รอยรักบนผืนทราย
บทที่1 ตำนานความรัก
หญิงสาวที่มีเรือนร่างสูงโปร่งอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวยืนอยู่ในอาคารที่พักผู้โดยสารอันแสนกว้างขวาง
โอ่อ่าตามที่อำนาจเงินจะบันดาลให้ มองเผินๆคล้ายสตรีสาวชาวเอเชียหากแต่สิ่งที่สะกดสายตาทุกผู้ในหยุดนิ่งบน
ใบหน้านี้คือ นัยน์ตาสีฟ้าใสดุจจันทร์กระจ่างฟ้าดูผิดแผกแตกต่างจากชาวเอเชียทั่วไป ตาคู่งามแฝงแววซุกซน
ผมดำซอยสั้นบอกถึงบุคลิกที่ปราดเปรียว วงหน้าเรียวรี จมูกโด่งเป็นสันสวยงามรับกับเรียวปากชมพูอิ่มเอิบ
ผิวขาวละเอียดสะอาดหมดจด รวมทั้งหมดนี้เข้าด้วยกันก็ทำให้ใครต่อใครที่เดินผ่านไปผ่านมายังต้องเหลียว
กลับมามอง จนมีบางคนคิดว่านางแบบจากต่างประเทศมาเที่ยวที่นี่
อินทิกามองอย่างเก็บรายละเอียดตามประสานิสัยที่เรียกได้ว่า..จับผิดกับสนามบินแห่งใหม่ของชาร์มาที่
ขึ้นชื่อว่าใหญ่ที่สุดในภูมิภาคตะวันออกกลางออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดังชาวยุโรป เน้นวัสดุประเภทเหล็กและ
กระจกแสดงถึงความเป็นสหัสวรรษใหม่พร้อมกับรูปทรงของอาคารที่ดูโปร่งและทันสมัย
แม้จะทำเป็นไม่สนใจที่ใครต่อใครพากันมองนัยน์ตาสีฟ้าใสของเธอแล้ว แต่อินทิกาก็อดทนได้ไม่นาน
หญิงสาวหยิบแว่นกันแดดสีชาขึ้นมาใส่ปกปิดความสดใสของดวงตาคู่นี้
“ขอโทษนะคะ คุณใช่มิสอินทิกา ดารารักษ์หรือเปล่าคะ?”
เสียงหวานๆดังขึ้นพร้อมกับนิ้วเรียวที่สะกิดเธอให้หันกลับไปด้านหลัง
“คุณคือ?”
“ดิฉัน อิสบาล่า อับเดล ฟาตีล ค่ะ เป็นเลขานุการส่วนพระองค์ของชีคคาบิชาเราะห์ อัลชาร์มา อัลโซกียาห์ค่ะ
ชีคคาให้มาต้อนรับคุณค่ะ” สาวสวยผู้มาใหม่ยื่นมือมาทักทายแบบตะวันตกกับอินทิกาซึ่งเธอก็ยิ้มและส่งมือมา
เขย่ามือบางของเลขานุการสาวเช่นเดียวกัน อินทิกาอดทึ่งไม่ได้
หะแรกหล่อนคิดว่าทางวังจะส่งผู้ชายมาต้อนรับเธอเสียอีก ไม่คิดเลยว่าจะได้พบกับการต้อนรับของสาว
สวยในมาดสาวออฟฟิศ คล่องแคล่ว ว่องไ ว ดูเผินๆเรียบร้อยแต่ซ่อนความร้อนแรงไว้ในดวงตาสีเข้ม กลิ่นหอม
อ่อนๆจากเรือนกายของอิสบาล่ายิ่งทำให้เจ้าหล่อนดูทรงเสน่ห์มากขึ้นในความรู้สึกของอินทิกา
อิสบาล่าอยู่ในชุดเสื้อคอปิดแขนยาวกระโปรงยาวหากผ่าสูงขึ้นถึงหัวเข่า เธอสวมผ้าคลุมผมสีเทาอ่อนดูเรียบหรู
อินทิกาสังเกตเห็นว่าทั้งเนื้อทั้งตัวของอิสบาล่ามีแต่แบรนด์เนมชื่อดังราคาแพงซึ่งเมื่อหันมามองตัวเองแล้วก็พบ
เพียงเสื้อเชิ้ตกลางเก่ากลางใหม่แขนยาวสีเทาเข้มกับกางเกงสแลคสีดำซึ่งก็ใช้มานานเต็มทีแล้ว
หญิงสาวอดจะบ่นออกมาเป็นภาษาไทยไม่ได้ “ช่างซอมซ่ออะไรเช่นนี้หนอเรา”
คำพูดของอินทิกาไม่ต่างอะไรจากความคิดในใจของอิสบาล่าเช่นกัน
“อะไรนะคะ” อิสบาล่าถาม
“เปล่าค่ะ ไม่มีอะไรค่ะ”
หากแต่อิสบาล่ากลับยิ้มแย้มปกปิดความในใจและหยิบผ้าคลุมผมออกจากกระเป๋าสะพาย
“นี่ค่ะ คุณจำเป็นต้องใช้สิ่งนี้”
“เอ่อ ทำไมต้องใช้ล่ะคะ?” อินทิกาเอ่ยขึ้นมาพร้อมกับความสงสัย
“แดดที่ชาร์มานี่ ร้อนมากค่ะ เราจำเป็นจะต้องสวมผ้าคลุมตอนที่ออกนอกบ้านเพื่อป้องกันแสงแดดค่ะ”
อินทิการับผ้าคลุมสีฟ้าอ่อนซึ่งดูจะราคาแพงกว่าเสื้อเชิ้ตตัวโปรดของเธอเองมาแต่โดยดีหากไม่เคยใช้เจ้าสิ่งนี้จน
สุดท้ายเลขานุการสาวต้องสาธิตวิธีการใส่ผ้าคลุมผมให้อินทิกาดูและช่วยสวมใส่ให้อีกด้วย
ทันทีที่ออกมาภายนอกตัวอาคาร อินทิกาชักเห็นด้วยกับคำพูดของอิสบาล่าที่บอกว่า แดดแรง เพราะ
แสงแดดจัดจ้าสาดเข้าปะทะกับนัยน์ตาเธอทันทีเมื่อเท้าสัมผัสกับพื้นถนนหน้าอาคารผู้โดยสาร
สายลมยามเที่ยงหอบเอาความร้อนมาปะทะตัวเธอจนหญิงสาวชักกลัวว่าตนเองอาจเป็นหวัดได้ง่ายๆเพราะอากาศ
ช่างแตกต่างกันเหลือเกิน เมื่อครู่แอร์ในสนามบินเย็นเฉียบจนเธอเผลอเอามือกอดอก
แต่พอออกมาข้างนอกปุ๊ปกลับร้อนจัด อินทิการีบก้าวตามอิสบาล่าขึ้นรถลิมูซีนที่จอดรออยู่ด้านหน้าโดยเร็ว
ถนนทอดยาวเข้าสู่ตัวเมืองซึ่งก็อยู่ไม่ห่างนัก หญิงสาวมองสภาพบ้านเมืองที่เรียกได้ว่าทันสมัยอย่างสนใจ
อาคารสูงในรูปทรงที่ดูแปลกตากลับสวยติดตาเธอ อินทิกาทราบมาว่า ที่นี่เป็นแหล่งส่งออกน้ำมันดิบ
อันดับต้นๆของโลกและยังมีสินแร่รัตนชาติอยู่อีกมากมาย ซึ่งรายได้จากน้ำมันดับจำพวกนี้ได้สร้างความมั่งคั่ง
ให้กับประเทศชาร์มาและสร้างความมั่นคงให้กับชีคด้วยเพราะที่นี่มีกองทัพที่ทันสมัย...แต่ก็นั่นแหละ ไม่มี
ประเทศไหนในโลกหรอกที่เฟอร์เฟกต์ ไปเสียหมด ชาร์มาเองแม้ว่าจะร่ำรวยมากมายเพียงใดแต่ก็เกิดสงคราม
แบ่งแยกดินแดนทางตอนเหนือขึ้นโดยมีผู้ก่อการร้าย อัสนาบี้ บัยตุลมักติส เป็นหัวหอกในการทำสงครามกองโจร
ท่ามกลางทะเลทรายที่เวิ้งว้างและหุบเขาที่สลับซับซ้อนมากมายทางตอนเหนือ...มาจนถึงตอนนี้สงครามยังดำเนิน
ต่อไปซึ่งยังไร้วี่แววที่รัฐบาลชาร์มาจะจับกุมตัวผู้ก่อการร้ายหมายเลขหนึ่งคนนี้ได้
บรรยากาศในเมืองตอนนี้ห่างไกลกับคำว่าศึกสงครามมากนัก อาจจะเพราะเรื่องที่เกิดอยู่ทางเหนือห่างออกไปอีก
ไกล เศรษฐกิจที่เมืองหลวง “ตาร์จาฮี” จึงไม่ถูกรบกวนจากข่าวที่หนังสือพิมพ์ต่างประเทศลงอย่างครึกโครม
พระราชวังสีขาวที่ตั้งเด่นเป็นสง่าริมทะเลก็ปรากฏแก่สายตาเธอเมื่อพ้นจากสนามบินมาได้เพียงเกือบ
หนึ่งชั่วโมงเท่านั้น หญิงสาวรู้สึกเหมือนว่าตนหลุดเข้ามาอยู่ในโลกของอาหรับราตรีอย่างไรอย่างนั้น อาจจะต่าง
นิดหน่อยตรงที่นิทานเรื่องนี้มีรถยุโรปราคาแพงคันละหลายสิบล้านยูโรจอดอยู่เต็มโรงจอดรถและมีทหารถือปืน
คอยรักษาความปลอดภัยให้เชื้อพระวงศ์อยู่เต็ม ปืนไม่ใช่มีดหรือดาบที่โค้งเป็นเสี้ยวพระจันทร์อย่างที่เธอเคยเห็น
ในภาพยนตร์เกี่ยวกับอาหรับ
รถลิมูซีนแล่นเข้ามาจอด ณ โรงจอดรถ หญิงสาวได้ออกมายืนสูดอากาศภายนอกรออิสบาล่าจัดการ
เรื่องการเข้าวังของเธอเสร็จ ยอดโดมเปล่งประกายสีทองประสานสีกับแดดจัดจ้ายามบ่ายจนอินทิกาต้องหลบมอง
ไปที่อื่นเพราะแสงสะท้อนที่เข้าตา พระราชวังทำด้วยหินอ่อนสีขาวถูกแบ่งออกเป็นวังหน้าและวังหลัง วังหน้าใช้
เป็นส่วนรับรองแขกบ้านแขกเมืองส่วนวังหลังใช้เป็นที่ประทับของชีค,ชีคคาและเหล่าเชื้อพระวงศ์รวมทั้งเหล่า
สนมนางในฮาเร็มด้วย ยังไม่ทันจะได้สังเกตดี รถไฟฟ้าก็แล่นมาจอดเทียบเคียง อิสบาล่าพาอินทิกาขึ้นนั่ง
รถไฟฟ้าไปยังพระราชวังที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้า หญิงสาวแปลกใจเมื่อรถไม่แล่นเข้าไปที่วังหน้า
“ไม่ไปที่วังหน้าหรือคะ?” อินทิกาหันไปถามอิสบาล่า
“วันนี้ ชีคคาจะมีงานเลี้ยงต้อนรับคุณที่วังหลังน่ะค่ะ ส่วนที่พักอาศัยนั้น ชีคคาอนุญาตให้คุณพักในวังหลังได้
เพื่อที่เวลาคุยงานจะได้สะดวกเพราะคุณจะไปคุยงานกับชีคคาที่ห้องทำงานส่วนพระองค์ในวังหลังค่ะ เลยไม่ต้อง
แวะที่วังหน้า”
“อ๋อ” อินทิกาพยักหน้าเออออไปกับอิสบาล่า
ระยะทางกว่าที่จะไปถึงวังหลังช่างยาวนาน สาวไทยจึงพยายามชวนสาวชาร์มาคุย เพื่อไม่ให้อึดอัดนัก
พูดไปพูดมา หญิงสาวก็ชักเข้าคุยในประเด็นเกี่ยวกับงานตกแต่งที่ตัวเองได้รับมา
อินทิกาหยอกเย้าไปเล่นๆ
“ไม่รู้ว่า ชีคคาทรงเปลี่ยนตัวสถาปนิกไปเท่าไหร่นะคะเนี่ยจนมาถึงฉันได้” เธอเพียงแค่จะพูดเพื่อให้เกิดเสียง
หัวเราะในรถคันนี้บ้าง ไม่ได้มีเจตนาถามจริงแต่คำตอบที่ได้รับกลับทำให้อินทิกายิ้มค้างเสียนี่
“ชีคคาทรงเปลี่ยนสถาปนิกรวมถึงอินทีเรียดีไซเนอร์ไปแล้วกว่า 20 คนค่ะ”
อินทิกาอยากจะให้เรื่องได้ยินเป็นเรื่องโกหก
20 บริษัท!!!!พระเจ้าจอร์จ..มันเกิดอะไรขึ้น
หล่อนนินทานายจ้างเงินหนารายใหม่ในใจ...ลูกค้าเธอคนนี้ช่างเป็นคนที่เอาใจยากเสียจริง
หญิงสาวรู้ดีว่า การทำงานในอาชีพสถาปนิกนั้นเป็นงานบริการไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะเลี่ยงลูกค้าและในบางครั้ง
คนที่มีอาชีพนี้ก็จำใจต้องรับลูกค้านิสัยแย่ๆเอาไว้...เพราะสโลแกนเก่าๆแต่ประจำใจของบริษัท
ลูกค้าคือพระเจ้า
ใช่..เพราะเงินคือหนึ่งในปัจจัยที่ห้าในการครองชีพยุคปัจจุบัน ไม่มีเงินแล้วเอาอะไรกิน ฉะนั้นความอดทนอัน
น้อยนิดของเธอจำต้องงัดเอามาใช้กับลูกค้าที่แสนจะเอาแต่ใจหรือในบางครั้งสมควรเรียกว่า...งี่เง่า
อินทิกาเคยรู้สึกโชคดีที่ น้อยครั้งที่เธอจะเจอกับลูกค้าประเภทที่ว่า หากแต่คราวนี้นี่สิ
พอเจอทั้งทีก็เจอแบบสุดยอดเอาแต่ใจองค์หญิงจากตะวันออกกลาง...ประเทศชาร์มาส่งเข้าประกวด
หวังว่าจะไม่เจออะไรที่ทำให้ขันติของเธอหมดลงล่ะนะ
ไม่อยากนึกถึงสภาพอนาคตของตนเองให้ใจเสียเลย....
แล้วความเงียบก็เข้าคลอบคลุมบรรยากาศภายในรถต่อไป
อิสบาล่าพาหล่อนเดินมาตามระเบียงหินอ่อนสีขาวผ่านประตูโค้งบานแล้วบานเล่าจนกระทั่งพบกับ
ภาพๆหนึ่งซึ่งดูจะเป็นจุดรวมสายตาของทุกคนที่เดินผ่านมา อินทิกาเดินช้าลงและกลายเป็นหยุดเดิน
สิ่งที่เตะตาเธอที่สุดเป็นภาพขนาดใหญ่สามคูณสามเมตรที่อยู่บนกำแพงสีขาว
วิหารสีทองกับท้องฟ้ายามอาทิตย์อัสดงที่ดวงอาทิตย์สาดแสงสีส้มอมทองลงมาที่ตัววิหารสลักนั้น จนดูเหมือน
วิหารเปล่งประกายออกมา มันช่างให้ความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ราวกับโลกหมุนย้อนเวลากลับไปยังอดีตกาลอีกครั้ง
“รูปนี้...”รูปของสุสานที่หล่อนดูจากหนังสือท่องเที่ยว หากแต่มุมกล้องกว้างและต่างออกไป
เลนส์กล้องครอบคลุมไปทั่วบริเวณแสดงพลังของสิ่งก่อสร้างสมัยโบราณ
ภาพนี้สร้างมนต์ขลังและดูอลังการละลานตาทำให้สุสานนั้นดูสูงค่ามากกว่ารูปที่เห็นจากในหนังสือ
“อ๋อ รูปโบราณสถานที่มีชื่อของประเทศเราน่ะค่ะ ชีคทรงโปรดที่นี่มาก และทรงโปรดที่จะทอดพระเนตรรูปนี้
บ่อยๆจึงมีรับสั่งให้นำรูปมาวางไว้ตรงนี้ค่ะซึ่งรูปนี้ก็เป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์น่ะค่ะ”
“Tomb of madain salah…สุสานของใครหรือคะ” อินทิกาก้มลงอ่านป้ายเล็กๆสีทองที่อยู่ด้านล่างภาพ
“ทอมบ์ ออฟ มาดาอิน ซาลาห์ เป็นสุสานขององค์หญิงซาลาห์ในรัชสมัยขององค์สุลต่านราอิส ราชวงศ์อัล ดาบิล
ลา ค่ะ เมื่อหลายพันปีก่อนเคยเป็นวิหารบูชาเทพีมาดาอิน ซาลาห์ น่ะค่ะ แต่เกิดโศกนาฎกรรมขึ้นมาเสียก่อน
ที่นี่เลยเปลี่ยนมาเป็นสุสานน่ะค่ะ”
คำอธิบายยืดยาวของอิสบาล่าทำให้อินทิการู้สึกงงๆกับชื่อของคนในอดีตที่แสนจะยาวเหยียด
เพราะงงก็เลยทำให้ไม่ใส่ใจชื่อเรียกนักเท่าไหร่ แต่คำว่า โศกนาฎกรรมก็เรียกให้เธอเอ่ยถามอิสบาล่าต่อ
“โศกนาฎกรรมอะไรเหรอคะ”
“โศกนาฎกรรมความรักต้องห้ามระหว่างพี่น้อง องค์สุลต่านราอิสทรงรักกับองค์หญิงซาลาห์ น่ะคะ
แต่ในสมัยนั้นการที่พี่น้องรักกันเป็นบาปมหันต์ องค์หญิงซาลาห์เลยฆ่าตัวตายเพื่อไถ่ถอนบาปให้พี่ชาย
หลังจากนั้นมา องค์ราอิชทรงตรากฎให้พี่น้องสามารถแต่งงานกันได้ ปัจจุบันนี้ก็ยังมีพี่น้องที่แต่งงานด้วยกัน
อยู่น่ะค่ะ”
“น่าสงสารองค์หญิงนะคะ”
“นั่นสิคะ ตามตำนานกล่าวว่าอีกเพียงแค่วันเดียวองค์หญิงก็จะได้รับการสถาปนาให้ขึ้นเป็นสุลตาน่าอยู่แล้ว”
อินทิกาขมวดคิ้วนิดหน่อยแต่ไม่ได้ว่าอะไรต่อ
อิสบาล่าพาอินทิกามาที่ห้องพักในส่วนวังหลังซึ่งใช้รับรองแขกผู้หญิงที่มาต่างบ้านต่างเมือง เป็นอาคาร
ที่อยู่ติดกับฮาเร็มหรือสถานที่สาวๆของชีคพักอาศัยอยู่
อินทิกามองไปยังฮาเร็มด้วยความหลงใหลในสถาปัตยกรรมที่เก่าแก่และสวยงาม หล่อนมักเป็นเช่นนี้
เสมอกับการเก็บเกี่ยวความรู้สึกอันดื่มด่ำจากสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่และล้ำค่าทางประวัติศาสตร์ทางสายตา
“นี่ถ้ามีเวลาว่าง เธออยากจะเอากระดาษกับดินสอมานั่งร่างภาพฮาเร็มนี้เหลือเกิน” แม้จะรู้สึกชื่นชมกับความงาม
แต่เสียงของหญิงสาวอีกคนก็ดังขึ้นขัดอารมณ์สุนทรีย์ก่อนที่มันจะเตลิดไปมากกว่านี้
“มิสอินทิกาคะ เย็นนี้จะมีงานเลี้ยงต้อนรับคุณแบบกันเองจัดภายในห้องรับรอง 6โมงเย็นดิฉันจะมารับนะคะ”
.......................................................................................................................................................
ทันทีที่เข้ามาในห้องพักหญิงสาวก็ต่อสายถึงโซเฟียเพื่อนสาวคนสนิทที่อยู่ลอนดอนทันที
“เป็นไง”
“นี่แกรู้อยู่แล้วใช่มั้ย เรื่องที่นายจ้างคนใหม่ของชั้นเปลี่ยนดีไซเนอร์ไป 20 กว่าคนแล้วอ่ะ
ทำไมแกไม่เตือนฉันวะ”
“เฮ้ย ใจเย็นๆ”
“ก็ตอนนั้นฉันไม่อยู่นี่หว่า แกเองก็เถอะ ตัดสินใจปุปปัป อยู่ๆก็ไปไม่ปรึกษาฉันสักคำ”
“เออ..จริงของแก ต้องโทษตัวเองว่าสะเพร่าสิเนี่ย ไม่เช็คให้ดีเสียก่อน...มิน่าล่ะ ถึงไม่มีใครอยากมา”
“จริงๆแกก็อยู่อังกฤษมานาน ทำไมไม่รู้จักองค์หญิงคนนี้วะ”
“ขึ้นหน้าสังคมแทบทุกวัน..แต่ก็นะ แกไม่อ่านGossipดารากับวงไฮไซไฮซ้อนี่นา”
“ระวังตัวไว้เถอะแก ยัยเจ้าหญิงนี่โมโหร้ายสุดๆน่ะ เคยเอาที่ทับกระดาษทองคำประดับเพชรปาหัวคนแตกมาแล้ว
นะเว้ยเหตุผลแค่ว่าพูดไม่เข้าหูน่ะ”
“...อ่ะ...” ซวยอะไรอย่างนี้วะ...แล้วฉันจะอยู่รอดไหมเนี่ย
ยังไม่ทันจะกล่าวอะไรมากไปกว่านี้
อินทิกาจำต้องวางสายเมื่อหญิงสาววัยรุ่นชาวชาร์มา2-3 คนก็เข้ามาที่พักเธอหลังจากที่ส่งเสียงเคาะ
ประตูแล้ว แต่อินทิกาไม่ได้ไปเปิดรับ อินทิกามองการเข้ามาของหญิงรับใช้ 2-3 คนนั้นอย่างงุนงง
สองคนเดินเข้ามาวางกล่องสามสี่ใบบนเตียงสี่เสาหนานุ่ม อีกคนผลุบหายเข้าไปในห้องน้ำสุดหรูนั่น
สักพักก็ตะโกนออกมาเป็นภาษาอังกฤษว่า
“มิสคะ น้ำเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วค่ะ จะให้ถูหลังให้ไหมคะ”
อินทิกาส่ายหน้าหวือๆแล้วรีบวิ่งไปที่ห้องน้ำกล่าวปฏิเสธโดยเร็ว
“ไม่ล่ะ ขอบใจ”
“จะดีเหรอคะ มิส วันนี้มีงานเลี้ยงนะคะ” หญิงรับใช้คนนี้ทำหน้าลำบากใจ
“งานเลี้ยงงั้นหรือ?? เรามีแต่ชุดสูทจะใส่ในงานนี้ได้มั้ยวะ”
ดูเหมือนสาวรับใช้จะเดาใจเธอออก หล่อนเดินออกจาก
ห้องน้ำพาอินทิกากลับมาที่เตียงคิงไซส์
“ชุดที่จะใส่ไปงานเลี้ยงตอนเย็นอยู
