เรามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง’
หญิงสาวเอ่ยถามตัวเองพลางหมุนมองไปรอบตัว เธอจำได้ว่าตัวเองนอนหลับอยู่บนเตียงใหญ่ภายในโรงแรมที่พัก แล้วอยู่ๆ เธอมาโผล่ที่ริมฝั่งแม่น้ำไนล์ได้ยังไงกัน
ร่างบางก้าวเท้ายาวๆ ไปยืนริมตลิ่งพลางชะโงกมองไปทั่วลำน้ำ ทำไมแม่น้ำไนล์ในวันนี้ถึงได้ดูสวยงามจับตายิ่งนัก สีของน้ำเป็นสีน้ำเงินเข้มจัดกว่าตอนที่กาซิมพาเธอมาดูหลายเท่านัก
‘โรงแรมกับสิ่งก่อสร้างที่ปลูกเกลื่อนอยู่ริมฝั่งน้ำหายไปไหนหมด แล้วเรือเฟลุกกะที่แล่นเต็มแม่น้ำไนล์ล่ะหายไปไหน’
หญิงสาวครุ่นคิดในใจพลางกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ เมื่อตระหนักได้ว่าตอนนี้เธออยู่เพียงลำพัง ความกลัวแบบเดิมๆ เข้าจู่โจมจนร่างบางสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุม เธอเกลียดความรู้สึกว่าไม่มีใครที่สุด มันอ้างว้างหนาวเหน็บเหมือนวันที่รู้ว่าพ่อแม่จากไปไม่มีผิด
“พี่ธันอยู่ไหน” หญิงสาวร้องเรียกพี่ชายเสียงลั่น แต่ทว่าไม่มีเสียงใดตอบกลับมาเลย
“กาซิมนายอยู่ไหน” เธอลองเปลี่ยนมาร้องเรียกเพื่อนที่รักที่สุดบ้าง แต่ทุกอย่างก็ยังคงเงียบมีเพียงเสียงร้องของเธอที่ก้องไปทั่วเวิ้งน้ำ
เมษาเม้มปากแน่น หัวใจที่อยู่ในอกถูกบีบด้วยความกลัวที่มองไม่เห็น หยาดน้ำตาใสค่อยๆ เอ่อคลอในดวงตากลมโต หญิงสาวรวบรวมเรี่ยวแรงแล้วเปล่งเสียงตะโกนอีกครั้ง
“พี่ธันออกมาเถอะ ไอซ์กลัวแล้วนะ ต่อไปไอซ์ไม่กล้าทิ้งพี่มาเที่ยวอีกแล้ว”
เงียบ ทุกอย่างยังคงเงียบสงบ ไม่มีเสียงใดตอบกลับมาเช่นเดิม ร่างบางสั่นเท่าก่อนจะสะอื้นออกมาจนตัวโยน ทุกคนทิ้งเธอไปหมดแล้ว ที่นี่ไม่มีพี่ธัน ไม่มีกาซิม ไม่มีใครเลย
“พี่ธัน...” หญิงสาวคร่ำครวญด้วยหัวใจเจ็บช้ำ
“ไอซ์...”
เมษาหันขวับไปมองด้านหลังเมื่อได้ยินเสียงเรียกขานด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มลอยมา และเธอก็ต้องตกตะลึงตาค้าง เมื่อเห็นบุรุษที่ยืนอยู่ตรงหน้าชัดตา เขาเป็นคนที่เธอเฝ้ามองอยู่ทุกวัน เพียงแต่วันนี้เขามีเลือดเนื้อไม่ได้เป็นแค่รูปสลักศิลาแข็งกระด้าง
“ฟา--ฟาโรห์เมนโนฟิส” หญิงสาวเอ่ยเสียงแผ่ว ดวงตากลมโตจับจ้องไปยังวงพักตร์งดงามอย่างเผลอไผล ทรงรูปงามยิ่งนัก พระพักตร์รูปไข่ค่อนข้างขาวดูหล่อเหลาคมคายแปลกตา พระนาสิกเป็นสันสวย พระโอษฐ์หยักลึกคลี่ยิ้มนิดๆ
พระขนงดกหนาได้รูปพาดเฉียงอยู่เหนือดวงตาเรียวยาวที่เขียนด้วยผงถ่านจนคมกริบ ทรงสวมเครื่องประดับพระเศียรทองคำและอัญมณีหลากสีรูปแมลงสการับและพระอาทิตย์อยู่เหนือพระนลาฏ พระเกศายาวเหยียดตรงสีน้ำตาลไหม้ยาวละบั้นพระองค์ปลิวไสวไปตามแรงลม
เมษากลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ก่อนจะละสายตาจากวงพักตร์ไปสำรวจพระวรกายส่วนอื่นๆ ฟาโรห์หนุ่มมีพระวรกายสูงโปร่ง พระฉวีผ่องลออตา พระอุระเปิดเปลือยเรียบตึงดูหนั่นแน่นแข็งแรง ทรงสวมผ้านุ่งที่ทำจากผ้าลินินเนื้อละเอียดพันทบรอบพระโสณีสอบเพรียว คาดทับด้วยเข็มขัดทองคำประดับอัญมณีหลากสี ส่วนพระบาททรงด้วยรองพระบาทหนังแบบสานฝังอัญมณีสีแดงสดเม็ดใหญ่ตรงด้านบน
หญิงสาวก้าวถอยหลังตามสัญชาตญาณเมื่อพระบาทขาวที่เธอจ้องมองขยับเข้ามาหา ดวงตากลมโตรีบตวัดขึ้นมองพระพักตร์ และสบเข้ากับดวงเนตรสีน้ำเงินเข้มดุจสีของแม่น้ำไนล์ ซึ่งมองจ้องมาที่เธออยู่ก่อนแล้ว
“เรามารับ เรารอเจ้ามานานเหลือเกิน” พระสุรเสียงทุ้มลึกน่าฟังตรัสด้วยเป็นภาษาที่หญิงสาวไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่น่าแปลกที่เธอฟังออกทุกคำ
“รอ รอฉัน จะรอทำไม เราไม่ได้รู้จักกันสักหน่อย” เมษาเอ่ยถามด้วยภาษาแม่ของเธอ แต่ฟาโรห์หนุ่มกลับฟังออกอย่างน่าประหลาด
ทรงแย้มพระสรวลเศร้าๆ แล้วสาวพระบาทเข้ามาหา ก่อนจะหยุดประทับอยู่เบื้องหน้าเธอห่างกันเพียงมือเอื้อม หญิงสาวอยากจะถอยหนี แต่ดูเหมือนรอยยิ้มทรงเสน่ห์นั่นจะยึดเธอไว้จนขยับไม่ได้
“เจ้าลืมรักเราแล้วหรือ แม่น้ำไนล์ไม่เคยเหือดแห้ง รักเราที่มีให้เจ้าก็ไม่เคยจืดจางเช่นกัน”
“รัก...” เมษาพึมพำเบาๆ คำว่ารักช่างตราตรึงยิ่งนัก
“มาเถอะ มาอยู่ร่วมกัน เรารอเจ้ามานานเหลือเกินแล้ว เจ้ายอดดวงใจ”
ทรงยื่นพระหัตถ์ขาวมาเบื้องหน้า หญิงสาวก้มมอง เกือบจะวางมือของตนลงบนพระหัตถ์ใหญ่อยู่แล้ว ถ้าเพียงแต่ไม่มีภาพของพี่ชายวาบขึ้นมาในห้วงคิด เธอไปไม่ได้ เธอทิ้งพี่ธันไปไม่ได้ เรามีกันแค่สองคน ถ้าเธอไม่อยู่พี่ธันจะเสียใจขนาดไหน
“ไม่ ฉันจะกลับบ้าน” หญิงสาวปฏิเสธแล้วขยับถอยหนีอย่างเสียขวัญ แต่ฟาโรห์หนุ่มไม่ทรงยินยอม ทรงยื่นพระหัตถ์มาคว้าร่างบางไปกกกอดไว้ในอ้อมพระพาหาพลางกระซิบปลอบด้วยน้ำเสียงประเล้าประโลม
“ก็เรานี่แหละคือบ้านของเจ้า ที่ไหนที่เราอยู่ที่นั่นก็คือบ้านของเจ้า”
เมษาจ้องมองพระพักตร์นิ่ง ก่อนจะซบแก้มกับพระอุระหนั่นแน่น ความอบอุ่นที่รอคอยมานานแสนนานค่อยๆ ซึมเข้าสู่หัวใจและโอบอ้อมเธอไว้อย่างแน่นหนา หญิงสาวหลับตาพริ้มลงแล้วพึมพำเสียงแผ่วเบา
“บ้าน... ฉันกลับถึงบ้านแล้ว”
“เทพีแห่งไนล์จงเป็นพยาน กาลเคลื่อนผ่านแต่รักคงอยู่นานเนา เส้นทางแห่งความตายอย่าหมายพรากเรา พี่จะเฝ้าติดตามเจ้าทุกชาติไป...”
พระสุรเสียงไพเราะนุ่มนวลดึงให้ดวงตากลมโตลืมขึ้นอีกครั้ง ฟาโรห์หนุ่มแย้มพระสรวลงดงาม ทรงเชยคางมนขึ้นสบสายพระเนตร ก่อนจะก้มลงมอบจุมพิตหวานล้ำให้ด้วยความรักและคิดถึง ที่ทรงสั่งสมมานานถึงสามพันห้าร้อยปี
เมษาครางเบาๆ ในลำค
