Welcome
Welcome to <strong>mookfah</strong>.

You are currently viewing our boards as a guest, which gives you limited access to view most discussions and access our other features. By joining our free community, you will have access to post topics, communicate privately with other members (PM), respond to polls, upload content, and access many other special features. Registration is fast, simple, and absolutely free, so please, <a href="/profile.php?mode=register">join our community today</a>!

ลิขิตรักลำน้ำไนล์ บทที่ 2 ปริศนาแห่งฟาโรห์ (ตอนที่ 2)

นิยายรักโรแมนติกแฟนตาซี จากมัลลิกา

ลิขิตรักลำน้ำไนล์ บทที่ 2 ปริศนาแห่งฟาโรห์ (ตอนที่ 2)

Postby มัลลิกา on Fri Sep 07, 2007 10:47 am

ลิขิตรักลำน้ำไนล์

บทที่ 2

ปริศนาแห่งฟาโรห์

ตอนที่ 2


เมษาก้าวช้าๆ ไปตามทางเดินแคบที่ทอดยาวเข้าไปในพีระมิด ยิ่งเดินลึกเข้าไปภายในอากาศที่สัมผัสผิวก็ดูจะเย็นลงตามลำดับ ตลอดทางเดินมีหลอดไฟติดตั้งไว้เพื่อให้แสงสว่างเป็นจุดๆ ยาวเป็นทิวแถว ผนังทั้งสองด้านประดับด้วยภาพสลักนูนต่ำรูปเทพเจ้าโบราณสลับกับอักษรภาพไฮโรกลิฟฟิคดูขึงขลังน่ากลัวและมีเสน่ห์น่าค้นหาไปพร้อมๆ กัน


“พีระมิดแห่งฟาบาเป็นของฟาโรห์องค์ไหนเหรอกาซิม” เมษาเป็นฝ่ายทำลายความเงียบลงก่อน


“ฟาโรห์เมนโนฟิส แห่งราชวงศ์ที่ 12 ทรงมีชีวิตอยู่ในช่วง 1990-1786 ก่อนคริสตกาล” กาซิมตอบพร้อมกับก้าวต่อไปด้วยฝีเท้ามั่นคง


“เดี๋ยวราชวงศ์ที่สิบสอง ถ้าฉันจำไม่ผิด... ราชวงศ์ที่สิบสองมีฟาโรห์แค่เจ็ดพระองค์ไม่ใช่เหรอ แล้วฉันก็จำได้ว่าฟาโรห์ราชวงศ์นี้ตั้งชื่อซ้ำกันแค่สองชื่อนี่หน่า มีอเมเนมเฮตกับเซนูสเรต แล้วฟาโรห์เมนโนฟิสนี่มาจากไหน” หญิงสาวทักท้วงพร้อมกับทำตาโต


“ตามมาสิคำตอบอยู่ในห้องนี้แหละ”


กาซิมเอ่ยพร้อมกับพาเมษาเดินเลี้ยวผ่านประตูหินที่อยู่ทางขวามือเข้าไปในห้องโถง มันเป็นห้องกว้างที่ผนังทั้งสี่ด้านจารึกเรื่องราวเกี่ยวกับเทพเจ้า บทสวดต่างๆ และประวัติราชวงศ์ไว้โดยรอบ ตรงกลางห้องโถงมีรูปปั้นเทพเจ้าอามุน สูงราวๆ สองเมตรประดิษฐานอยู่ตรงกลาง เบื้องหน้ารูปสลักมีแท่นศิลาขนาดใหญ่พอดีคนนอนตั้งอยู่


“โอ้โฮ...” หญิงสาวอุทานตาโตพร้อมกับหมุนมองไปรอบตัว


“นี่คือห้องทำพิธีบูชาเทพเจ้าอามุน” ชายหนุ่มเอ่ย ก่อนจะเดินตรงไปยังผนังด้านหนึ่ง “เธอดูตรงนี้สิ เห็นจารึกพระนามพวกนี้ไหม”


เมษาเดินตรงไปหา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นอ่านตัวอักษรไฮโรกริฟฟิคที่จารึกอยู่บนผนัง คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันยามเปล่งเสียงอ่านอักขระโบราณ


“ฟาโรห์อเมเนมเฮตที่สาม เป็นฟาโรห์พระองค์ที่หก แล้วต่อด้วยฟาโรห์เมนโนฟิส เป็นฟาโรห์พระองค์ที่เจ็ดอย่างนั้นเหรอ” หญิงสาวขมวดคิ้วยุ่งแล้วหันกลับมาจ้องหน้าเพื่อนรักที่ยืนอยู่ข้างๆ ก่อนจะเอ่ยสิ่งที่สงสัยออกมา


“แต่ตอนที่เราเรียนวิชาอียิปต์วิทยา ตำราบอกว่าฟาโรห์รัชกาลที่เจ็ดคือฟาโรห์อเมเนมเฮตที่สี่ไม่ใช่เหรอ ฟาโรห์พระองค์นี้ค่อนข้างอ่อนแอ ปกครองได้เพียงสิบสองปีก็ถูกพวกฮิกโซสรุกรานจนเสียเอกราช”


“ใช่ ตำราพวกนั้นคงถึงเวลาต้องเปลี่ยนแล้ว ราชวงศ์ที่สิบสองไม่ได้มีฟาโรห์ปกครองเจ็ดพระองค์ แต่มีทั้งหมดแปดพระองค์ หลักฐานก็คือจารึกพวกนี้และพีระมิดแห่งฟาบาที่จมอยู่ใต้พื้นทรายมาถึงสามพันห้าร้อยปีแห่งนี้ วงการอียิปต์วิทยาถึงคราวเปลี่ยนแปลงแล้วยัยไอซ์” กาซิมเอ่ยแล้วเดินไปยังผนังอีกด้านหนึ่ง


“แล้วพระองค์หายไปไหน เท่าที่ฉันรู้ไม่มีหลักฐานที่กล่าวถึงพระองค์มาก่อนเลย หรือว่า...” หญิงสาวเอ่ยถามพร้อมกับก้าวเท้าตามไป


“ทรงหายไปไหนฉันก็ไม่รู้หรอก แต่ถ้าให้ฉันสันนิษฐานจากหลักฐานที่มีตอนนี้ ฉันคิดว่ามีใครบางคนเจตนาลบพระนามของพระองค์ออกจากราชวงศ์ และทำราวกับว่าพระองค์ไม่เคยมีตัวตนมาก่อนเลย”


“ใจร้ายจังเลย แต่ทำไปทำไมล่ะ”


“ลองดูตรงนี้สิ” ชายหนุ่มเอ่ยพร้อมกับชี้มือไปยังอักขระที่อยู่บนผนังตรงหน้า


“ฟาโรห์เมนโนฟิสเป็นโอรสองค์โตของฟาโรห์อเมเนมเฮตที่สี่ ทรงมีพระมารดาเป็นเจ้าหญิงจากฮิตไทท์ ทรงเป็น...ลูกครึ่ง” หญิงสาวอ่านตาม ก่อนจะหันมาทำตาโตใส่เพื่อนหนุ่มด้วยความประหลาดใจ


“ใช่ ฟาโรห์เมนโนฟิสเป็นฟาโรห์ลูกครึ่ง พระองค์ไม่ได้มีสายเลือดอียิปต์แท้ ต่างจากพระอนุชา ตามที่เราเคยรู้มา ฟาโรห์อเมเนมเฮตที่สี่ทรงมีพระมารดาเป็นเจ้าหญิงอียิปต์ ราชวงศ์อียิปต์มักจะแต่งงานกันเองในหมู่พี่น้องเพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของสายเลือดและป้องกันการแย่งชิงราชบัลลังก์ระหว่างทายาทฟาโรห์สายต่างๆ”


“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการลบพระนามฟาโรห์เมนโนฟิสออกจากราชวงศ์ล่ะ”


“ก็...ถ้าข้อสันนิษฐานของฉันถูกต้องนะ ฉันคิดว่าใครสักคนที่มีอำนาจในตอนนั้นและไม่ค่อยปลื้มฟาโรห์ลูกครึ่ง หรืออาจจะเป็นตัวฟาโรห์อเมเนมเฮตที่สี่เองก็ได้ ลงมือลบพระนามของพระองค์ออกไป เจตนาปิดบังพระองค์ไว้ใต้พื้นทรายตลอดกาล แต่จะเป็นหลังจากที่พระองค์สวรรคตแล้วหรือว่าเกิดการแย่งชิงราชบัลลังก์ระหว่างที่ยังมีพระชนม์ชีพอยู่ก็ไม่แน่ใจ”


“ใจร้ายจริงๆ เลย ถ้าพีระมิดแห่งฟาบาไม่โผล่ขึ้นมาจากพื้นทราย เรื่องราวของพระองค์ก็คงจะเป็นความลับต่อไปชั่วกัปกัลป์” หญิงสาวเอ่ยเสียงเศร้า ก่อนจะหันกลับมามองเพื่อนรักตาโต จนคนถูกจ้องอดแปลกใจไม่ได้ที่เห็นดวงตากลมโตเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอย่างรวดเร็ว


ชายหนุ่มเลิกคิ้วเข้มหนาขึ้นสูงเป็นความหมายว่ามีอะไรหรือ... แต่ความสงสัยของเขาดำเนินไปได้เพียงครู่เดียวก็ได้รับคำตอบ เมื่อเพื่อนสาวเอ่ยขึ้นด้วยความตื่นเต้น


“ยอดเลยกาซิม นายได้มีส่วนค้นพบประวัติศาสตร์ที่ถูกปิดบังมานานแสนนาน แล้วดูจารึกพวกนี้สิยอดเยี่ยมไปเลย ทุกอย่างยังคงสมบูรณ์” หญิงสาวเอ่ยพร้อมกับผายมือเรียวทั้งสองไปรอบๆ


กาซิมยิ้มพรายด้วยความเอ็นดู เขาคิดไว้ไม่ผิดว่าเมษาจะต้องชอบที่นี่เหมือนกับที่เขาหลงรักมหาพีระมิดแห่งนี้ตั้งแต่แรกเห็น


“เธอก็มีส่วนในการค้นพบครั้งนี้ได้”


“ฉัน...ได้ยังไง” หญิงสาวเอ่ยถามดวงตากลมโตหรี่ลงด้วยความสงสัย


“ก็...เห็นจารึกพวกนี้ไหม” ชายหนุ่มเอ่ยพร้อมกับชี้มือไปยังอักขระที่จารึกอยู่บนผนังทั้งสี่ด้าน


เห็นสิ ทำไมเหรอ จารึกพวกนี้มันเกี่ยวอะไรกับฉัน หรือว่า... นายจะให้ฉันช่วยแปลจารึกพวกนี้เหรอ” หญิงสาวเอ่ยด้วยความตื่นเต้น ดวงตากลมโตส่องประกายระยิบระยับสะท้อนกับแสงไฟ


“ใช่ ที่นี่มีจารึกอยู่มากมาย นอกจากห้องนี้แล้วก็ยังมีอีกสามห้อง มีห้องของราชินี ห้องเก็บสมบัติ และห้องฝังพระศพ เธอมีความสามารถในการอ่านและแปลภาษาไฮโรกริฟฟิค เธอ...สนใจจะมารวมงานกับฉันไหม เราสองคนจะช่วยกันเปิดเผยเรื่องราวของฟาโรห์ที่ถูกลืมพระองค์นี้ให้โลกได้รับรู้ด้วยกัน”


“เอาสิๆ โอ๊ย...เหมือนฝันเลยกาซิม” หญิงสาวโห่ร้องเสียงดังแล้วกระโดดกอดคอเพื่อนรักด้วยความยินดี


กาซิมดันร่างบางออกห่าง หน้าเข้มๆ ฉีดสีแดงเรื่อ ดีแต่ว่าในนี้ไม่สว่างเท่าไร เขาเลยไม่ต้องลำบากใจมากนัก


“ไม่ต้องเวอร์ขนาดนั้นยัยไอซ์ เธอต้องไปขออนุญาตพี่ธันวาก่อน เขาห่วงเธออย่างกับอะไรดี จะยอมให้เธอมาอยู่ในที่แห้งแล้งแบบนี้เหรอ”


“ไม่ต้องห่วงเรื่องพี่ธันฉันจัดการได้ ว่าแต่จารึกพวกนี้ก็อ่านไม่ยากนี่หน่า นายเองมองแวบเดียวก็น่าจะอ่านได้” หญิงสาวรับคำแข็งขันพลางกวาดตามองไปรอบๆ ห้องแล้วเริ่มอ่านอักขระโบราณให้เขาฟังด้วยน้ำเสียงหวานพลิ้วสม่ำเสมอ


กาซิมกลืนน้ำลายลงคอด้วยความอึ้ง จารึกพวกนี้เขาและนักอียิปต์วิทยาในโครงการช่วยกันแปลมาหลายเดือนแล้วยังแปลข้อความออกมาได้ไม่ถึงครึ่งเลย แต่เมษาแค่มองปราดเดียวกลับอ่านข้อความต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว


“ว่าไง ทำไมเงียบไปล่ะ” หญิงสาวหันกลับมาถามเมื่อเห็นเพื่อนหนุ่มนิ่งเงียบไป


ชายหนุ่มส่ายหน้าไปมา ก่อนจะกล่าวยิ้มๆ ว่า“ไม่หรอก ฉันไม่ชำนาญภาษาไฮโรกริฟฟิคเท่ากับเธอหรอก จารึกในห้องนี้ฉันกับผู้ช่วยยังอ่านได้ไม่ถึงครึ่งเลย”


“อ๋อ...นายแปลถึงไหนแล้วล่ะ เอามาให้ฉันดูเดี๋ยวฉันจัดการที่เหลือต่อเอง”


“ก็เพิ่งแปลไปได้สองด้าน ห้องราชินี ห้องฝังพระศพ แล้วก็ห้องสมบัติด้านในยังไม่ได้แปล แต่ที่ฉันอยากให้เธอช่วยแปลมากๆ เลยก็คือจารึกบนแผ่นทองมันเป็นจารึกที่สำคัญมาก ฉันลองส่งไปให้ผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ อ่านแล้ว แต่ยังไม่มีใครอ่านออก ฉันอยากให้เธอช่วยอ่านหน่อยน่ะ”


“จารึกบนแผ่นทอง อยู่ไหนล่ะ น่าสนใจจังเลย เอามาดูหน่อยสิ” หญิงสาวเอ่ยเร่งดวงตากลมโตเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น


“มันไม่ได้อยู่ที่นี่ ตอนนี้ทรัพย์สมบัติทั้งหมดถูกย้ายออกไปเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์อียิปต์ เพื่อรอให้การบูรณะซ่อมแซมที่นี่เสร็จจึงจะนำบางชิ้นกลับมาตั้งแสดงที่นี่”


“เหรอ งั้นวันหลังค่อยดูก็ได้ ตอนนี้ฉันอยากพบฟาโรห์ลูกครึ่งที่ถูกโลกลืมพระองค์นั้นแล้วสิ นายพาฉันไปดูห้องเก็บพระศพเถอะ แล้วก็ห้องที่เหลือด้วยนะ ฉันจะได้เตรียมตัวทำงานเสียที เห็นจารึกพวกนี้แล้วมันคันมืออยากแปลจริงๆ เลย”


เมษาเอ่ยพร้อมกับลากเพื่อนรักเดินออกไปจากห้อง เมื่อเห็นว่าจะได้ทำงานที่ท้าทายและมีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ของโลก หญิงสาวก็เบิกบานจนลืมความเศร้าหมองที่เกิดจากความคิดถึงพี่ชายไปหมดสิ้น


กาซิมยิ้มน้อยๆ ด้วยความเอ็นดูแล้วรีบก้าวยาวๆ ตามคนตัวเล็กที่เดินนำอยู่ข้างหน้าไปติดๆ


~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~


“ถึงแล้ว นี่คือห้องเก็บพระศพ” กาซิมเอ่ยพร้อมกับเดินนำไปยังห้องโถงที่อยู่ลึกเข้าไปกลางพีระมิดแห่งฟาบา


ห้องเก็บพระศพเป็นห้องที่อยู่ลึกที่สุด ตั้งอยู่ตรงจุดศูนย์กลางของพีระมิดพอดี ปากทางเข้าห้องเก็บพระศพเป็นประตูขนาดใหญ่ที่เคยถูกปิดตายมาก่อน แต่ตอนนี้ถูกคณะสำรวจทุบหินขนาดใหญ่ที่เคยปิดปากทางเข้าออก เพื่อเปิดทางเข้าไปสำรวจภายใน


ห้องนี้ก็เหมือนกับห้องอื่นๆ มันเป็นห้องที่ก่อด้วยหินแกรนิตสีชมพูดูแข็งแรงคงทน ผนังทั้งสี่มีภาพวาดและอักขระโบราณจารึกไว้เต็มไปหมด ในห้องไม่มีของมีค่าใดหลงเหลืออยู่เพราะสมบัติทั้งหมดถูกขนออกไปเก็บไว้ในที่ปลอดภัย ตั้งแต่ตอนที่คณะขุดค้นเข้ามาสำรวจที่นี่ใหม่ๆ


“เข้ามาสิไอซ์” กาซิมที่ก้าวเข้าไปในห้องก่อนแล้วร้องเรียกพร้อมกับยื่นมือมาหา


เมษาพยักหน้ารับแล้วค่อยๆ ก้าวเท้าเข้าไปในสุสานอันเป็นที่พำนักของกษัตริย์โบราณด้วยใจระทึก ก้าวแรกที่เหยียบเข้าไปในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ร่างบางก็ต้องชะงักอยู่กับที่ เสียงสวดภาวนาที่เคยได้ยินตอนที่เหยียบเข้ามาในพีระมิดครั้งแรกดังขึ้นอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้มีท่วงทำนองที่แตกต่างออกไป


น้ำเสียงที่ได้ยินดูทุ้มลึกและแว่วหวาน ในขณะเดียวกันก็แฝงความเศร้าโศกอย่างประหลาด หญิงสาวยืนตัวแข็งนิ่งฟังราวกับถูกสะกด แต่อยู่ๆ ก็รู้สึกเสียววาบที่ต้นคอเหมือนถูกจ้องมอง ร่างบางหันขวับกลับไปมองด้านข้างด้วยสัญชาติญาณ และสิ่งที่เห็นก็ทำให้เธอตกตะลึงตาค้าง…


ที่เบื้องหน้านั่น ชายหนุ่มร่างสูงผิวสีอ่อนในเครื่องแต่งกายที่ทำด้วยทองคำยืนจ้องมองเธออยู่ เขาเป็นชายหนุ่มหน้าตาคมคาย เครื่องหน้าทุกชิ้นงดงามสมบูรณ์แบบ จมูกโด่งเป็นสันสวย ริมฝีปากหยักลึกคลี่ยิ้มนิดๆ คิ้วหนาได้รูปพาดเฉียงอยู่เหนือดวงตาเรียวยาวที่เขียนด้วยผงถ่านจนคมกริบ


เขากำลังจ้องมองเธอเขม็งด้วยดวงตาสีน้ำเงินเข้มลึกล้ำ เมษาอ้าปากค้างช่วงเวลาที่เดินอยู่เหมือนถูกดึงให้หยุดชะงัก เมื่อบุรุษผู้นั่นเอ่ยวาจาออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มลึกน่าฟัง เสียงนั้นเหมือนลอยมาจากที่ไกลแสนไกล เป็นภาษาที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่หน้าแปลกที่เธอฟังออกทุกคำ


‘มานี่สิไอซ์ มาหาข้า ข้ารอเจ้ามาหลายพันปีแล้ว’


เมษายืนนิ่งแม้อยากขยับหนีก็ทำไม่ได้ เสียงทุ้มลึกนั้นเหมือนมีพลังประหลาดแฝงอยู่ มันโอบล้อมเธอไว้และค่อยๆ แทรกซึมเข้ามาในจิตใต้สำนึก ปลุกความเศร้าสร้อยในใจของเธอให้ตื่นขึ้นมา ร่างบางสะอื้นเบาๆ น้ำตาไหลพรากออกอาบไปหน้า ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปหาช้าๆ


“หม่อมฉันคิดถึงพระองค์เหลือเกินฝ่าบาท”


“นี่คือห้องเก็บพระศพของฟาโรห์เมนโนฟิส ตอนนี้เราย้ายสมบัติที่เก็บไว้ในนี้ออกไปเก็บที่พิพิธภัณฑ์เพื่อความปลอดภัย”


กาซิมอธิบายเรื่องราวของห้องเก็บพระศพไปเรื่อยๆ ก่อนจะหันมาขมวดคิ้วใส่เพื่อนสาวเมื่อเห็นเจ้าหล่อนไม่ได้ฟังสิ่งที่เขาพูดเลย หญิงสาวยืนนิ่งอยู่หน้ารูปสลักของเจ้าของพีระมิดนิ่งราวกับถูกสะกด ชายหนุ่มรีบเดินเข้าไปหาพร้อมกับร้องเรียก


“ไอซ์...”


เงียบไม่มีเสียงใดตอบกลับมา หญิงสาวยังคงยืนนิ่งอยู่ในท่าเดิม


“ไอซ์!!”


ชายหนุ่มตะโกนสุดเสียงพร้อมกับเอื้อมมือไปเขย่าไหล่บางของผู้เป็นเพื่อน


“หา!! มีอะไรเหรอ”


เมษาสะดุ้งโหยง เมื่อเพื่อนชายเอ่ยเรียก หญิงสาวกวาดตามองไปรอบๆ ด้วยสีหน้าเหลอหลา เมื่อครู่นี้เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่านะ เธอจำว่าได้ยินเสียงสวดภาวนาแล้วอยู่ๆ ก็เหมือนหน้ามืดไป มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่กาซิมร้องเรียก


“เธอเป็นอะไรหรือเปล่ายืนนิ่งเชียว ฉันเรียกตั้งนานก็ไม่ได้ยิน แล้วยังพึมพำภาษาแปลกๆ ออกมาด้วย แล้วนี่เธอร้องไห้ทำไม”


“ฉันร้องไห้ ฉันร้องไห้เหรอ” หญิงสาวเอ่ยพลางยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่สองแก้มออกด้วยความสับสน


“เป็นอะไรหรือเปล่าไอซ์” ชายหนุ่มเอ่ยถามพลางยกมือขึ้นแตะข้างแก้มของอีกฝ่ายด้วยความเป็นห่วง


“เปล่า ฉันสบายดี” หญิงสาวยิ้มอ่อนๆ พร้อมกับส่ายหน้าไปมา ไม่รู้ว่าจะอธิบายสิ่งที่เกิดเมื่อครู่ให้เพื่อนหนุ่มฟังได้ยังไง


“แน่ใจนะ หน้าเธอซีดมากเลย หายใจสะดวกหรือเปล่า อากาศในนี้ค่อนข้างอับ ถ้าไม่ชินอาจจะเป็นลมก็ได้ วันนี้เรากลับโรงแรมกันก่อนดีไหม แล้วพรุ่งนี้ค่อยมาใหม่”


“ไม่ ฉันสบายดี ฉันอยากอ่านจารึกในห้องนี้ นี่คือรูปสลักของฟาโรห์เมนโนฟิสใช่ไหม ทรงรูปงามนามเพราะจริงๆ เลยนะ” หญิงสาวปฏิเสธแล้วรีบเปลี่ยนเรื่องทันที เธอชี้มือไปยังรูปสลักจากหินทรายขนาดเท่าคนจริงเบื้องหน้า


รูปสลักนี้แตกต่างจากรูปสลักทั่วไปของอียิปต์ ศิลปินที่สร้างมันสามารถถอดลักษณะงดงามของเจ้าของรูปสลักเอาไว้ได้ไม่ผิดเพี้ยน วงพักตร์คมคาย ดวงเนตรเรียวคมกริบ พระนาสิกโด่ง พระโอษฐ์แย้มสรวลน้อยๆ


“ใช่ ทรงรูปงามจริงๆ เพราะมีพระมารดาเป็นเจ้าหญิงจากฮิตไทท์ พระองค์จึงไม่ได้ผิวคล้ำแบบชาวอียิปต์ทั่วไป ทรงมีพระวรกายสูงโป
มัลลิกา
 
Posts: 11
Joined: Mon Jun 11, 2007 5:52 am

Return to ลิขิตรักลำน้ำไนล์

Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 0 guests

cron