[size=150]ตอนที่ 1 ชิงรัก
ความรักมิได้โรยไปด้วยกลีบกุหลาบเฉกเช่นทุกคู่เสมอ คู่รักแต่ละคู่ล้วนมีหัวใจสองดวงไขว้เข้าหากัน นอกจากกายและใจประสานกันแล้ว สัมผัสโดยสื่อทางจิตย่อมส่งกระแสรุนแรงให้กับอีกฝ่ายได้ล่วงรู้เช่นเดียวกัน และเพราะความรักอีกเช่นกัน ที่ก่อให้เกิดโศกนาศกรรมเกินกว่าใครจะยั้งรู้ได้ถึง ใครเล่าจะล่วงรู้ได้ว่า รักสามเส้าของหนึ่งหญิงสองชาย จะบังเกิดแรงรักแรงแค้นกับฝ่ายที่สูญเสียนวลนางไป หญิงที่ตนรักถูกช่วงชิงจากบุรุษที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเพื่อนรักเพื่อนร่วมน้ำสาบานแม้นตาย ยังตายแทนกันได้
ทว่ารักนี้มิเข้าใครออกใคร เมื่อนางอันเป็นที่รักมิได้มีความรักให้แก่ตน แต่กลับมอบความรักให้กับเพื่อนร่วมน้ำสาบาน เพื่อนรักเพื่อนตายจึงกลายเป็นศัตรูหัวใจ ที่แม้นตัวตายคำสาปแช่งมิได้ตายตามไปกับบุรุษที่ผิดหวังในความรักแต่อย่างใด คำสาปแห่งความรักนี้ จะติดตามและบังเกิดกับหญิงอันเป็นที่รักของตระกูล บินมูมบารัค ถ้วนทั่วทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ผู้เดียว ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด คำสาปจากเงาแห่งความมืดยังคงตามหลอกหลอนตระกูลบินมูมบารัค ตราบชั่วกาลนาน อะไร ! ทำให้ตระกูลบินมูมบารัค จึงประสบกับชะตากรรมเช่นนี้สืบทอดต่อๆกันมาชั่วลูกสืบหลาน แทบไร้ซึ่งเผ่าพันธ์และวงศ์วาน
และใครเล่าจะล่วงรู้ได้ว่า ตระกูลบินมูมบารัคจะหลุดพ้นจากคำสาปแห่งความรักนี้ได้ จะอีกกี่ร้อยปีหรือนับต่อไปเบื้องหน้ามิรู้ยาวนานเท่าใด จึงจะหลุดพ้นจากคำสาปมรณะนี้ คำสาปของหัวใจที่สาปโดย ชีค ไคเซอร์ บายัน เบนจามิน บุรุษผู้พ่ายรัก เจ้าของคำสาปมรณะ !
ศตวรรษที่ 17
ณ . ท้องทะลทราย แคว้นอาบูร์ชีร์
ภายใต้การปกครองของ ชีค นายัน บินมูมบารัค อัลนิบาห์
ท้องฟ้าเบื้องบนในยามราตรี สุกสกาวแพรวพราวด้วยดวงดาวน้อยใหญ่นับหมื่นล้านดวง ระยิบระยั บน่าจับต้องและน่าจ้องมอง จนละลานตา ดุจดั่งล่วงรู้ว่าผู้คนเบื้องล่างในยามนี้ ยินดีกับงานมงคลสมรสกับคู่บ่าวสาว ใบหน้าของทุกคนล้วนเปื้อนยิ้มด้วยความสุขอย่างเห็นได้ชัด เสียงดนตรีขับขานผสมผสานกับการร่ายรำของเหล่านางรำ ดังสะท้อนจนได้ยินไปทั่วท้องทะเลทรายในยามราตรี
ทว่าท่ามกลางเสียงขับกล่อมของดนตรีและเสียงหัวเราะของแขกผู้ร่วมงาน ในงานมงคลสมรสในค่ำคืนนี้ กลับเป็นคืนแห่งความทุกข์โศก ของบุรุษหนึ่งที่ชอกช้ำในความรักด้วยผิดหวังจากหญิงที่ตนมีหัวใจรักให้ หัวใจของบุรุษเพศ มีหรือที่จะทานทนเกินรับได้ไหว เมื่อนางอันเป็นที่รักซึ่งเป็นเจ้าของหัวใจตน กลับปฏิเสธความรักที่เขามีให้แต่นางเพียงผู้เดียว หันไปแต่งงานกับบุรุษอื่นแทนตน ซ้ำร้ายบุรุษที่นางเลือกกลับกลายเป็นเพื่อนรักเพื่อนตายของเขาที่เติบโตและรบเคียงบ่าเคียงไหล่มาด้วยกัน ทั้งเจ็บและชอกช้ำจนสุดขั้วหัวใจ ความรักที่มีให้แก่นวลนาง กลับกลายเป็นแรงรักแรงแค้น จนเปลี่ยนบุรุษที่มีจิตใจอ่อนโยน กลายเป็นบุรุษหัวใจทมิฬ อย่างไม่เคยปรากฏ ความผิดหวังจากหญิงที่ตนรัก และถูกเพื่อนรักทรยศ จะทำให้แปรเปลี่ยนได้ถึงเพียงนี้
ชีค ไคเซอร์ บายัน เบนจามิน เร้นร่างเข้าสู่งานอภิเษกสมรสของ ชีค นายัน บินมูมบารัค อัลนิบาห์ อดีตสหายรักของเขา เพื่อมุ่งหวังแย่งชิง ชาเล็ค เอลน่า นางในดวงใจของตนกลับคืน ร่างสูงตระหง่านในชุดคลุมสีดำทะมึน ทั้งโพกผ้าและปิดบังใบหน้าจนมิดชิด เผยให้เห็นเพียงดวงตาสีดำสนิท มุ่งตรงแฝงกายเข้าสู่เรือนหอของคู่บ่าวสาว อันเป็นเรือนหอของจ้าวผู้ครองนครในแคว้นแห่งทะเลทราย เวรยามที่คอยรักษาการณ์ถูกทหารของเบนจามิน หลอกล่อให้ดื่มเหล้า ผสมสมุนไพรมีฤทธิเช่นยาสลบ จนผล็อยหลับไม่รู้เรื่องรู้ราว เป็นเหตุให้เบนจามิน สามารถเร้นร่างเข้าสู่ตำหนักในอันเป็นเรือนหอนี้ได้
ร่างสูงหยุดยืน อยู่เบื้องหน้านวลนางก่อนจะค่อยๆ ก้มใบหน้าลงแนบชิดใกล้พร้อมปลดผ้าคลุมหน้า เผยให้เห็นใบหน้าคมคร้ามของเบนจามิน ดวงเนตรสีดำสนิทสั่นไหวระริกด้วยรักที่มีให้ต่อเอลน่า มากมายจนยากเกินกว่าจะยอมสูญเสียให้แก่บุรุษใดได้ บัดนี้เอลน่า นอนหลับไม่รู้เรื่องรู้ราวเพราะถูกรมควันด้วยยาสลบจนหลับสนิท ใบหน้าหวานหลับพริ้มอย่างเป็นสุข ก่อนจะถูกมือใหญ่ช้อนร่างระหงเข้าหากับอกกว้าง พร้อมกอดรัดร่างแน่งน้อยด้วยความรักและหวงแหนเป็นยิ่งนัก พร้อมเสียงพึมพำของเขา
" เอลน่า หนึ่งเดียวในดวงใจของข้า เจ้าเป็นของใครไม่ได้ทั้งนั้น นอกจากข้าเพียงผู้เดียว ข้ามิอาจทานทนที่จะเห็นเจ้าเคียงคู่กับไอ้เพื่อนทรยศของข้าได้ ข้าจะมิยอมให้อัลนิบาห์ ได้เจ้าไป เจ้าจะต้องเป็นของข้าเท่านั้น ข้าจะพาเจ้าไป ไปให้ไกลเท่าที่จะไกลได้ เจ้ากับข้าจะไม่แยกจากกัน ข้ารักเจ้ายิ่งนักเอลน่า ยอดรักของข้า "
เบนจามิน ช้อนร่างงามกระชับเข้าหากับอกกว้างอย่างทนุถนอม พร้อมกับรีบรุดออกจากตำหนักของอค์รานีอันเป็นเรือนหอ มุ่งหน้าไปยังกลุ่มคนที่แฝงร่างในเงามืด พร้อมด้วยอูฐทะเลทราย เพื่อเตรียมการหนีจากภารกิจแย่งชิงเจ้าสาวของ ชีค นายัน บินมูมบารัค อัลนิบาห์ โดยมีเหล่ากองทหารติดตามคอยระวังหลังให้เบนจามิน จ้าวผู้ครองนครจากแคว้นฮาคาล มาเป็นระยะๆ ก่อนจะหันกลับมาออกคำสั่งกับแผนการขั้นต่อไป ครั้นเมื่อเล็ดรอดออกจากงานเลี้ยงมงคลสมรสได้เป็นผลสำเร็จ
"มาคัส ! เจ้าจัดการอัลนิบาห์ ตามที่ข้าสั่งเรียบร้อยหรือไม่ "
"ฝ่าบาทมิต้องห่วง กระหม่อมจัดการองค์อัลนิบาห์ ตามคำสั่งของพระองค์เรียบร้อยแล้วทุกประการ องค์อัลนิบาห์ ดื่มเหล้ามงคลสมรสที่ผสมยานอนหลับ จนมิรู้สติหลับไปแล้วพะย่ะค่ะ กว่าจะฟื้นคืนสติได้ อีกหลายวันจึงจะฟื้น พระองค์กับองค์รานีก็ออกพ้นเขตการปกครองขององค์อัลนิบาห์แล้ว แต่ข้าสงสัยเหตุใด ฝ่าบาทจึงปล่อยให้องค์อัลนิบาห์มีชีวิตรอดเล่าพะย่ะค่ะ ในเมื่อโอกาสสังหารมาถึงแล้ว เหตุใดจึงปล่อยให้ลอยนวล น่าจะสังหารให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไป หาไม่แล้วดีไม่ดีองค์รานีเอลน่า จะถูกชิงตัวกลับคืนได้นะพะย่ะค่ะ ข้าคิดว่าพระองค์….."
" หุบปากเดี๋ยวนี้! มาคัส ! ไม่ต้องแสดงความคิดเห็นอะไรทั้งนั้น ข้าสั่งให้เจ้าทำอะไร เจ้ามีหน้าที่ทำตามที่ข้าสั่งเท่านั้น ข้ายังไม่ให้มันตายง่ายหรอก ไอ้การที่ข้าจะฆ่ามัน มันช่างง่ายเสียนี่กระไร เพียงแต่ข้าต้องการทรมานอัลนิบาห์ ให้มันทรมานและรู้รสชาติว่าการถูกแย่งของรัก มันจะรู้สึกเช่นไรบ้าง มันจะได้ล่วงรู้ถึงความรู้สึกของข้า ความรู้สึกเสมือนที่ข้าเคยได้รับ เจ้าจงแฝงกายอยู่ภายใน คอยรายงานข่าวให้ข้าได้รู้เป็นระยะๆ ข้าอยากรู้นักว่าเจ้าอัลนิบาห์ มันจะเป็นอย่างไรต่อไป เมื่อเอลน่าอยู่ในอ้อมกอดของข้า เจ้าเข้าใจที่ข้าสั่งความหรือไม่มาคัส "
" พะย่ะค่ะ กระหม่อมจะคอยรายงานเหตุการณ์ ให้พระองค์ได้ทราบได้ทุกระยะมิให้ขาดแม้แต่น้อย "
เบนจามิน พยักหน้าด้วยความพอใจ ก่อนจะกระชับร่างงามของเอลน่า เข้าหาอ้อมกอดของตน ร่างสูงตรงไปยังเสลี่ยง เตรียมพร้อมสำหรับนางในดวงใจโดยเฉพาะ ก่อนจะค่อยๆวางร่างอรชรอย่างแผ่วเบาลงบนฟูกนุ่ม พร้อมๆกับริมฝีปากหยักหนาบรรจงจุมพิตลงบนเรียวปากสีกลีบกุหลาบของนวลนาง ด้วยความรักที่มีต่อนาง ดวงเนตรสีดำสนิทเพ่งพิศ ใบหน้าหวานที่อยู่เบื้องหน้าเช่นนั้นนิ่งนาน ฝ่ามือหนาลูบไล้ผิวแก้มไปมาเบาๆพร้อมเสียงรำพึงรำพัน
" ในที่สุดเจ้าก็กลับคืนสู่อ้อมกอดของข้าแล้วเอลน่า เจ้าเป็นของข้าเพียงผู้เดียว ไม่ว่าหน้าไหนไม่มีทางแย่งเจ้าไปจากข้าได้ ข้าจะพาเจ้ากลับไปแคว้นฮาคาล แคว้นที่ข้าและเจ้าพบกันเป็นครั้งแรกข้าจะจัดพิธีอภิเษกสมรสของข้าและเจ้า นับแต่นี้ต่อไป เจ้าจะเป็นองค์รานีของข้า เจ้าจะมีเพียง ชีค ไคเซอร์ บายัน เบนจามิน เป็นคู่ครองของเจ้า แต่เพียงเท่านั้น เอลน่า"
เบนจามิน ทอดสายตามองใบหน้าหวานของเอลน่าอยู่เป็นนาน ก่อนจะผละจากนวลนางเพื่อขึ้นอูฐทะเลทราย พาหญิงที่ตนหลงรัก เดินทางให้พ้นจากเขตการปกครองของอัลนิบาห์ สหายรักเก่า เสียงตะโกนดังกึกก้องท่ามกลางความเงียบสงัดในยามราตรี
" นับแต่นี้ต่อไปเบื้องหน้า ข้าจะเดินทางโดยไม่หยุดพัก จนกว่าจะเข้าเขตการปกครองแคว้นฮาคาลของข้า พวกเจ้าเร่งฝีเท้าอูฐและดูแลเสลี่ยงที่อยู่บนหลังให้จงหนัก บนเสลี่ยงนั้นมีองค์รานีของพวกเจ้าอยู่ เตรียมตัวออกเดินทางได้ อย่าได้ชักช้า เร็วเข้า ! "
สิ้นเสียงคำสั่งจากจ้าวผู้ครองนครแคว้นฮาคาล บรรดาอูฐทะเลทรายซึ่งเป็นกองทหารของ ชีค ไคเซอร์ บายัน เบนจามิน ออกเดินทาง ติดตามจ้าวผู้ครองนครของพวกตน ไปอย่างรวดเร็วจุดมุ่งหมาย ณ แคว้นฮาคาล เมืองกลางทะเลทรายอันเวิ้งว้างไกลสุดสายตา มีเพียงผืนทรายล้อมรอบประดุจปราการแข็มแข็งคอยคุ้มครองแคว้นฮาคาล ระยะทางไกลเสียยิ่งกว่าสุดขอบโลก ยากเกินกว่าจะติดตาม
ภายในงานเลี้ยงอภิเษกสมรส
ร่างสูงตระหง่านของ ชีค นายัน บินมูมบารัค อัลนิบาห์ ในชุดฉลองพระองค์เจ้าบ่าวของผู้ครองนครในทะเลทราย นอนเหยียดยาวไปกับพื้นทรายขาวละเอียด ด้วยเพราะถูกเหล้ามงคลสมรสที่มีส่วนผสมของยานอนหลับทำจากสมุนไพร ลิ้มลองเพียงปลายลิ้น สลบเหมืดประหนึ่งนกปีกหักไปในบัดดล มิรู้เรื่องรู้ราวแต่อย่างใด หากแม้นถูกลอบสังหารในยามนี้ ง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปากฉันใดก็ฉันนั้น
ทว่าเบนจามิน กลับมิลงมือกับอัลนิบาห์แต่อย่างใด หวังเพื่อสร้างความเจ็บปวดในหัวใจและตอกย้ำความราวร้านที่ตนได้รับสะท้อนกลับไปยัง อัลนิบาห์ นับเท่าทวีคูณ ให้มากเสียกว่าที่ตนเคยได้รับ หากเบนจามินหยั่งรู้อนาคตได้ มิมีทางปล่อยให้ อัลนิบาห์ มีลมหายใจในโลกนี้ได้อีกต่อไปเป็นแน่ แต่เพราะเบนจามินมิได้หยั่งรู้อนาคตจึงปล่อยให้ อัลนิบาห์ มีชีวิตรอด นั้นหมายถึงเบนจามิน เดินหมากผิดกระดานเข้าให้เสียแล้ว
บัดนี้อัลนิบาห์ จ้าวผู้ครองแคว้นอบูชีร์ ฉายามัจจุราชทะเลทราย ! กำลังหลับใหลเพราะฤทธิยาสลบ ร่างของพระองค์บรรทมเหยียดยาวท่ามกลางแขกต่างแคว้นที่มาร่วมงานอภิเษกสมรสนี้ ทุกคนภายในงานเลี้ยงล้วนถูกเหล้าที่ผสมยานอนหลับจนหลับไหลกันถ้วนทั่ว จวบจนกระทั่งร่างท้วมของสตรีสูงอายุนางหนึ่ง ในวัยห้าสิบเศษ เดินออกมาจากตำหนักหลังอันเป็นที่พักของนาง มุ่งตรงไปบริเวณงานเลี้ยง ทันทีที่นางปรากฏกายในงานเลี้ยง ดวงตาสีดำสนิทของนางเบิกกว้างขึ้นมาโดยพลัน กับภาพผู้คนนับร้อยชีวิต สลบเหมือดไม่เว้นแม้แต่ทหารยาม
" นี้มันเกิดอะไรขึ้น ! งานเลี้ยงฉลองสมรสของฝ่าบาท ไยจึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ผู้คนดูเหมือนมิได้เมามายจนหลับไหล งานเริ่มเพียงไม่นาน เป็นไปไม่ได้ที่จะหลับใหลด้วยเพราะเหล้าที่ใช้จัดเลี้ยง หรือว่าจะมีใครคิดทำลายงานอภิเษกสมรสของฝ่าบาทหรือนี้ แย่แล้ว ! องค์อัลนิบาห์ ! ฝ่าบาท ! ฝ่าบาทเพคะ ! "
เสียงเรียกของเดน่า แม่นมของชีค นายัน บินมูมบารัค อัลนิบาห์ หรือที่คนในแคว้นอบูชีร์ รู้จักกันเป็นอย่างดีในฐานะแม่หมอ ผู้ซึ่งสามารถรักษาอาการเจ็บป่วยของผู้คนได้อย่างชะงักงัน ประหนึ่งหมอเทวดามิมีผิด ด้วยสมุนไพรที่นางได้ศึกษาเล่าเรียนมาจากบรรพบุรุษสืบทอดต่อๆกันมานับรุ่นต่อรุ่น แต่สิ่งหนึ่งที่มีมิผู้ใดล่วงรู้ความลับเกี่ยวกับตัวนาง แม้แต่อัลนิบาห์ก็มิอาจล่วงรู้ความลับนี้ได้ ผู้ที่จะสามารถล่วงรู้ความลับนี้ได้ จะต้องมีลักษณะพิเศษเฉกเช่นเดียวกับตัวนาง และนั้นหมายถึงความลับสุดยอดที่นางเก็บงำไว้จะถูกถ่ายทอดออกจากตัวนางโดยทันที อะไร !คือความลับสุดยอดของเดน่า นรกและสวรรค์เท่านั้นที่ล่วงรู้
เ พียงไม่นานร่างท้วมของเดน่า หยุดยืนอยู่ใจกลางของงานเลี้ยง ดวงตาสีดำกวาดสายตาไปจนทั่ว ก่อนจะหยุดอยู่กับที่ทันที เมื่อสายตาของนางกระทบเข้ากับร่างสูงใหญ่ในชุดเจ้าบ่าว ที่นางเป็นคนแต่งให้กับมือ นอนฟุบหน้าไปกับพื้นทราย เดน่ามิรอช้าพาร่างท้วมของนางแหวกวงล้อม ผ่านผู้คนที่นอนหลับใหลอยู่กับผืนทราย จนสามารถเข้าไปถึง องค์อัลนิบาห์ ทันทีที่นางถึงตัวมัจจุราชแห่งทะเลทราย เสียงขานชื่อเพื่อปลุกพระองค์ให้ตื่นจากการหลับใหลดังขึ้นมาทันที
" ฝ่าบาท ! ฝ่าบาท ! ตื่นเถอะเพคะ ตื่นเถิดพระองค์ ! "
เดน่า พูดพลางดึงห่อผ้าออกจากเสื้อคลุมของนาง พร้อมกับหยิบรากไม้ ซึ่งเป็นรากไม้สมุนไพรมีฤทธิ ทำให้ผู้คนที่ถูกรมยานอนหลับ หรือหลับลึกโดยมิรู้สาเหตุ สามารถฟื้นจากการหลับลึกนี้ได้ทุกคน หญิงชรานำรากไม้ดังกล่าว ใส่เข้าไปในพระโอษฐ์ขององค์อัลนิบาห์พร้อมๆกับ นำรากไม้สมนุไพรใส่เข้าไปในปากขององค์รักษ์คนสนิททั้งสี่ของอัลนิบาห์ เพื่อปลุกจากการหลับลึก ก่อนจะกลับมาสังเกตอาการของบุรษหนุ่มหน้ามน ด้วยความเป็นห่วงพร้อมๆกับพยายามเขย่าร่างของเขาอยู่เป็นระยะๆ
เดน่า เขย่าพระวรกายขององค์อัลนิบาห์อยู่เป็นนาน ทว่าไร้ซึ่งการตอบสนอง ชีคอัลนิบาห์ยังคงหลับใหลมิรู้สติ แม้เดน่าจะพยายามใช้สมุนไพรที่เคยปรุงเป็นยา เพื่อให้ฟื้นคืนจากการหมดสติและสามารถรักษาอาการของคนที่หลับลึกมาได้แล้วก็ตามที แต่กับองค์อัลนิบาห์แล้วไซร้ สมุนไพรของนางกลับใช้มิได้ผลแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกับองค์รักษ์ทั้งสี่ บัดนี้ต่างพากันเริ่มรู้สึกตัวขึ้นมาทีละน้อย ทีละน้อย จนกระทั่งองค์รักษ์ทั้งสี่สามารถตื่นจากการหลับลึกนี้ได้เป็นผลสำเร็จ ทันทีที่ฟื้นเสียงบ่นกระปอดกระแปดขององค์รักษ์ราชิตหนึ่งในสี่นาย ดังขึ้นมาด้วยความแปลกใจ
" โอ๊ย ! ทำไมถึงได้มึนหัวอะไรแบบนี้ ไยท้องฟ้าหมุนไปหมุนมา ตาลายเป็นพันตลบไปแล้วกระมัง อ้าวแล้วนี้เกิดอะไรขึ้น ! ทำไมแขกเหรื่อในงาน พากันหลับใหลดาษดื่นแบบนี้กันเล่า อ้าว ! แล้วฝ่าบาทเป็นอะไรเล่า แม่หมอ เกิดอ

