Welcome
Welcome to <strong>mookfah</strong>.

You are currently viewing our boards as a guest, which gives you limited access to view most discussions and access our other features. By joining our free community, you will have access to post topics, communicate privately with other members (PM), respond to polls, upload content, and access many other special features. Registration is fast, simple, and absolutely free, so please, <a href="/profile.php?mode=register">join our community today</a>!

รอยรักบนผืนทราย บทที่ 1

ทะเลทราย..ชาติภพ...เชื้อชาติ

ซาเลห์ ซาเลห์ ข้ารักเจ้า

รอยรักบนผืนทราย บทที่ 1

Postby ท้องฟ้า on Fri Jun 08, 2007 2:18 pm

รอยรักบนผืนทราย
บทที่1 ตำนานความรัก

หญิงสาวที่มีเรือนร่างสูงโปร่งอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวยืนอยู่ในอาคารที่พักผู้โดยสารอันแสนกว้างขวาง

โอ่อ่าตามที่อำนาจเงินจะบันดาลให้ มองเผินๆคล้ายสตรีสาวชาวเอเชียหากแต่สิ่งที่สะกดสายตาทุกผู้ในหยุดนิ่งบน

ใบหน้านี้คือ นัยน์ตาสีฟ้าใสดุจจันทร์กระจ่างฟ้าดูผิดแผกแตกต่างจากชาวเอเชียทั่วไป ตาคู่งามแฝงแววซุกซน

ผมดำซอยสั้นบอกถึงบุคลิกที่ปราดเปรียว วงหน้าเรียวรี จมูกโด่งเป็นสันสวยงามรับกับเรียวปากชมพูอิ่มเอิบ

ผิวขาวละเอียดสะอาดหมดจด รวมทั้งหมดนี้เข้าด้วยกันก็ทำให้ใครต่อใครที่เดินผ่านไปผ่านมายังต้องเหลียว

กลับมามอง จนมีบางคนคิดว่านางแบบจากต่างประเทศมาเที่ยวที่นี่

อินทิกามองอย่างเก็บรายละเอียดตามประสานิสัยที่เรียกได้ว่า..จับผิดกับสนามบินแห่งใหม่ของชาร์มาที่

ขึ้นชื่อว่าใหญ่ที่สุดในภูมิภาคตะวันออกกลางออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดังชาวยุโรป เน้นวัสดุประเภทเหล็กและ

กระจกแสดงถึงความเป็นสหัสวรรษใหม่พร้อมกับรูปทรงของอาคารที่ดูโปร่งและทันสมัย

แม้จะทำเป็นไม่สนใจที่ใครต่อใครพากันมองนัยน์ตาสีฟ้าใสของเธอแล้ว แต่อินทิกาก็อดทนได้ไม่นาน

หญิงสาวหยิบแว่นกันแดดสีชาขึ้นมาใส่ปกปิดความสดใสของดวงตาคู่นี้

“ขอโทษนะคะ คุณใช่มิสอินทิกา ดารารักษ์หรือเปล่าคะ?”

เสียงหวานๆดังขึ้นพร้อมกับนิ้วเรียวที่สะกิดเธอให้หันกลับไปด้านหลัง

“คุณคือ?”

“ดิฉัน อิสบาล่า อับเดล ฟาตีล ค่ะ เป็นเลขานุการส่วนพระองค์ของชีคคาบิชาเราะห์ อัลชาร์มา อัลโซกียาห์ค่ะ

ชีคคาให้มาต้อนรับคุณค่ะ” สาวสวยผู้มาใหม่ยื่นมือมาทักทายแบบตะวันตกกับอินทิกาซึ่งเธอก็ยิ้มและส่งมือมา

เขย่ามือบางของเลขานุการสาวเช่นเดียวกัน อินทิกาอดทึ่งไม่ได้

หะแรกหล่อนคิดว่าทางวังจะส่งผู้ชายมาต้อนรับเธอเสียอีก ไม่คิดเลยว่าจะได้พบกับการต้อนรับของสาว

สวยในมาดสาวออฟฟิศ คล่องแคล่ว ว่องไ ว ดูเผินๆเรียบร้อยแต่ซ่อนความร้อนแรงไว้ในดวงตาสีเข้ม กลิ่นหอม

อ่อนๆจากเรือนกายของอิสบาล่ายิ่งทำให้เจ้าหล่อนดูทรงเสน่ห์มากขึ้นในความรู้สึกของอินทิกา

อิสบาล่าอยู่ในชุดเสื้อคอปิดแขนยาวกระโปรงยาวหากผ่าสูงขึ้นถึงหัวเข่า เธอสวมผ้าคลุมผมสีเทาอ่อนดูเรียบหรู

อินทิกาสังเกตเห็นว่าทั้งเนื้อทั้งตัวของอิสบาล่ามีแต่แบรนด์เนมชื่อดังราคาแพงซึ่งเมื่อหันมามองตัวเองแล้วก็พบ

เพียงเสื้อเชิ้ตกลางเก่ากลางใหม่แขนยาวสีเทาเข้มกับกางเกงสแลคสีดำซึ่งก็ใช้มานานเต็มทีแล้ว

หญิงสาวอดจะบ่นออกมาเป็นภาษาไทยไม่ได้ “ช่างซอมซ่ออะไรเช่นนี้หนอเรา”

คำพูดของอินทิกาไม่ต่างอะไรจากความคิดในใจของอิสบาล่าเช่นกัน

“อะไรนะคะ” อิสบาล่าถาม

“เปล่าค่ะ ไม่มีอะไรค่ะ”

หากแต่อิสบาล่ากลับยิ้มแย้มปกปิดความในใจและหยิบผ้าคลุมผมออกจากกระเป๋าสะพาย

“นี่ค่ะ คุณจำเป็นต้องใช้สิ่งนี้”

“เอ่อ ทำไมต้องใช้ล่ะคะ?” อินทิกาเอ่ยขึ้นมาพร้อมกับความสงสัย

“แดดที่ชาร์มานี่ ร้อนมากค่ะ เราจำเป็นจะต้องสวมผ้าคลุมตอนที่ออกนอกบ้านเพื่อป้องกันแสงแดดค่ะ”

อินทิการับผ้าคลุมสีฟ้าอ่อนซึ่งดูจะราคาแพงกว่าเสื้อเชิ้ตตัวโปรดของเธอเองมาแต่โดยดีหากไม่เคยใช้เจ้าสิ่งนี้จน

สุดท้ายเลขานุการสาวต้องสาธิตวิธีการใส่ผ้าคลุมผมให้อินทิกาดูและช่วยสวมใส่ให้อีกด้วย

ทันทีที่ออกมาภายนอกตัวอาคาร อินทิกาชักเห็นด้วยกับคำพูดของอิสบาล่าที่บอกว่า แดดแรง เพราะ

แสงแดดจัดจ้าสาดเข้าปะทะกับนัยน์ตาเธอทันทีเมื่อเท้าสัมผัสกับพื้นถนนหน้าอาคารผู้โดยสาร

สายลมยามเที่ยงหอบเอาความร้อนมาปะทะตัวเธอจนหญิงสาวชักกลัวว่าตนเองอาจเป็นหวัดได้ง่ายๆเพราะอากาศ

ช่างแตกต่างกันเหลือเกิน เมื่อครู่แอร์ในสนามบินเย็นเฉียบจนเธอเผลอเอามือกอดอก

แต่พอออกมาข้างนอกปุ๊ปกลับร้อนจัด อินทิการีบก้าวตามอิสบาล่าขึ้นรถลิมูซีนที่จอดรออยู่ด้านหน้าโดยเร็ว

ถนนทอดยาวเข้าสู่ตัวเมืองซึ่งก็อยู่ไม่ห่างนัก หญิงสาวมองสภาพบ้านเมืองที่เรียกได้ว่าทันสมัยอย่างสนใจ

อาคารสูงในรูปทรงที่ดูแปลกตากลับสวยติดตาเธอ อินทิกาทราบมาว่า ที่นี่เป็นแหล่งส่งออกน้ำมันดิบ

อันดับต้นๆของโลกและยังมีสินแร่รัตนชาติอยู่อีกมากมาย ซึ่งรายได้จากน้ำมันดับจำพวกนี้ได้สร้างความมั่งคั่ง

ให้กับประเทศชาร์มาและสร้างความมั่นคงให้กับชีคด้วยเพราะที่นี่มีกองทัพที่ทันสมัย...แต่ก็นั่นแหละ ไม่มี

ประเทศไหนในโลกหรอกที่เฟอร์เฟกต์ ไปเสียหมด ชาร์มาเองแม้ว่าจะร่ำรวยมากมายเพียงใดแต่ก็เกิดสงคราม

แบ่งแยกดินแดนทางตอนเหนือขึ้นโดยมีผู้ก่อการร้าย อัสนาบี้ บัยตุลมักติส เป็นหัวหอกในการทำสงครามกองโจร

ท่ามกลางทะเลทรายที่เวิ้งว้างและหุบเขาที่สลับซับซ้อนมากมายทางตอนเหนือ...มาจนถึงตอนนี้สงครามยังดำเนิน

ต่อไปซึ่งยังไร้วี่แววที่รัฐบาลชาร์มาจะจับกุมตัวผู้ก่อการร้ายหมายเลขหนึ่งคนนี้ได้

บรรยากาศในเมืองตอนนี้ห่างไกลกับคำว่าศึกสงครามมากนัก อาจจะเพราะเรื่องที่เกิดอยู่ทางเหนือห่างออกไปอีก

ไกล เศรษฐกิจที่เมืองหลวง “ตาร์จาฮี” จึงไม่ถูกรบกวนจากข่าวที่หนังสือพิมพ์ต่างประเทศลงอย่างครึกโครม


พระราชวังสีขาวที่ตั้งเด่นเป็นสง่าริมทะเลก็ปรากฏแก่สายตาเธอเมื่อพ้นจากสนามบินมาได้เพียงเกือบ

หนึ่งชั่วโมงเท่านั้น หญิงสาวรู้สึกเหมือนว่าตนหลุดเข้ามาอยู่ในโลกของอาหรับราตรีอย่างไรอย่างนั้น อาจจะต่าง

นิดหน่อยตรงที่นิทานเรื่องนี้มีรถยุโรปราคาแพงคันละหลายสิบล้านยูโรจอดอยู่เต็มโรงจอดรถและมีทหารถือปืน

คอยรักษาความปลอดภัยให้เชื้อพระวงศ์อยู่เต็ม ปืนไม่ใช่มีดหรือดาบที่โค้งเป็นเสี้ยวพระจันทร์อย่างที่เธอเคยเห็น

ในภาพยนตร์เกี่ยวกับอาหรับ

รถลิมูซีนแล่นเข้ามาจอด ณ โรงจอดรถ หญิงสาวได้ออกมายืนสูดอากาศภายนอกรออิสบาล่าจัดการ

เรื่องการเข้าวังของเธอเสร็จ ยอดโดมเปล่งประกายสีทองประสานสีกับแดดจัดจ้ายามบ่ายจนอินทิกาต้องหลบมอง

ไปที่อื่นเพราะแสงสะท้อนที่เข้าตา พระราชวังทำด้วยหินอ่อนสีขาวถูกแบ่งออกเป็นวังหน้าและวังหลัง วังหน้าใช้

เป็นส่วนรับรองแขกบ้านแขกเมืองส่วนวังหลังใช้เป็นที่ประทับของชีค,ชีคคาและเหล่าเชื้อพระวงศ์รวมทั้งเหล่า

สนมนางในฮาเร็มด้วย ยังไม่ทันจะได้สังเกตดี รถไฟฟ้าก็แล่นมาจอดเทียบเคียง อิสบาล่าพาอินทิกาขึ้นนั่ง

รถไฟฟ้าไปยังพระราชวังที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้า หญิงสาวแปลกใจเมื่อรถไม่แล่นเข้าไปที่วังหน้า

“ไม่ไปที่วังหน้าหรือคะ?” อินทิกาหันไปถามอิสบาล่า

“วันนี้ ชีคคาจะมีงานเลี้ยงต้อนรับคุณที่วังหลังน่ะค่ะ ส่วนที่พักอาศัยนั้น ชีคคาอนุญาตให้คุณพักในวังหลังได้

เพื่อที่เวลาคุยงานจะได้สะดวกเพราะคุณจะไปคุยงานกับชีคคาที่ห้องทำงานส่วนพระองค์ในวังหลังค่ะ เลยไม่ต้อง

แวะที่วังหน้า”

“อ๋อ” อินทิกาพยักหน้าเออออไปกับอิสบาล่า

ระยะทางกว่าที่จะไปถึงวังหลังช่างยาวนาน สาวไทยจึงพยายามชวนสาวชาร์มาคุย เพื่อไม่ให้อึดอัดนัก

พูดไปพูดมา หญิงสาวก็ชักเข้าคุยในประเด็นเกี่ยวกับงานตกแต่งที่ตัวเองได้รับมา

อินทิกาหยอกเย้าไปเล่นๆ

“ไม่รู้ว่า ชีคคาทรงเปลี่ยนตัวสถาปนิกไปเท่าไหร่นะคะเนี่ยจนมาถึงฉันได้” เธอเพียงแค่จะพูดเพื่อให้เกิดเสียง

หัวเราะในรถคันนี้บ้าง ไม่ได้มีเจตนาถามจริงแต่คำตอบที่ได้รับกลับทำให้อินทิกายิ้มค้างเสียนี่

“ชีคคาทรงเปลี่ยนสถาปนิกรวมถึงอินทีเรียดีไซเนอร์ไปแล้วกว่า 20 คนค่ะ”

อินทิกาอยากจะให้เรื่องได้ยินเป็นเรื่องโกหก

20 บริษัท!!!!พระเจ้าจอร์จ..มันเกิดอะไรขึ้น

หล่อนนินทานายจ้างเงินหนารายใหม่ในใจ...ลูกค้าเธอคนนี้ช่างเป็นคนที่เอาใจยากเสียจริง

หญิงสาวรู้ดีว่า การทำงานในอาชีพสถาปนิกนั้นเป็นงานบริการไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะเลี่ยงลูกค้าและในบางครั้ง

คนที่มีอาชีพนี้ก็จำใจต้องรับลูกค้านิสัยแย่ๆเอาไว้...เพราะสโลแกนเก่าๆแต่ประจำใจของบริษัท

ลูกค้าคือพระเจ้า

ใช่..เพราะเงินคือหนึ่งในปัจจัยที่ห้าในการครองชีพยุคปัจจุบัน ไม่มีเงินแล้วเอาอะไรกิน ฉะนั้นความอดทนอัน

น้อยนิดของเธอจำต้องงัดเอามาใช้กับลูกค้าที่แสนจะเอาแต่ใจหรือในบางครั้งสมควรเรียกว่า...งี่เง่า

อินทิกาเคยรู้สึกโชคดีที่ น้อยครั้งที่เธอจะเจอกับลูกค้าประเภทที่ว่า หากแต่คราวนี้นี่สิ

พอเจอทั้งทีก็เจอแบบสุดยอดเอาแต่ใจองค์หญิงจากตะวันออกกลาง...ประเทศชาร์มาส่งเข้าประกวด

หวังว่าจะไม่เจออะไรที่ทำให้ขันติของเธอหมดลงล่ะนะ

ไม่อยากนึกถึงสภาพอนาคตของตนเองให้ใจเสียเลย....

แล้วความเงียบก็เข้าคลอบคลุมบรรยากาศภายในรถต่อไป


อิสบาล่าพาหล่อนเดินมาตามระเบียงหินอ่อนสีขาวผ่านประตูโค้งบานแล้วบานเล่าจนกระทั่งพบกับ

ภาพๆหนึ่งซึ่งดูจะเป็นจุดรวมสายตาของทุกคนที่เดินผ่านมา อินทิกาเดินช้าลงและกลายเป็นหยุดเดิน

สิ่งที่เตะตาเธอที่สุดเป็นภาพขนาดใหญ่สามคูณสามเมตรที่อยู่บนกำแพงสีขาว

วิหารสีทองกับท้องฟ้ายามอาทิตย์อัสดงที่ดวงอาทิตย์สาดแสงสีส้มอมทองลงมาที่ตัววิหารสลักนั้น จนดูเหมือน

วิหารเปล่งประกายออกมา มันช่างให้ความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ราวกับโลกหมุนย้อนเวลากลับไปยังอดีตกาลอีกครั้ง

“รูปนี้...”รูปของสุสานที่หล่อนดูจากหนังสือท่องเที่ยว หากแต่มุมกล้องกว้างและต่างออกไป

เลนส์กล้องครอบคลุมไปทั่วบริเวณแสดงพลังของสิ่งก่อสร้างสมัยโบราณ

ภาพนี้สร้างมนต์ขลังและดูอลังการละลานตาทำให้สุสานนั้นดูสูงค่ามากกว่ารูปที่เห็นจากในหนังสือ

“อ๋อ รูปโบราณสถานที่มีชื่อของประเทศเราน่ะค่ะ ชีคทรงโปรดที่นี่มาก และทรงโปรดที่จะทอดพระเนตรรูปนี้

บ่อยๆจึงมีรับสั่งให้นำรูปมาวางไว้ตรงนี้ค่ะซึ่งรูปนี้ก็เป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์น่ะค่ะ”

“Tomb of madain salah…สุสานของใครหรือคะ” อินทิกาก้มลงอ่านป้ายเล็กๆสีทองที่อยู่ด้านล่างภาพ

“ทอมบ์ ออฟ มาดาอิน ซาลาห์ เป็นสุสานขององค์หญิงซาลาห์ในรัชสมัยขององค์สุลต่านราอิส ราชวงศ์อัล ดาบิล

ลา ค่ะ เมื่อหลายพันปีก่อนเคยเป็นวิหารบูชาเทพีมาดาอิน ซาลาห์ น่ะค่ะ แต่เกิดโศกนาฎกรรมขึ้นมาเสียก่อน

ที่นี่เลยเปลี่ยนมาเป็นสุสานน่ะค่ะ”

คำอธิบายยืดยาวของอิสบาล่าทำให้อินทิการู้สึกงงๆกับชื่อของคนในอดีตที่แสนจะยาวเหยียด

เพราะงงก็เลยทำให้ไม่ใส่ใจชื่อเรียกนักเท่าไหร่ แต่คำว่า โศกนาฎกรรมก็เรียกให้เธอเอ่ยถามอิสบาล่าต่อ

“โศกนาฎกรรมอะไรเหรอคะ”

“โศกนาฎกรรมความรักต้องห้ามระหว่างพี่น้อง องค์สุลต่านราอิสทรงรักกับองค์หญิงซาลาห์ น่ะคะ

แต่ในสมัยนั้นการที่พี่น้องรักกันเป็นบาปมหันต์ องค์หญิงซาลาห์เลยฆ่าตัวตายเพื่อไถ่ถอนบาปให้พี่ชาย

หลังจากนั้นมา องค์ราอิชทรงตรากฎให้พี่น้องสามารถแต่งงานกันได้ ปัจจุบันนี้ก็ยังมีพี่น้องที่แต่งงานด้วยกัน

อยู่น่ะค่ะ”

“น่าสงสารองค์หญิงนะคะ”

“นั่นสิคะ ตามตำนานกล่าวว่าอีกเพียงแค่วันเดียวองค์หญิงก็จะได้รับการสถาปนาให้ขึ้นเป็นสุลตาน่าอยู่แล้ว”

อินทิกาขมวดคิ้วนิดหน่อยแต่ไม่ได้ว่าอะไรต่อ



อิสบาล่าพาอินทิกามาที่ห้องพักในส่วนวังหลังซึ่งใช้รับรองแขกผู้หญิงที่มาต่างบ้านต่างเมือง เป็นอาคาร

ที่อยู่ติดกับฮาเร็มหรือสถานที่สาวๆของชีคพักอาศัยอยู่

อินทิกามองไปยังฮาเร็มด้วยความหลงใหลในสถาปัตยกรรมที่เก่าแก่และสวยงาม หล่อนมักเป็นเช่นนี้

เสมอกับการเก็บเกี่ยวความรู้สึกอันดื่มด่ำจากสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่และล้ำค่าทางประวัติศาสตร์ทางสายตา

“นี่ถ้ามีเวลาว่าง เธออยากจะเอากระดาษกับดินสอมานั่งร่างภาพฮาเร็มนี้เหลือเกิน” แม้จะรู้สึกชื่นชมกับความงาม

แต่เสียงของหญิงสาวอีกคนก็ดังขึ้นขัดอารมณ์สุนทรีย์ก่อนที่มันจะเตลิดไปมากกว่านี้

“มิสอินทิกาคะ เย็นนี้จะมีงานเลี้ยงต้อนรับคุณแบบกันเองจัดภายในห้องรับรอง 6โมงเย็นดิฉันจะมารับนะคะ”


.......................................................................................................................................................

ทันทีที่เข้ามาในห้องพักหญิงสาวก็ต่อสายถึงโซเฟียเพื่อนสาวคนสนิทที่อยู่ลอนดอนทันที

“เป็นไง”

“นี่แกรู้อยู่แล้วใช่มั้ย เรื่องที่นายจ้างคนใหม่ของชั้นเปลี่ยนดีไซเนอร์ไป 20 กว่าคนแล้วอ่ะ

ทำไมแกไม่เตือนฉันวะ”

“เฮ้ย ใจเย็นๆ”

“ก็ตอนนั้นฉันไม่อยู่นี่หว่า แกเองก็เถอะ ตัดสินใจปุปปัป อยู่ๆก็ไปไม่ปรึกษาฉันสักคำ”

“เออ..จริงของแก ต้องโทษตัวเองว่าสะเพร่าสิเนี่ย ไม่เช็คให้ดีเสียก่อน...มิน่าล่ะ ถึงไม่มีใครอยากมา”

“จริงๆแกก็อยู่อังกฤษมานาน ทำไมไม่รู้จักองค์หญิงคนนี้วะ”

“ขึ้นหน้าสังคมแทบทุกวัน..แต่ก็นะ แกไม่อ่านGossipดารากับวงไฮไซไฮซ้อนี่นา”

“ระวังตัวไว้เถอะแก ยัยเจ้าหญิงนี่โมโหร้ายสุดๆน่ะ เคยเอาที่ทับกระดาษทองคำประดับเพชรปาหัวคนแตกมาแล้ว

นะเว้ยเหตุผลแค่ว่าพูดไม่เข้าหูน่ะ”

“...อ่ะ...” ซวยอะไรอย่างนี้วะ...แล้วฉันจะอยู่รอดไหมเนี่ย


ยังไม่ทันจะกล่าวอะไรมากไปกว่านี้

อินทิกาจำต้องวางสายเมื่อหญิงสาววัยรุ่นชาวชาร์มา2-3 คนก็เข้ามาที่พักเธอหลังจากที่ส่งเสียงเคาะ

ประตูแล้ว แต่อินทิกาไม่ได้ไปเปิดรับ อินทิกามองการเข้ามาของหญิงรับใช้ 2-3 คนนั้นอย่างงุนงง

สองคนเดินเข้ามาวางกล่องสามสี่ใบบนเตียงสี่เสาหนานุ่ม อีกคนผลุบหายเข้าไปในห้องน้ำสุดหรูนั่น

สักพักก็ตะโกนออกมาเป็นภาษาอังกฤษว่า

“มิสคะ น้ำเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วค่ะ จะให้ถูหลังให้ไหมคะ”

อินทิกาส่ายหน้าหวือๆแล้วรีบวิ่งไปที่ห้องน้ำกล่าวปฏิเสธโดยเร็ว

“ไม่ล่ะ ขอบใจ”

“จะดีเหรอคะ มิส วันนี้มีงานเลี้ยงนะคะ” หญิงรับใช้คนนี้ทำหน้าลำบากใจ

“งานเลี้ยงงั้นหรือ?? เรามีแต่ชุดสูทจะใส่ในงานนี้ได้มั้ยวะ”

ดูเหมือนสาวรับใช้จะเดาใจเธอออก หล่อนเดินออกจาก

ห้องน้ำพาอินทิกากลับมาที่เตียงคิงไซส์

“ชุดที่จะใส่ไปงานเลี้ยงตอนเย็นอยู
ท้องฟ้า
 
Posts: 21
Joined: Wed Jun 06, 2007 7:46 am

Return to รอยรักบนผืนทราย

Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 0 guests

cron